Binance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียมBinance TH — เปิดบัญชีฟรี
วันศุกร์, กันยายน 4, 2026
หน้าแรกบทความวิธีกันฟิชชิ่งคริปโตตั้งแต่ชั้นเครือข่าย 2026 — บุ๊กมาร์ก ตั้ง DNS และอ่าน URL ให้เป็นก่อนเชื่อมกระเป๋า

วิธีกันฟิชชิ่งคริปโตตั้งแต่ชั้นเครือข่าย 2026 — บุ๊กมาร์ก ตั้ง DNS และอ่าน URL ให้เป็นก่อนเชื่อมกระเป๋า

MEXC — 2,600+ เหรียญ

คนส่วนใหญ่ระวังตอน “กดยืนยัน” แต่พลาดตั้งแต่ตอน “เปิดเว็บ” ปี 2569 วิธีที่แก๊งดูดกระเป๋าใช้ได้ผลที่สุดไม่ใช่การแฮกสัญญา แต่คือการพาคุณไปยืนอยู่หน้าเว็บปลอมที่หน้าตาเหมือนของจริงทุกพิกเซล บางรายจ่ายเงินซื้อโฆษณาให้ขึ้นเหนือผลค้นหาจริง บางรายจดโดเมนที่สายตาแยกไม่ออก และเคสที่น่ากลัวที่สุดของปีนี้คือแก๊งยึดโดเมนจริงของโปรเจกต์ไปเลย คู่มือนี้เป็นการตั้งค่าชั้นเครือข่ายและชั้นเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นด่านที่ทำงานให้คุณอัตโนมัติทุกครั้งที่เปิดเว็บ ใช้เวลาตั้งครั้งเดียวประมาณ 20 นาที แล้วได้ผลตลอดไป พร้อมบอกตรง ๆ ว่าด่านนี้กันอะไรไม่ได้ และต้องเอาอะไรมาปิดช่องแทน

ทำไมต้องกันตั้งแต่ก่อนเว็บโหลด

ลองดูเคสจริงปีนี้ 13 สิงหาคม 2569 มีผู้ใช้รายหนึ่งเสีย USDC ราว 550000 ดอลลาร์ หลังกดโฆษณาบน Google ที่พาไปเว็บเลียนแบบ Hyperliquid โดย Darcy ผู้ร่วมก่อตั้ง FlashRescue เป็นคนเปิดข้อมูลบนเชนที่แสดงการโอนออกไปยังกระเป๋าของคนร้าย 3 ครั้ง ก่อนหน้านั้นเดือนพฤษภาคม 2569 เทรดเดอร์อีกรายเสียเงินอย่างน้อย 400000 ดอลลาร์จากเว็บ Uniswap ปลอมที่มาจากโฆษณาผลค้นหาเช่นกัน จนผู้ก่อตั้ง Uniswap ต้องออกมาเตือนเอง

ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือขนาดของปฏิบัติการ กลุ่ม Security Alliance (SEAL) ระบุว่าบล็อกลิงก์โฆษณาอันตรายไปแล้ว 356 ลิงก์ในช่วงหลายสัปดาห์ของเดือนเมษายน 2569 ซึ่งรวมถึงเว็บที่แอบอ้าง Hyperliquid หลายอัน ฝั่ง Google เองรายงานว่าลบโฆษณาหลอกลวงไปกว่า 602 ล้านชิ้นในรอบปีที่ผ่านมา และบล็อกโฆษณาที่ผิดนโยบายได้ราว 99% ก่อนเผยแพร่ — แต่ 1% ที่หลุดมาก็พอทำงานแล้ว เพราะ SEAL ชี้ว่าคนร้ายมักใช้บัญชีผู้ลงโฆษณาที่ถูกแฮกมาเพื่อเลี่ยงการตรวจอัตโนมัติ และโฆษณาอยู่บนหน้าจอแค่ไม่กี่นาทีก็เจอเหยื่อแล้ว

Bitget — Copy Trade เซียนระดับโลก
💡 สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากสแกมอื่น คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักขั้น คุณพิมพ์ชื่อเว็บที่ถูกต้องลงในช่องค้นหา กดผลลัพธ์อันดับบนสุด และเว็บที่เปิดขึ้นมาก็คือของปลอม กลไกป้องกันที่อยู่ในหัวคุณไม่มีทางทำงานทัน เพราะไม่มีจังหวะไหนที่ให้ระแวงเลย ด่านที่ช่วยได้จริงจึงต้องเป็นด่านที่ทำงานแทนคุณอัตโนมัติ

3 เส้นทางที่พาคนไปยืนหน้าเว็บปลอม

1

โฆษณาเหนือผลค้นหา

คนร้ายประมูลคำค้นชื่อแพลตฟอร์มจนขึ้นเหนือผลจริง เว็บที่เปิดมาถูกโคลนมาทั้งหน้า เหลือแค่รอคุณกดเชื่อมกระเป๋าแล้วเซ็นอนุมัติ แพลตฟอร์มที่ถูกปลอมบ่อยได้แก่ Uniswap PancakeSwap Morpho Hyperliquid และแบรนด์ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต

2

โดเมนหน้าตาเหมือน

ทั้งแบบสะกดผิดหนึ่งตัว แบบสลับนามสกุลโดเมน แบบเอาชื่อจริงไปเป็นซับโดเมนของโดเมนคนร้าย และแบบใช้อักษรต่างภาษาที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะจนแยกด้วยตาไม่ได้

3

โดเมนจริงถูกยึด

อันตรายที่สุดเพราะ URL ถูกต้องทุกตัวอักษร กุญแจล็อกก็ขึ้น เกิดขึ้นจริงกับ CoW Swap เมื่อ 14 เมษายน 2569 รายละเอียดอยู่ในหัวข้อกับดักท้ายบทความ

สังเกตว่าสองเส้นทางแรกกันได้ด้วยการตั้งค่าล้วน ๆ ส่วนเส้นทางที่สามกันด้วยการตั้งค่าไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีอื่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่บทความนี้ไม่จบแค่การตั้ง DNS

ชั้นที่ 1 — บุ๊กมาร์กที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่บุ๊กมาร์กที่มีไว้เฉย ๆ

เกือบทุกคนมีบุ๊กมาร์กอยู่แล้ว แต่ยังโดนหลอกอยู่ดี เพราะเวลารีบก็ยังพิมพ์ชื่อเว็บลงช่องค้นหาตามความเคยชิน บุ๊กมาร์กจะทำงานก็ต่อเมื่อมันกลายเป็นทางเข้าเดียวที่คุณใช้

ขั้นที่ 1 — หาที่อยู่จริงจากแหล่งทางการ อย่าหาจากผลค้นหา

อย่าเริ่มจากการค้นหาชื่อเว็บแล้วบุ๊กมาร์กสิ่งที่เจอ เพราะถ้าผลนั้นเป็นของปลอม คุณจะบุ๊กมาร์กของปลอมไว้ถาวร ให้เอาที่อยู่จากช่องทางที่โปรเจกต์ควบคุมเอง เช่น ลิงก์ในเอกสารทางการ ลิงก์ในบัญชีโซเชียลที่ยืนยันแล้ว หรือลิงก์ในแอปเว็บเทรดที่คุณใช้อยู่ แล้วค่อยกดบุ๊กมาร์กจากหน้าที่เปิดจากลิงก์นั้น

ขั้นที่ 2 — ตั้งชื่อโฟลเดอร์เดียวและกวาดของเก่าออก

สร้างโฟลเดอร์ชื่อ Crypto ในแถบบุ๊กมาร์ก เก็บเฉพาะเว็บเทรด กระเป๋า และ dApp ที่ใช้จริง จากนั้นลบบุ๊กมาร์กคริปโตเก่าที่กระจายอยู่ที่อื่นให้หมด ของเก่าที่จำไม่ได้ว่าเพิ่มมาตอนไหนคือความเสี่ยง เพราะอาจเป็นของปลอมที่บุ๊กมาร์กไว้ตั้งแต่แรก

ขั้นที่ 3 — เปิดแถบบุ๊กมาร์กให้เห็นตลอดเวลา

บน Chrome และ Edge กด Ctrl+Shift+B บน Windows หรือ Cmd+Shift+B บน Mac เพื่อให้แถบบุ๊กมาร์กโผล่ตลอด เหตุผลง่ายมาก คือสิ่งที่มองเห็นจะถูกใช้ ส่วนสิ่งที่ต้องกดหาจะถูกข้าม แล้วคุณจะกลับไปพิมพ์ในช่องค้นหาเหมือนเดิม

ขั้นที่ 4 — ตั้งกฎเหล็กข้อเดียว

ห้ามเข้าเว็บที่เกี่ยวกับเงินจากผลค้นหา จากลิงก์ในแชท จากลิงก์ในอีเมล และจากลิงก์ในคอมเมนต์ ทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น ถ้าเว็บไหนยังไม่มีในบุ๊กมาร์ก แปลว่าต้องไปหาที่อยู่จากแหล่งทางการก่อน ไม่ใช่กดลิงก์ตรงหน้าไปก่อนแล้วค่อยเช็ก

✅ กฎนี้ปิดเส้นทางที่ 1 ได้เกือบทั้งหมด เพราะโฆษณาปลอมทำงานได้ก็ต่อเมื่อคุณเข้าเว็บผ่านผลค้นหาเท่านั้น

ชั้นที่ 2 — ตั้ง DNS กรองโดเมนอันตราย ทีละอุปกรณ์

DNS คือระบบที่แปลชื่อเว็บให้เป็นที่อยู่เครื่องปลายทาง ปกติเครื่องคุณจะใช้ DNS ของผู้ให้บริการเน็ตซึ่งไม่กรองอะไรเลย การเปลี่ยนไปใช้ DNS ที่มีรายชื่อโดเมนอันตรายทำให้เว็บฟิชชิงที่ถูกขึ้นบัญชีแล้วเปิดไม่ขึ้นตั้งแต่ต้น ก่อนหน้าเว็บจะโหลดด้วยซ้ำ และมันทำงานกับทุกแอปในเครื่อง ไม่ใช่แค่เบราว์เซอร์

บริการ ที่อยู่ที่ใช้ กรองอะไร ค่าใช้จ่าย
Cloudflare for Families 1.1.1.2 และ 1.0.0.2 มัลแวร์และฟิชชิง ฟรี ไม่ต้องสมัคร
Cloudflare for Families แบบเข้ม 1.1.1.3 และ 1.0.0.3 มัลแวร์ ฟิชชิง และเนื้อหาผู้ใหญ่ ฟรี ไม่ต้องสมัคร
Quad9 9.9.9.9 และ 149.112.112.112 มัลแวร์ ฟิชชิง บอตเน็ต จากพันธมิตรข่าวกรองภัยคุกคามกว่า 25 ราย ฟรี ไม่ต้องสมัคร
📌 รายละเอียดที่ควรรู้ ฝั่ง Cloudflare เมื่อโดเมนถูกจัดว่าเป็นอันตราย ระบบจะตอบกลับเป็นที่อยู่ 0.0.0.0 แทนที่อยู่จริง ทำให้เครื่องคุณเชื่อมต่อไม่ได้ ส่วน Quad9 ดำเนินการโดยมูลนิธิ Quad9 ที่จดทะเบียนในสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครบัญชีและไม่ต้องผูกสัญญา ทั้งสองเจ้ามีที่อยู่ IPv6 ให้ด้วย โดย Cloudflare ฝั่งกรองมัลแวร์คือ 2606:4700:4700::1112 และ 2606:4700:4700::1002 ส่วน Quad9 คือ 2620:fe::fe และ 2620:fe::9

ตั้งตรงไหนดี เลือกได้ 3 จุด

จุดที่ตั้ง ครอบคลุมแค่ไหน เหมาะกับใคร
เราเตอร์ที่บ้าน ทุกอุปกรณ์ที่ต่อไวไฟบ้าน รวมทั้งมือถือคนในบ้าน ตั้งครั้งเดียวคุ้มที่สุด แต่ไม่ตามไปด้วยเวลาออกนอกบ้าน
ตัวเครื่อง (Windows macOS iOS Android) ทุกแอปในเครื่องนั้น ไม่ว่าจะต่อเน็ตจากที่ไหน คนที่พกโน้ตบุ๊กหรือใช้มือถือนอกบ้านบ่อย
เบราว์เซอร์ (Secure DNS) เฉพาะเบราว์เซอร์ตัวนั้น แอปอื่นไม่ได้ผล ทำง่ายสุด เหมาะเป็นจุดเริ่ม แต่อย่าหยุดแค่นี้

ตั้งใน Chrome (ง่ายที่สุด เริ่มจากตรงนี้ได้)

เข้าเมนูสามจุดขวาบน เลือก การตั้งค่า จากนั้นไปที่ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย แล้วเข้า ความปลอดภัย เลื่อนลงหาหัวข้อ ใช้ DNS ที่ปลอดภัย เปิดสวิตช์ แล้วเลือกผู้ให้บริการจากรายการ หรือกรอกเองแบบกำหนดเอง โดยใส่ https://security.cloudflare-dns.com/dns-query สำหรับ Cloudflare ฝั่งกรองมัลแวร์ หรือ https://dns.quad9.net/dns-query สำหรับ Quad9

✅ อยู่หน้าเดียวกันแล้ว ให้เปิด Safe Browsing เป็นโหมด การป้องกันขั้นสูง ไปเลย โหมดนี้ตรวจเว็บและไฟล์ที่โหลดแบบเรียลไทม์ ไม่ได้เทียบกับรายชื่อในเครื่องอย่างเดียว

ตั้งบน iPhone และ iPad

ถ้าจะให้ครอบคลุมทุกเครือข่ายรวมทั้งเน็ตมือถือ ต้องติดตั้งเป็นโปรไฟล์ DNS จากหน้าเว็บทางการของผู้ให้บริการเท่านั้น ห้ามติดตั้งโปรไฟล์ที่ใครส่งมาให้ทางแชทเด็ดขาด เพราะโปรไฟล์การตั้งค่าคือช่องทางเดียวกับที่แอปปลอมใช้เล็ดลอดเข้ามาในเครื่อง ถ้าไม่อยากยุ่งกับโปรไฟล์ ให้ตั้งเฉพาะไวไฟบ้านที่ ตั้งค่า แล้วเลือก Wi-Fi กดปุ่ม i หลังชื่อเครือข่าย เลื่อนหา กำหนดค่า DNS แล้วเปลี่ยนเป็น ด้วยตนเอง

ตั้งบน Android

Android รองรับ DNS ส่วนตัวในระดับระบบอยู่แล้ว ไปที่ การตั้งค่า แล้วเข้า เครือข่ายและอินเทอร์เน็ต หา DNS ส่วนตัว เลือกแบบระบุชื่อโฮสต์ แล้วใส่ security.cloudflare-dns.com หรือ dns.quad9.net วิธีนี้ครอบคลุมทั้งไวไฟและเน็ตมือถือ และใช้ได้กับทุกแอป

ตั้งบนเราเตอร์

เข้าหน้าตั้งค่าเราเตอร์ หาหัวข้อ WAN หรือ Internet หรือ DHCP แล้วเปลี่ยน DNS Server เป็นตัวเลขจากตารางข้างบน จากนั้นรีสตาร์ตเราเตอร์ ข้อควรระวังคือถ้าผู้ให้บริการเน็ตล็อกช่องนี้ไว้ ให้ตั้งที่ตัวเครื่องแทน และอย่าลืมว่าการตั้งที่เราเตอร์ไม่คุ้มครองตอนคุณใช้เน็ตมือถือหรือไวไฟร้านกาแฟ

ชั้นที่ 3 — อ่าน URL ให้เป็นใน 5 วินาที

DNS กรองได้เฉพาะโดเมนที่ถูกขึ้นบัญชีแล้ว แต่โดเมนฟิชชิงใหม่เกิดทุกวันและบางอันมีอายุแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทักษะอ่าน URL จึงยังจำเป็น หลักการมีข้อเดียวคือ อ่านจากขวาไปซ้าย เพราะส่วนที่บอกว่าใครเป็นเจ้าของเว็บจริง ๆ อยู่ติดกับเครื่องหมายทับตัวแรก ไม่ใช่ส่วนที่อยู่ซ้ายสุด

📌 วิธีอ่านทีละขั้น ให้หาเครื่องหมายทับตัวแรกในที่อยู่ก่อน แล้วย้อนกลับมาทางซ้าย 2 คำที่คั่นด้วยจุด นั่นคือชื่อโดเมนจริง ตัวอย่างเช่น bitkub.com.login-secure.xyz/th ทับตัวแรกอยู่หลัง xyz ย้อนมา 2 คำได้ login-secure.xyz แปลว่าเว็บนี้เป็นของเจ้าของ login-secure.xyz ส่วนคำว่า bitkub.com ที่อยู่ข้างหน้าเป็นแค่ซับโดเมนที่ใครก็ตั้งได้

เรื่อง Punycode ที่ต้องรู้

กลโกงที่แยกด้วยตาไม่ได้จริง ๆ คือการใช้อักษรจากภาษาอื่นที่หน้าตาเหมือนอักษรอังกฤษ เช่น ตัว a ซีริลลิก (U+0430) กับตัว a ละติน (U+0061) ที่หน้าจอแสดงผลเหมือนกันทุกประการ เทคนิคนี้ถูกสาธิตครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 และยังใช้ได้ในปี 2569 ในช่องว่างที่เบราว์เซอร์ยังกันไม่หมด

ข่าวดีคือเบราว์เซอร์สมัยใหม่มีกฎกรองอยู่แล้ว เอกสารของ Chromium ระบุว่า Chrome จะแสดงชื่อโดเมนเป็นรูปแบบ Punycode ที่ขึ้นต้นด้วย xn-- แทนตัวอักษรสวย ๆ เมื่อเข้าเงื่อนไขเหล่านี้

  • ปนอักษรละติน ซีริลลิก และกรีกเข้าด้วยกัน โดยละตินปนได้เฉพาะกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีเท่านั้น
  • ทั้งชื่อเป็นอักษรที่หน้าตาเหมือนละตินทั้งหมด แต่นามสกุลโดเมนไม่ได้ผูกกับภาษานั้น เช่น ใช้อักษรซีริลลิกล้วนกับ .com
  • โครงร่างของชื่อไปตรงกับโดเมนยอดนิยมหลังตัดเครื่องหมายกำกับเสียงออก เช่น googlé.com
  • ใช้เลขปนกับอักขระที่หน้าตาเหมือนเลข หรือปนระบบตัวเลขคนละแบบ
  • มีอักขระซ่อนตัว หรือใช้เครื่องหมายกำกับซ้อนกันผิดปกติ
สำหรับคน Firefox พิมพ์ about:config ในช่องที่อยู่ ค้นหา network.IDN_show_punycode แล้วเปลี่ยนค่าเป็น true จากนั้นโดเมนที่ใช้อักษรต่างภาษาจะถูกแสดงเป็น xn-- เสมอ อ่านยากขึ้นนิดหน่อยแต่ปลอมไม่ได้เลย ส่วน Chrome และ Opera ไม่มีสวิตช์แบบนี้ให้เปิดเอง ต้องพึ่งกฎอัตโนมัติของเบราว์เซอร์อย่างเดียว

ตารางรูปแบบโดเมนปลอมที่เจอบ่อยที่สุด

รูปแบบ หน้าตาประมาณนี้ จุดสังเกต
ชื่อจริงกลายเป็นซับโดเมน bitkub.com.secure-login.xyz อ่านย้อนจากทับแรก เจ้าของจริงคือ secure-login.xyz
เติมขีดกลาง binance-th.co แบรนด์จริงมักไม่มีขีดกลางในโดเมนหลัก
สลับนามสกุลโดเมน uniswap.app แทนที่จะเป็นโดเมนจริง จำนามสกุลของเว็บที่ใช้ประจำให้แม่น
สะกดผิดหนึ่งตัว metarnask.io ที่ใช้ r กับ n แทน m ซูมดูทีละตัวอักษร โดยเฉพาะคู่ rn กับ m และ l กับ I
อักษรต่างภาษา ดูเหมือน ledger.com แต่ a เป็นซีริลลิก ถ้าเบราว์เซอร์โชว์ xn-- คือของปลอมแน่นอน
เติมคำน่าเชื่อถือ bitkub-verify.online คำว่า verify secure official wallet ในโดเมนคือธงแดง
💡 อย่าใช้กุญแจล็อกเป็นเครื่องตัดสิน ใบรับรอง HTTPS ขอฟรีได้และอนุมัติในไม่กี่วินาที เว็บฟิชชิงเกือบทุกเว็บจึงมีกุญแจล็อกครบ กุญแจแปลว่าการเชื่อมต่อถูกเข้ารหัสเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าปลายทางเป็นคนที่คุณคิด

ชั้นที่ 4 — เบราว์เซอร์และส่วนขยาย จุดที่คนตายเพราะความสะดวก

ตั้ง DNS และอ่าน URL เก่งแค่ไหนก็ไม่ช่วย ถ้ามีส่วนขยายอันตรายนั่งอยู่ในเบราว์เซอร์เดียวกับกระเป๋าของคุณ เพราะส่วนขยายทำงานอยู่ในหน้าเว็บจริง ไม่ต้องพาคุณไปไหนเลย

รายงานของ Socket เผยแพร่เมื่อ 27 สิงหาคม 2569 พบส่วนขยาย Chrome 18 ตัวกับ Edge อีก 1 ตัวที่ฝังตัวดูดกระเป๋าและขโมยข้อมูลบัญชี ปฏิบัติการนี้เริ่มมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2567 จุดที่น่ากลัวคือ ในจำนวนนั้นมี 5 ตัวที่คนร้ายซื้อต่อจากนักพัฒนาตัวจริง แล้วยัดโค้ดอันตรายเข้าไปผ่านการอัปเดตอัตโนมัติ ส่วนอีก 14 ตัวสร้างขึ้นเอง ตัวที่ใหญ่ที่สุดชื่อ Enable Right Click and Copy มีผู้ใช้ Chrome ราว 70000 คนและ Edge อีกราว 10000 คน รวมเป็นพื้นที่กระทบราว 80000 คน

💀 มันทำอะไรได้บ้าง

โคลนปุ่มเชื่อมกระเป๋าและปุ่มสว็อปเพื่อตัดตัวจัดการของเว็บจริงทิ้ง แล้วสวมของคนร้ายเข้าไปแทน ปิดหน้าต่างขอลายเซ็นของจริง แล้วพาไปอนุมัติธุรกรรมที่คนร้ายกำหนด

💀 ปลอมหน้าเว็บทั้งหน้า

ยึดหน้าเว็บทั้งหน้าแล้ววาดตัวช่วยอัปเดตและกู้คืนของ Ledger Live และ Trezor ขึ้นมาแบบเหมือนเป๊ะ เพื่อหลอกขอวลีกู้คืน ทั้งที่คุณอยู่บนโดเมนจริง

⚠️ ขโมยเซสชันเว็บเทรด

อ่านยอดเงินและข้อมูลเซสชันที่ล็อกอินไว้จาก OKX MEXC Kraken KuCoin Coinbase Binance Bybit และ MetaMask ได้โดยไม่ต้องรู้รหัสผ่านคุณเลย

สิ่งที่ต้องทำวันนี้เลย

  • แยกเบราว์เซอร์หรือแยกโปรไฟล์สำหรับคริปโตโดยเฉพาะ — โปรไฟล์นี้ห้ามมีส่วนขยายอื่นเลยนอกจากกระเป๋า และห้ามใช้เปิดเว็บทั่วไป
  • ไล่ดูส่วนขยายทั้งหมดตอนนี้ — พิมพ์ chrome://extensions แล้วลบทุกตัวที่จำไม่ได้ว่าติดตั้งไปทำไม โดยเฉพาะพวกเครื่องมือจิปาถะอย่างปลดล็อกคลิกขวา จับภาพหน้าจอ แปลภาษา
  • ปิดสิทธิ์อ่านทุกเว็บ — ในหน้ารายละเอียดของแต่ละส่วนขยาย เปลี่ยนการเข้าถึงเว็บไซต์เป็น เมื่อคลิก หรือระบุเฉพาะเว็บที่จำเป็น
  • เข้าใจว่ารีวิวดีไม่ได้แปลว่าปลอดภัย — ส่วนขยายที่ถูกซื้อต่อมีรีวิวดีสะสมมาหลายปีจากตอนที่มันยังไม่มีพิษ พิษเพิ่งถูกยัดเข้ามาทีหลังผ่านการอัปเดต

กับดักใหญ่ที่สุด — เมื่อโดเมนจริงถูกยึด ทุกด่านข้างบนพัง

ต้องพูดตรง ๆ ว่าบุ๊กมาร์กและ DNS ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในสถานการณ์หนึ่ง คือตอนที่โดเมนจริงของโปรเจกต์ถูกคนร้ายยึดไป เพราะบุ๊กมาร์กของคุณชี้ไปที่โดเมนนั้นพอดี และ DNS ก็ยังไม่ได้ขึ้นบัญชีดำโดเมนที่เพิ่งกลายเป็นอันตรายเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับ CoW Swap เมื่อ 14 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 14:54 UTC คนร้ายสวมรอยเป็นผู้ร่วมงานอาวุโสของ CoW DAO ยื่นเอกสารยืนยันตัวตนปลอมต่อ Traficom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการสื่อสารของฟินแลนด์ที่ดูแลโดเมน .fi เมื่อทาง Traficom ตั้งข้อพิพาทไปยังผู้รับจดทะเบียนอย่าง Gandi แล้วไม่ได้รับการตอบกลับ คนร้ายจึงได้สิทธิ์ควบคุมโดเมนไป แล้วเปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้จาก swap.cow.fi ไปยังหน้าฟิชชิงที่โชว์หน้าต่างธุรกรรมปลอม

ทีมงานประกาศเตือนบน X เวลาประมาณ 15:41 UTC ย้ายไปโดเมนสำรอง แล้วประสานงานกับผู้ดูแลโดเมนจนได้โดเมนคืนพร้อมล็อกที่ระดับผู้ให้บริการภายในราว 26 ชั่วโมง แต่ความเสียหายที่ประเมินในรายงานสรุปเหตุการณ์อยู่ที่ราว 1.2 ล้านดอลลาร์ โดยระบบสัญญาอัจฉริยะและ API หลังบ้านไม่ได้ถูกเจาะ ต่อมา CoW DAO ผ่านมติชดเชยผู้เสียหายเป็นโครงการให้เงินช่วยเหลือแบบพิจารณาเป็นราย ๆ

💡 แล้วอะไรช่วยได้ในเคสนี้ คำตอบคือด่านที่อยู่นอกเบราว์เซอร์ทั้งหมด นั่นคือหน้าจอฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่แสดงรายละเอียดธุรกรรมจริงซึ่งเว็บปลอมแก้ไม่ได้ ทักษะอ่านหน้าต่างขอลายเซ็นก่อนกดยืนยัน และนิสัยเช็คประกาศจากช่องทางทางการของโปรเจกต์ก่อนเซ็นรายการที่หน้าตาแปลกไปจากเดิม
✅ ถ้าเผลอเชื่อมกระเป๋ากับเว็บที่สงสัยไปแล้ว ให้ถอนสิทธิ์อนุมัติทันทีตาม วิธีเช็กและเพิกถอน Token Approval ก่อนโดนดูดกระเป๋าเกลี้ยง และถ้าเหรียญเริ่มหายแล้วให้ทำตาม วิธีรับมือ 60 นาทีแรกหลังกระเป๋าคริปโตถูกดูดเหรียญ ทันที

เช็กลิสต์ตั้งค่า 20 นาที

  • รวบรวมที่อยู่จริงของเว็บเทรดและ dApp ที่ใช้ประจำจากแหล่งทางการ ไม่ใช่จากผลค้นหา
  • สร้างโฟลเดอร์บุ๊กมาร์กชื่อ Crypto และลบบุ๊กมาร์กคริปโตเก่าที่กระจัดกระจายทิ้งให้หมด
  • เปิดแถบบุ๊กมาร์กให้แสดงตลอดเวลาด้วย Ctrl+Shift+B หรือ Cmd+Shift+B
  • เปิด ใช้ DNS ที่ปลอดภัย ใน Chrome และใส่ที่อยู่ของ Cloudflare ฝั่งกรองมัลแวร์หรือ Quad9
  • เปลี่ยน Safe Browsing เป็นโหมด การป้องกันขั้นสูง
  • ตั้ง DNS ที่ระดับเครื่องหรือระดับเราเตอร์ เพื่อให้ครอบคลุมแอปอื่นนอกเบราว์เซอร์ด้วย
  • บน Android ตั้ง DNS ส่วนตัวเป็นชื่อโฮสต์ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งไวไฟและเน็ตมือถือ
  • สร้างโปรไฟล์เบราว์เซอร์แยกสำหรับคริปโตโดยเฉพาะ ห้ามมีส่วนขยายอื่นนอกจากกระเป๋า
  • ไล่ลบส่วนขยายที่จำไม่ได้ว่าติดตั้งไปทำไมออกให้หมด
  • เปลี่ยนสิทธิ์เข้าถึงเว็บของส่วนขยายที่เหลือเป็นแบบ เมื่อคลิก
  • ถ้าใช้ Firefox ให้เปิด network.IDN_show_punycode เป็น true
  • ฝึกอ่าน URL ย้อนจากเครื่องหมายทับตัวแรกกลับมา 2 คำ ให้เป็นนิสัย
  • เตือนตัวเองว่ากุญแจล็อกไม่ได้แปลว่าเว็บจริง และโฆษณาเหนือผลค้นหาไม่ใช่ผลค้นหา

มุมไทย — ช่องทางตรวจสอบและแจ้งเหตุ

ฝั่งไทย ก.ล.ต. เปิดสถิติครึ่งปีแรกของปี 2569 ว่ารับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเรื่องหลอกลงทุนรวม 4156 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และประสานงานปิดกั้นช่องทางหลอกลวงไปแล้ว 374 ครั้ง ส่วนการระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มียอดสะสม 60968 บัญชี เพิ่มขึ้น 27.83% จาก 47692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568

อีกเรื่องที่คนไทยเจอบ่อยคือเว็บไซต์ปลอมที่แอบอ้างชื่อและโลโก้ ก.ล.ต. เอง เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและโอนเงินลงทุน จึงต้องยึดหลักเดียวกับที่ใช้กับเว็บเทรด คือเข้าจากบุ๊กมาร์กหรือช่องทางทางการเท่านั้น

  • ตรวจชื่อผู้ให้บริการก่อนเสมอ — ใช้แอป SEC Check First หรือ Investor Alert บนเว็บ ก.ล.ต. รายละเอียดวิธีค้นอยู่ใน วิธีเช็กว่าเว็บเทรดคริปโตถูกกฎหมายไทยหรือไม่
  • โอนเงินไปแล้วให้โทร 1441 ทันที — สายด่วน AOC เปิด 24 ชั่วโมง และประสานอายัดบัญชีปลายทางได้เลย
  • แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th เท่านั้น — ตำรวจไม่รับแจ้งความผ่านไลน์หรือแชทส่วนตัว
  • อย่าเชื่อคนที่ทักมาบอกว่ากู้เงินคืนให้ได้ — เป็นกลุ่มเดิมหรือกลุ่มที่ซื้อรายชื่อเหยื่อต่อมา

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ตั้ง DNS กรองแล้วจะโดนฟิชชิงไม่ได้อีกเลยใช่ไหม
ตอบ: ไม่ใช่ DNS กรองได้เฉพาะโดเมนที่อยู่ในรายชื่อภัยคุกคามแล้ว โดเมนที่เพิ่งจดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหรือโดเมนจริงที่ถูกยึดจะผ่านฉลุย มันคือด่านที่ลดจำนวนครั้งที่คุณต้องตัดสินใจเอง ไม่ใช่ด่านที่ทำให้ไม่ต้องระวัง

ถาม: การเปลี่ยน DNS ทำให้เน็ตช้าลงไหม และมีผลกับดูหนังหรือเล่นเกมหรือเปล่า
ตอบ: โดยทั่วไปไม่ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทั้งสองบริการมีเซิร์ฟเวอร์กระจายทั่วโลก บางกรณีเร็วขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าเจอเว็บที่เปิดไม่ขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ให้ลองสลับกลับไปใช้ค่าเดิมชั่วคราวเพื่อยืนยันว่าเป็นเพราะการกรองจริงหรือไม่

ถาม: ใช้ VPN แทนการตั้ง DNS ได้ไหม
ตอบ: คนละเรื่องกัน VPN ซ่อนเส้นทางการเชื่อมต่อของคุณ แต่ไม่ได้แปลว่ากรองโดเมนอันตราย บาง VPN มีฟีเจอร์กรองให้ด้วย แต่ต้องเปิดเองและต้องดูว่าใช้รายชื่อภัยคุกคามของใคร ที่สำคัญคือ VPN ไม่ได้ช่วยอะไรเลยถ้าคุณเดินเข้าเว็บปลอมด้วยตัวเอง

ถาม: เห็นกุญแจล็อกกับ HTTPS แล้วยังไม่ปลอดภัยอีกเหรอ
ตอบ: ไม่ปลอดภัย ใบรับรองขอฟรีได้ในไม่กี่วินาที เว็บฟิชชิงจึงมีกุญแจครบเหมือนกันหมด กุญแจบอกแค่ว่าข้อมูลระหว่างทางถูกเข้ารหัส ไม่ได้บอกว่าปลายทางเป็นใคร

ถาม: ส่วนขยายกันฟิชชิงที่โฆษณาว่าเตือนเว็บอันตรายได้ ควรลงไหม
ตอบ: ต้องคิดให้ดี เพราะส่วนขยายพวกนี้ขอสิทธิ์อ่านทุกเว็บที่คุณเปิด ซึ่งเป็นสิทธิ์เดียวกับที่ตัวดูดกระเป๋าต้องการ และปีนี้มีเคสจริงที่ส่วนขยายดี ๆ ถูกซื้อต่อแล้วกลายเป็นของอันตรายผ่านการอัปเดต ถ้าจะลงให้ลงน้อยที่สุด เลือกจากผู้พัฒนาที่ตรวจสอบได้ และอย่าลงในโปรไฟล์เดียวกับกระเป๋าหลัก

ถาม: บุ๊กมาร์กไว้แล้วแต่กลัวว่าตอนบุ๊กมาร์กจะบุ๊กมาร์กของปลอมไว้ ทำยังไง
ตอบ: เปิดบุ๊กมาร์กแล้วดูที่อยู่เต็ม ๆ ในช่องที่อยู่ทีละตัวอักษรหนึ่งรอบ เทียบกับที่อยู่ที่ระบุในเอกสารทางการหรือในแอปของผู้ให้บริการ ทำครั้งเดียวตอนตั้งค่า แล้วหลังจากนั้นก็ใช้บุ๊กมาร์กได้อย่างสบายใจ

ถาม: มือถือต้องตั้งด้วยไหม ในเมื่อส่วนใหญ่ใช้แอปไม่ได้ใช้เบราว์เซอร์
ตอบ: ต้องตั้ง เพราะลิงก์ฟิชชิงที่ส่งมาทางไลน์หรือ SMS จะเปิดในเบราว์เซอร์ของมือถือ และการตั้ง DNS ระดับระบบยังครอบคลุมแอปอื่นที่อาจเรียกโดเมนอันตรายด้วย

สรุป

  • เส้นทางที่คนโดนหลอกมากที่สุดปีนี้คือโฆษณาเหนือผลค้นหา มีเคสเสีย 550000 ดอลลาร์จาก Hyperliquid ปลอมเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 และ 400000 ดอลลาร์จาก Uniswap ปลอมเมื่อพฤษภาคม 2569
  • กฎเหล็กข้อเดียวที่ปิดเส้นทางนั้นได้คือ เข้าเว็บที่เกี่ยวกับเงินจากบุ๊กมาร์กเท่านั้น ไม่เข้าจากผลค้นหาหรือลิงก์ในแชท
  • ตั้ง DNS กรองที่ Cloudflare 1.1.1.2 หรือ Quad9 9.9.9.9 ใช้ฟรีทั้งคู่ และควรตั้งที่ระดับเครื่องหรือเราเตอร์ ไม่ใช่แค่ในเบราว์เซอร์
  • อ่าน URL ย้อนจากเครื่องหมายทับตัวแรกกลับมา 2 คำเพื่อหาเจ้าของจริง และถ้าเห็น xn-- ให้ถือว่าเป็นของปลอมไว้ก่อน
  • ส่วนขยายอันตรายทำงานบนโดเมนจริงได้เลย รายงาน Socket 27 สิงหาคม 2569 พบ 19 ตัว โดย 5 ตัวถูกซื้อต่อจากนักพัฒนาตัวจริงแล้วยัดโค้ดผ่านการอัปเดต จึงต้องแยกโปรไฟล์เบราว์เซอร์สำหรับคริปโตโดยเฉพาะ
  • ยอมรับข้อจำกัด เมื่อโดเมนจริงถูกยึดอย่างเคส CoW Swap 14 เมษายน 2569 ที่เสียหายราว 1.2 ล้านดอลลาร์ บุ๊กมาร์กและ DNS ช่วยไม่ได้ ด่านสุดท้ายคือหน้าจอฮาร์ดแวร์วอลเล็ตและการอ่านหน้าต่างขอลายเซ็น
📌 แหล่งอ้างอิง: The Block — Google ad phishing drains 550000 USDC from Hyperliquid user (13 ส.ค. 2569 · SEAL บล็อก 356 ลิงก์โฆษณาอันตรายในเดือน เม.ย. · Google ลบโฆษณาหลอกลวงกว่า 602 ล้านชิ้น) · Crypto Briefing — Fake Uniswap Google ads scam (26 พ.ค. 2569 · เสียหายอย่างน้อย 400000 ดอลลาร์) · Socket — 19 Chrome and Edge extensions deliver a wallet drainer (27 ส.ค. 2569 · Chrome 18 + Edge 1 ตัว · ซื้อต่อ 5 ตัว · กระทบราว 80000 ผู้ใช้) · Protos — CoW Swap hit by DNS hijack และ Domain Name Wire — Domain hijack led to crypto heist (14 เม.ย. 2569 14:54 UTC · Traficom และ Gandi · เสียหายราว 1.2 ล้านดอลลาร์) · Cloudflare — 1.1.1.1 for Families setup · Quad9 — public and free DNS service (มูลนิธิสวิส · พันธมิตรข่าวกรองภัยคุกคามกว่า 25 ราย) · Chromium — Internationalized Domain Names in Google Chrome · ประชาชาติธุรกิจ — ก.ล.ต. เปิดสถิติครึ่งปี 2569 (แจ้งเบาะแสหลอกลงทุน 4156 ครั้ง +150% · ปิดกั้น 374 ครั้ง · บัญชีม้า DA 60968 บัญชี) · ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม — เตือนเว็บไซต์ปลอมอ้าง ก.ล.ต.
⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษาและการป้องกันตัว ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) ชื่อโดเมนตัวอย่างในบทความใช้เพื่อประกอบคำอธิบายรูปแบบการปลอมเท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าโดเมนดังกล่าวมีอยู่จริงหรือเป็นของผู้ใด เมนูและตำแหน่งการตั้งค่าของเบราว์เซอร์และระบบปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ควรตรวจสอบจากเอกสารทางการก่อนดำเนินการทุกครั้ง
TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด

Binance — Exchange อันดับ 1 ของโลก
×HTX (Huobi) — เก๋าเกมคริปโต