เหลืออีก 175 วัน ก่อนกฎ Travel Rule สินทรัพย์ดิจิทัลของ ก.ล.ต. จะมีผลบังคับใช้วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป การโอนเหรียญเข้า-ออกเว็บเทรดไทยจะไม่เหมือนเดิม เพราะผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับไปกับทุกคำสั่งโอน และต้อง พิสูจน์ให้ได้ว่ากระเป๋าส่วนตัวปลายทางเป็นของคุณจริง ก่อนปล่อยเหรียญ ข่าวร้ายคือภาระการพิสูจน์ส่วนใหญ่จะตกมาที่ผู้ใช้ ข่าวดีคือครึ่งปีนี้มีของที่เตรียมได้จริงตั้งแต่วันนี้ คู่มือนี้แยกให้ชัดว่าอะไรกระทบ อะไรไม่กระทบ แล้วไล่ทีละขั้นว่าต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ทำบัญชีกระเป๋าของตัวเอง ฝึกเซ็นข้อความพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ ไปจนถึงเก็บหลักฐานที่มาของเงินก่อนที่จะถูกถามย้อนหลัง
📑 สารบัญ
- Travel Rule คืออะไร และมาถึงไทยแบบไหน
- อะไรกระทบ อะไรไม่กระทบ — ขอบเขตแคบกว่าที่คิด
- เส้น 30000 บาท ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
- ขั้นที่ 1 — ทำบัญชีกระเป๋าของตัวเองให้ครบก่อน
- ขั้นที่ 2 — ฝึกเซ็นข้อความพิสูจน์ความเป็นเจ้าของกระเป๋า
- ขั้นที่ 3 — บันทึกที่อยู่กระเป๋าไว้กับเว็บเทรดตั้งแต่ตอนนี้
- ขั้นที่ 4 — เก็บหลักฐานที่มาของเงินย้อนหลัง
- ขั้นที่ 5 — เตรียมข้อมูลกรณีโอนให้คนอื่น ไม่ใช่กระเป๋าตัวเอง
- ตารางเทียบ สิ่งที่ทำได้แล้ววันนี้บน Bitkub และ Binance TH
- 6 กับดักที่คนจะพลาดกันเยอะ
- เช็กลิสต์ตามไทม์ไลน์ 175 วัน
- คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
Travel Rule คืออะไร และมาถึงไทยแบบไหน
วันที่ 2 กันยายน 2569 ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่าสำนักงานได้ออกหลักเกณฑ์การบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่า หลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจัดทำร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ระหว่างที่ ปปง. เตรียมออกหลักเกณฑ์ของตัวเองภายใต้กฎหมายฟอกเงิน
หลักการลอกมาจากระบบธนาคารตรง ๆ คือธนาคารต้นทางต้องรู้ว่าใครโอนและโอนไปหาใคร ธนาคารปลายทางก็ต้องรู้ที่มาของเงิน พอเอามาใช้กับคริปโต ผู้ประกอบธุรกิจฝั่งผู้ส่งคำสั่งโอนต้องแนบข้อมูลผู้โอนและผู้รับไปกับธุรกรรมทุกครั้ง ให้ฝั่งผู้รับตรวจสอบก่อนปล่อยเหรียญ และถ้าคู่ธุรกรรมใช้กระเป๋าส่วนตัวแบบ self-hosted wallet ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจเพิ่มว่าใครเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมกระเป๋านั้นจริง
| ประเด็น | รายละเอียด |
|---|---|
| ผู้ออกกฎ | สำนักงาน ก.ล.ต. ร่วมกับ ปปง. |
| วันประกาศ | 2 กันยายน 2569 |
| วันมีผลบังคับ | 27 กุมภาพันธ์ 2570 |
| เวลาที่เหลือ | ราว 175 วันนับจากวันประกาศ (180 วันหลังลงราชกิจจานุเบกษา) |
| ใครมีหน้าที่ตามกฎ | ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้ใบอนุญาตในไทย ไม่ใช่ตัวผู้ใช้โดยตรง |
| เก็บบันทึกธุรกรรม | อย่างน้อย 5 ปี ในรูปแบบที่ผู้กำกับดูแลเรียกดูได้ทันที |
| เหตุผลเร่งด่วน | ไทยมีคิวเข้ารับการประเมินมาตรฐาน FATF ในปี 2571 |
อะไรกระทบ อะไรไม่กระทบ — ขอบเขตแคบกว่าที่คิด
เรื่องแรกที่ต้องเคลียร์ก่อนตื่นตระหนก คือ Travel Rule ถูกออกแบบมาคุม การโอนเหรียญระหว่างกระเป๋า เท่านั้น ไม่ได้คุมทุกอย่างที่คุณทำบนเว็บเทรด
| สิ่งที่คุณทำ | อยู่ในขอบเขต Travel Rule ไหม | สิ่งที่จะเปลี่ยนไป |
|---|---|---|
| ซื้อขายเหรียญในกระดานของเว็บเทรด | ❌ ไม่อยู่ | ไม่เปลี่ยน ยังใช้ KYC และการตรวจธุรกรรมต้องสงสัยตามปกติ |
| ฝาก-ถอนเงินบาทเข้าออกบัญชีธนาคาร | ❌ ไม่อยู่ | ไม่เปลี่ยน อยู่ใต้กฎธนาคารและ ปปง. ชุดเดิม |
| ถอนเหรียญออกไปกระเป๋าส่วนตัวของตัวเอง | ✅ อยู่ | ต้องผ่านการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของกระเป๋าปลายทาง |
| รับเหรียญเข้าเว็บเทรดจากกระเป๋าส่วนตัว | ✅ อยู่ | ต้องพิสูจน์เช่นกัน เพราะกฎครอบทั้งโอนออกและรับโอน |
| โอนเหรียญไปเว็บเทรดอีกเจ้า | ✅ อยู่ | ต้องส่งข้อมูลผู้โอน-ผู้รับไปกับคำสั่ง และตรวจคุณสมบัติเว็บเทรดปลายทาง |
| โอนจากกระเป๋าส่วนตัวหากันเองบนเชน | ❌ ไม่อยู่ | ไม่มีตัวกลางในเส้นทาง กฎจึงบังคับไม่ถึง |
เส้น 30000 บาท ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
ก.ล.ต. วางจุดตัดการขอข้อมูลเพิ่มไว้ที่ 30000 บาทต่อธุรกรรม ซึ่งอ้างอิงมาจากเกณฑ์สากลของ FATF ที่กำหนดไว้ที่ 1000 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 1000 ยูโร
ต่ำกว่า 30000 บาท
ข้อมูลพื้นฐานระดับ ระบุว่าโอนไปหาใคร ก็เพียงพอ คือชื่อและที่อยู่กระเป๋าหรือเลขบัญชีของทั้งสองฝั่ง
ตั้งแต่ 30000 บาทขึ้นไป
ต้องให้ข้อมูลระบุตัวตนคู่ธุรกรรมละเอียดขึ้น เช่น จังหวัดหรือประเทศของผู้รับ และถ้าผู้รับเป็นนิติบุคคลต้องระบุเลขทะเบียน
กระเป๋าส่วนตัวเกินเส้นนี้
ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหรืออำนาจควบคุมกระเป๋า ก่อนที่เหรียญจะขยับ
ตัวเลข 30000 บาทฟังดูเยอะสำหรับคนที่โอนหลักพัน แต่สำหรับคนที่ถอนเหรียญออกไปเก็บใน Ledger หรือ Trezor เป็นก้อน หรือคนที่ย้ายเหรียญไปทำ DeFi นี่คือเส้นที่จะข้ามแทบทุกครั้ง
ขั้นที่ 1 — ทำบัญชีกระเป๋าของตัวเองให้ครบก่อน
คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ทันทีว่าตัวเองมีกระเป๋ากี่ใบ อยู่บนเชนอะไรบ้าง และใบไหนยังเข้าถึงได้จริง ถ้าถึงวันที่เว็บเทรดถามว่ากระเป๋านี้ของคุณหรือเปล่า แล้วคุณตอบไม่ได้หรือเข้าไม่ถึงกุญแจ เหรียญก็ไม่ขยับ นี่คืองานที่ต้องทำก่อนงานอื่นทั้งหมด
ทำตารางง่าย ๆ ในไฟล์ที่คุณเก็บไว้เอง
ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรพิเศษ เปิดสเปรดชีตหรือสมุดจดก็ได้ แต่ต้องมีอย่างน้อย 5 คอลัมน์นี้ และห้ามใส่ seed phrase หรือ private key ลงในไฟล์นี้เด็ดขาด
| คอลัมน์ | ตัวอย่าง | ทำไมต้องมี |
|---|---|---|
| ชื่อเรียกกระเป๋า | กระเป๋าเย็นหลัก / กระเป๋าใช้จ่าย / กระเป๋าทดลอง | เวลากรอกฟอร์มจะได้ไม่สับสนว่าใบไหน |
| ที่อยู่กระเป๋าเต็ม | คัดลอกมาทั้งชุด ห้ามพิมพ์เอง | เป็นข้อมูลที่ต้องกรอกให้เว็บเทรดตรงตัวอักษร |
| เชน/เครือข่าย | Bitcoin / Ethereum / BNB Chain | ที่อยู่หน้าตาเหมือนกันแต่คนละเชนคือคนละเรื่อง |
| อุปกรณ์หรือแอปที่ถือกุญแจ | Trezor Safe / Ledger / MetaMask บนเครื่องนี้ | ต้องรู้ว่าจะไปเซ็นข้อความจากตรงไหน |
| เซ็นข้อความได้หรือไม่ | ได้ / ไม่แน่ใจ / ทดสอบแล้วเมื่อวันที่ | คือหัวใจของการเตรียมตัวรอบนี้ |
ขั้นที่ 2 — ฝึกเซ็นข้อความพิสูจน์ความเป็นเจ้าของกระเป๋า
วิธีที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลกสำหรับพิสูจน์ว่าคุณคุมกระเป๋านั้นจริง คือ message signing หรือการเซ็นข้อความด้วยกุญแจส่วนตัว ผลลัพธ์คือชุดตัวอักษรที่เรียกว่า signature hash ซึ่งพิสูจน์ได้ทางคณิตศาสตร์ว่าคนเซ็นถือกุญแจของที่อยู่นั้น โดยไม่ต้องขยับเหรียญและไม่เสียค่าธรรมเนียม
ดูตัวอย่างจากของจริง Kraken ซึ่งเป็นเว็บเทรดที่อยู่ใต้กฎ Travel Rule มาก่อน ขอให้ผู้ใช้ส่งกลับ 3 อย่างคือ ที่อยู่กระเป๋า ข้อความที่เซ็น และ signature hash โดยต้องคัดลอกมาให้ตรงเป๊ะเพราะระบบแยกตัวพิมพ์ใหญ่เล็ก และกำหนดตัวอย่างกระเป๋าที่รองรับไว้ เช่น MetaMask Coinbase Ledger WalletConnect ฝั่ง Ethereum ส่วนฝั่ง Bitcoin คือ Trezor Ledger Electrum และ Bitcoin Core
วิธีเซ็นข้อความบน Trezor Suite
เลือกบัญชีที่ต้องการเซ็นใน Trezor Suite กดปุ่มสามจุดแล้วเลือก Sign & Verify พิมพ์ข้อความลงในช่อง Message วางที่อยู่กระเป๋าลงช่อง Address แล้วกด Sign จากนั้นอ่านข้อความบนหน้าจอตัวเครื่อง Trezor ถ้าตรงกับที่พิมพ์ให้กด Confirm ฟีเจอร์นี้รองรับ Bitcoin เครือข่ายตระกูล Bitcoin กลุ่ม EVM และ Cardano
วิธีเซ็นข้อความจากกระเป๋าฝั่ง Ethereum
MetaMask และกระเป๋าฝั่ง EVM ส่วนใหญ่ไม่มีปุ่มเซ็นข้อความในตัวแอปเอง ต้องเซ็นผ่านหน้าเว็บที่ร้องขอ วิธีทดสอบที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้คือใช้เครื่องมือ Verified Signatures ของ Etherscan ที่ etherscan.io/verifiedSignatures เชื่อมกระเป๋า พิมพ์ข้อความ กดเซ็น แล้วจะได้ signature hash ออกมา ใช้หน้าเดียวกันนี้ตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วยว่าลายเซ็นตรงกับที่อยู่จริงหรือไม่
วิธีเซ็นข้อความบนกระเป๋า Bitcoin สายซอฟต์แวร์
Electrum และ Bitcoin Core มีเมนูเซ็นและตรวจสอบข้อความมาให้ในตัวอยู่แล้ว เลือกที่อยู่ที่ต้องการ พิมพ์ข้อความ กดเซ็น แล้วคัดลอกลายเซ็นเก็บไว้ ข้อควรรู้คือกระเป๋าบางตัวรองรับการเซ็นเฉพาะที่อยู่บางรูปแบบ ถ้าเซ็นไม่ผ่านให้ลองที่อยู่รูปแบบเก่าของกระเป๋าเดียวกันดู
ขั้นที่ 3 — บันทึกที่อยู่กระเป๋าไว้กับเว็บเทรดตั้งแต่ตอนนี้
ทั้ง Bitkub และ Binance TH มีระบบบันทึกที่อยู่กระเป๋าไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ววันนี้ ประโยชน์ตรงหน้าคือลดขั้นตอนยืนยันตอนถอน และประโยชน์ระยะยาวคือเมื่อระบบ Travel Rule เปิดใช้ ที่อยู่ที่คุณเคยใช้ประจำและมีประวัติสะอาดย่อมผ่านการตรวจง่ายกว่าที่อยู่ที่โผล่มาครั้งแรกในวันที่กฎมีผล
Binance TH — เปิด Whitelist สำหรับการถอน
- เข้าสู่ระบบแล้วไปที่ โปรไฟล์ จากนั้นเลือก ความปลอดภัย
- เลื่อนไปที่ การจัดการ Address แล้วกดปุ่มสลับเปิดข้าง Whitelist สำหรับการถอน อ่านหมายเหตุก่อนกดยืนยัน
- กรอก OTP เพื่อเปิดใช้งาน หลังจากนี้บัญชีจะถอนออกได้เฉพาะที่อยู่ในรายการเท่านั้น
- เพิ่มที่อยู่ผ่าน กระเป๋าเงิน แล้วเลือก ถอน กด Address ที่บันทึกแล้ว แล้วเข้า การจัดการ Address
- ตั้งชื่อกำกับที่อยู่ให้จำง่าย เลือกเหรียญหรือตั้งเป็นที่อยู่สากล วางที่อยู่ ติ๊กช่องเข้ารายการอนุญาต แล้วยืนยันด้วย OTP และรหัสจากอีเมล
Bitkub — ใช้ Save Address และเปิด Passkey
- ลูกค้าทั่วไปสัญชาติไทยปัจจุบันถอนเหรียญได้ผ่านแอปพลิเคชันบิทคับเท่านั้น ตามประกาศปรับช่องทางการถอน ให้ทำทุกอย่างจากแอป
- บันทึกที่อยู่กระเป๋าปลายทางเป็น Save Address ไว้ล่วงหน้า พร้อมเลือกเครือข่ายให้ถูกต้อง
- ยอดถอนต่ำกว่า 50000 บาทต่อรายการ และรวมทั้งวันต่ำกว่า 200000 บาท ถ้ายังไม่เปิด Passkey ต้องยืนยัน 3 ชั้นคือ SMS OTP อีเมล OTP และรหัส Authentication แต่ถ้าถอนไป Save Address ใช้ SMS OTP อย่างเดียวได้
- ยอดถอนตั้งแต่ 50000 บาทต่อรายการ หรือรวมทั้งวันตั้งแต่ 200000 บาท ต้องเพิ่มการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า
- เปิด Passkey ไว้จะยืนยันได้เร็วที่สุด แต่ต้องพกอุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้ด้วย เพราะถ้าอยู่คนละเครื่องต้องสแกนคิวอาร์และเปิดบลูทูธทั้งสองเครื่อง
ขั้นที่ 4 — เก็บหลักฐานที่มาของเงินย้อนหลัง
จุดที่ผู้เชี่ยวชาญในไทยวิจารณ์หนักที่สุดคือภาระการพิสูจน์ที่มาของเงินจะถูกผลักมาที่ผู้ใช้ พิริยะ สัมพันธารักษ์ ตั้งข้อสังเกตว่าถ้าผู้ให้บริการต้องรู้ที่มาที่ไปของเงินทุกบาททุกสตางค์ ผู้ใช้ก็มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลธุรกรรมเหล่านั้นเอง และหากพิสูจน์ไม่ได้ครบ ผู้ให้บริการมีสิทธิระงับธุรกรรม แช่แข็งเงิน หรือปฏิเสธรายการได้
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฎเป็นอีกเรื่อง แต่ในทางปฏิบัติสิ่งที่คุณควบคุมได้คือการมีหลักฐานพร้อมก่อนถูกถาม ของพวกนี้หาย้อนหลังยากมากถ้าปล่อยไว้เป็นปี
| ที่มาของเหรียญ | หลักฐานที่ควรเก็บ | เก็บจากไหน |
|---|---|---|
| ซื้อจากเว็บเทรดไทย | ประวัติคำสั่งซื้อและใบสรุปธุรกรรมรายเดือน | ดาวน์โหลดไฟล์จากหน้าประวัติของเว็บเทรด |
| โอนมาจากเว็บเทรดต่างประเทศ | ประวัติการถอน พร้อมเลข transaction hash | หน้าประวัติของเว็บนั้นและ block explorer |
| รายได้จากงานหรือฟรีแลนซ์ | ใบแจ้งหนี้ สัญญาจ้าง หลักฐานการรับเงิน | เก็บคู่กับที่อยู่กระเป๋าที่รับเงิน |
| ผลตอบแทนจาก staking หรือ DeFi | บันทึกธุรกรรมบนเชนและวันที่รับ | ส่งออกจาก explorer หรือแอปติดตามพอร์ต |
| ได้รับโอนจากคนอื่น | ระบุความสัมพันธ์และเหตุผล เช่น ให้ยืม คืนเงิน ของขวัญ | บันทึกเองพร้อมวันที่และ transaction hash |
ขั้นที่ 5 — เตรียมข้อมูลกรณีโอนให้คนอื่น ไม่ใช่กระเป๋าตัวเอง
กรณีที่จะยุ่งที่สุดคือการโอนเหรียญให้คนอื่น เพราะกฎกำหนดให้ต้องมีข้อมูลของผู้รับด้วย ไม่ใช่แค่ที่อยู่กระเป๋า ยิ่งเกิน 30000 บาทยิ่งต้องละเอียด ถ้าคุณโอนให้เพื่อนหรือครอบครัวเป็นประจำ ให้เตรียมข้อมูลชุดนี้ไว้ล่วงหน้า
- ชื่อและนามสกุลจริงของผู้รับตามที่ปรากฏในเอกสารราชการ ไม่ใช่ชื่อเล่นหรือชื่อในแชท
- ที่อยู่กระเป๋าปลายทางที่ถูกต้องและเชนที่ใช้ ตรวจซ้ำก่อนบันทึก
- ประเทศหรือจังหวัดของผู้รับ สำหรับธุรกรรมที่ข้ามเส้น 30000 บาท
- ถ้าผู้รับเป็นนิติบุคคล ต้องมีเลขทะเบียนนิติบุคคลด้วย
- ถ้าปลายทางเป็นเว็บเทรดอีกเจ้า ต้องรู้ว่าเว็บนั้นชื่ออะไรและอยู่ประเทศไหน เพราะฝั่งต้นทางต้องตรวจคุณสมบัติผู้ให้บริการปลายทาง
ตารางเทียบ สิ่งที่ทำได้แล้ววันนี้บน Bitkub และ Binance TH
| เรื่อง | Bitkub | Binance TH |
|---|---|---|
| บันทึกที่อยู่ล่วงหน้า | Save Address ในแอป | Whitelist สำหรับการถอน ผ่านการจัดการ Address |
| ล็อกให้ถอนได้เฉพาะที่อยู่ที่บันทึก | ไม่ใช่ค่าเริ่มต้น แต่ Save Address ช่วยลดขั้นตอนยืนยัน | ทำได้ เมื่อเปิด Whitelist จะถอนออกนอกรายการไม่ได้ |
| ช่องทางถอนเหรียญของคนไทย | ผ่านแอปพลิเคชันเท่านั้น | ผ่านเว็บและแอป |
| การยืนยันเพิ่มเมื่อยอดสูง | ตั้งแต่ 50000 บาทต่อรายการ หรือ 200000 บาทต่อวัน ต้องยืนยันด้วยใบหน้า | ยืนยันด้วย OTP และอีเมล ตามการตั้งค่าความปลอดภัยของบัญชี |
| ตัวช่วยยืนยันแบบเร็ว | Passkey ลดขั้นตอนเหลือขั้นเดียวก่อนถึงเกณฑ์ใบหน้า | ปิด Whitelist แล้วมีคูลดาวน์ถอน 24 ชั่วโมง |
6 กับดักที่คนจะพลาดกันเยอะ
💀 1. เซ็นข้อความให้เว็บปลอม
พอคนคุ้นกับคำว่า ยืนยันกระเป๋า มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ปลอมอ้างว่าเป็นเว็บเทรดให้เซ็น แล้วสิ่งที่คุณเซ็นจริงคือคำสั่งอนุมัติเหรียญ ไม่ใช่ข้อความเปล่า
💀 2. สับก้อนเงินเพื่อเลี่ยงเส้น 30000
การจงใจแบ่งโอนหลายรายการให้ต่ำกว่าเกณฑ์คือรูปแบบที่ระบบตรวจธุรกรรมต้องสงสัยจับตาอยู่แล้ว ทำแล้วเสี่ยงถูกตั้งคำถามหนักกว่าเดิม
⚠️ 3. รีบย้ายเหรียญออกให้หมดตอนนี้
กฎยังไม่มีผลจนถึง 27 ก.พ. 2570 การเร่งโอนแบบไม่ตั้งสติคือช่วงเวลาที่คนโอนผิดที่อยู่และผิดเชนกันมากที่สุด
⚠️ 4. คิดว่าถอนเงินบาทก็โดนด้วย
Travel Rule คุมการโอนเหรียญระหว่างกระเป๋า ไม่ได้คุมการซื้อขายในกระดานหรือการถอนบาทเข้าบัญชีธนาคาร
⚠️ 5. ใช้กระเป๋าที่เข้าไม่ถึงกุญแจ
ถ้ากระเป๋าปลายทางคือ address ที่คุณไม่มีทางเซ็นข้อความได้ เช่น กระเป๋าที่ให้คนอื่นดูแล คุณจะพิสูจน์ความเป็นเจ้าของไม่ได้เลย
💀 6. หลงเชื่อบริการรับยืนยันกระเป๋า
จะมีคนอ้างว่ารับจดทะเบียนหรือยืนยันกระเป๋าให้ผ่าน แลกกับค่าบริการหรือขอ seed phrase ไม่มีบริการแบบนี้อยู่จริง และไม่มีใครต้องรู้ seed phrase ของคุณ
เช็กลิสต์ตามไทม์ไลน์ 175 วัน
ช่วงที่ 1 — เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569
- ทำบัญชีกระเป๋าของตัวเองให้ครบทุกใบ พร้อมระบุเชนและอุปกรณ์ที่ถือกุญแจ
- ทดสอบเซ็นข้อความจากกระเป๋าหลักทุกใบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แล้วจดไว้ว่าใบไหนทำได้
- บันทึก Save Address หรือเปิด Whitelist กับเว็บเทรดที่ใช้ประจำ
- เปิด Passkey หรือชั้นยืนยันที่แข็งที่สุดที่เว็บเทรดมีให้
- เริ่มเก็บไฟล์ประวัติธุรกรรมรายเดือนเข้าโฟลเดอร์เดียว
ช่วงที่ 2 — เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2570
- ติดตามประกาศจากเว็บเทรดที่ใช้ ว่าจะให้พิสูจน์กระเป๋าด้วยวิธีใด และเปิดให้ทำล่วงหน้าได้เมื่อไร
- ถ้าเว็บเทรดเปิดให้ยืนยันกระเป๋าก่อนวันบังคับใช้ ให้รีบทำทันที อย่ารอวันสุดท้าย
- เคลียร์กระเป๋าที่เข้าไม่ถึงกุญแจให้เรียบร้อยก่อนกฎมีผล
- ถ้ามีแผนโอนก้อนใหญ่ ให้วางแผนล่วงหน้าเผื่อเวลารอที่นานขึ้น
ช่วงที่ 3 — ตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ 2570
- โอนทดสอบยอดเล็กก่อนทุกครั้งที่ใช้ที่อยู่หรือขั้นตอนใหม่
- เผื่อเวลาสำหรับธุรกรรมมูลค่าสูง เพราะ ก.ล.ต. ระบุเองว่าอาจใช้เวลานานกว่าปกติ
- ถ้าถูกขอเอกสารเพิ่ม ให้ตอบผ่านช่องทางทางการของเว็บเทรดเท่านั้น
- ติดตามความคืบหน้า เพราะกฎชุดนี้เป็นมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน ระหว่างรอ ปปง. ออกหลักเกณฑ์ของตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: กฎนี้แปลว่าไทยกำลังจะแบนกระเป๋าส่วนตัวใช่ไหม
ตอบ: ไม่ใช่ กฎไม่ได้ห้ามถือหรือใช้กระเป๋าส่วนตัว และไม่ได้ห้ามโอนเข้าออกกระเป๋าส่วนตัว แต่เพิ่มขั้นตอนพิสูจน์ความเป็นเจ้าของเมื่อโอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้ใบอนุญาตในไทย การโอนระหว่างกระเป๋าส่วนตัวหากันเองบนเชนไม่ได้อยู่ในขอบเขต
ถาม: ต้องรีบถอนเหรียญออกก่อนกุมภาพันธ์ 2570 ไหม
ตอบ: ไม่จำเป็นและไม่ควรรีบแบบไม่มีแผน เพราะเหรียญที่อยู่ในกระเป๋าส่วนตัวก็ต้องผ่านการพิสูจน์อยู่ดีเมื่อจะโอนกลับเข้าเว็บเทรด สิ่งที่ควรทำคือทำให้ตัวเองพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ ไม่ใช่ย้ายเหรียญหนี
ถาม: ถ้าใช้เว็บเทรดต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตไทย จะรอดกฎนี้ไหม
ตอบ: กฎ ก.ล.ต. บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจในไทย แต่การไปใช้ผู้ให้บริการที่ไม่ได้รับอนุญาตในไทยมีความเสี่ยงคนละชุดที่หนักกว่า ทั้งเรื่องการคุ้มครองผู้ลงทุนและการอายัดบัญชี ตรวจสถานะใบอนุญาตก่อนเสมอตาม วิธีเช็กว่าเว็บเทรดคริปโตถูกกฎหมายไทยหรือไม่
ถาม: เซ็นข้อความแล้วเหรียญในกระเป๋าจะขยับไหม เสียค่าธรรมเนียมหรือเปล่า
ตอบ: การเซ็นข้อความไม่ใช่ธุรกรรมบนเชน จึงไม่ขยับเหรียญและไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่เซ็นคือข้อความจริง ไม่ใช่คำสั่งอนุมัติที่ถูกอำพรางมา
ถาม: กระเป๋าฮาร์ดแวร์ใช้เซ็นข้อความได้ไหม
ตอบ: ได้ Trezor Suite มีเมนู Sign & Verify ในตัวและรองรับ Bitcoin เครือข่ายตระกูล Bitcoin กลุ่ม EVM และ Cardano ส่วนอุปกรณ์ยี่ห้ออื่นมักเซ็นผ่านซอฟต์แวร์กระเป๋าที่ต่อพ่วง ให้ทดสอบไว้ก่อนว่าอุปกรณ์ของคุณทำได้
ถาม: โอนน้อยกว่า 30000 บาททุกครั้งจะได้ไม่ต้องพิสูจน์ใช่ไหม
ตอบ: ข้อมูลที่ต้องให้จะน้อยกว่า แต่การจงใจแบ่งโอนเป็นก้อนย่อยเพื่อเลี่ยงเกณฑ์เป็นพฤติกรรมที่ระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยจับตาโดยเฉพาะ อย่าใช้เป็นกลยุทธ์
ถาม: รายละเอียดจะเปลี่ยนอีกไหม
ตอบ: มีโอกาส เพราะหลักเกณฑ์ชุดนี้ถูกวางไว้เป็นแนวปฏิบัติระหว่างที่ ปปง. เตรียมออกหลักเกณฑ์ของตัวเองภายใต้กฎหมายฟอกเงิน และวิธีพิสูจน์กระเป๋าส่วนตัวยังปล่อยให้แต่ละผู้ประกอบธุรกิจออกแบบเอง
สรุป
- กฎ Travel Rule สินทรัพย์ดิจิทัลของ ก.ล.ต. ประกาศ 2 กันยายน 2569 มีผล 27 กุมภาพันธ์ 2570 เหลือเวลาเตรียมตัวราว 175 วัน
- ขอบเขตแคบกว่าที่หลายคนคิด คือคุมการโอนเหรียญระหว่างกระเป๋า ไม่คุมการซื้อขายในกระดานและการถอนเงินบาท
- เส้นสำคัญคือ 30000 บาทต่อธุรกรรม ซึ่งอ้างอิงเกณฑ์ FATF ที่ 1000 ดอลลาร์หรือ 1000 ยูโร เกินเส้นนี้ต้องให้ข้อมูลคู่ธุรกรรมละเอียดขึ้นและต้องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของกระเป๋าส่วนตัว
- สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ทำบัญชีกระเป๋าของตัวเอง ทดสอบเซ็นข้อความจากทุกกระเป๋าหลัก บันทึก Save Address หรือเปิด Whitelist และเริ่มเก็บหลักฐานที่มาของเงินเป็นรายเดือน
- กับดักที่อันตรายที่สุดคือมิจฉาชีพจะสวมรอยเป็นขั้นตอน ยืนยันกระเป๋า เพื่อหลอกให้เซ็นคำสั่งดูดเหรียญ ให้ทำผ่านช่องทางทางการของเว็บเทรดเท่านั้น
- ยังไม่มีเว็บเทรดไทยเจ้าไหนประกาศวิธีพิสูจน์กระเป๋าอย่างเป็นทางการ จึงควรเตรียมความสามารถในการเซ็นข้อความไว้ก่อน แล้วติดตามประกาศช่วงต้นปี 2570


















