TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1Bitfinex — แพลตฟอร์มเทรดมือโปร
LIVE
SiamBitcoin Cap → ราคา 500 เหรียญ
Bitget — Copy Trade เซียนระดับโลก
หน้าแรกกิจกรรมExchangeวิธีจดบันทึกต้นทุนและกำไรขาดทุนคริปโตให้พร้อมยื่นภาษี 2569 — ทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ตอนใกล้เดดไลน์

วิธีจดบันทึกต้นทุนและกำไรขาดทุนคริปโตให้พร้อมยื่นภาษี 2569 — ทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ตอนใกล้เดดไลน์

OKX — เทรดเหรียญใหม่ก่อนใครOKX Web3 — กระเป๋า DeFi + DEX

บทความภาษีคริปโตที่ผ่านมามักตอบคำถาม “ต้องเสียภาษีเท่าไหร่” แต่ไม่มีใครสอนว่า “จะรู้ตัวเลขนั้นได้ยังไง” ถ้าไม่ได้จดบันทึกไว้ระหว่างปี พอถึงเดือนมีนาคมที่ต้องยื่นแบบจริง หลายคนต้องไล่งมประวัติธุรกรรมย้อนหลังทั้งปีจากหลาย exchange พร้อมกัน บางเจ้าย้อนได้ไม่เกิน 180 วัน บางเจ้าต้องขอคิวรอเป็นวัน ถ้าเทรดคริปโตต่อคริปโตด้วยยิ่งยุ่ง เพราะนั่นก็นับเป็นเหตุการณ์ต้องเสียภาษีเหมือนกัน บทความนี้วางระบบจดบันทึกให้ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ตอนใกล้เดดไลน์

สรรพากรอยากเห็นข้อมูลอะไรบ้าง — 11 ช่องที่ต้องมี

ตามคู่มือการเสียภาษีคริปโทเคอร์เรนซีของกรมสรรพากร ถ้าถูกขอหลักฐานประกอบการยื่นแบบ ผู้เสียภาษีต้องมีข้อมูลอย่างน้อยต่อไปนี้ครบทุกธุรกรรม ไม่ใช่แค่ยอดรวมท้ายปี

ลำดับ ข้อมูลที่ต้องมี ตัวอย่าง
1 ชื่อย่อเหรียญ/โทเคน BTC, ETH, USDT
2 วันที่และเวลาที่โอน 15 มี.ค. 2569 14:32 น.
3 ประเภทธุรกรรม ซื้อ / ขาย / แลกเปลี่ยน / โอน
4 ปริมาณที่โอน 0.05 BTC
5 ราคาต่อหน่วย ณ เวลานั้น 3,400,000 บาท/BTC
6 มูลค่ารวมเป็นเงินบาท 170,000 บาท
7 ค่าธรรมเนียมการโอน (บาท) 85 บาท
8 ต้นทุนของเหรียญนั้น คำนวณตามวิธี FIFO/ถัวเฉลี่ย
9 อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง (ถ้ามี) กรณีอ้างอิงเป็นดอลลาร์
10 รายละเอียดคู่ค้า (ถ้ามี) ชื่อ exchange / คู่สัญญา
11 หลักฐานใบกำกับภาษี/ใบเสร็จ ไฟล์ statement จาก exchange
12 หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) กรณีถูกหัก 15%
📌 นี่คือเหตุผลที่จดตอนสิ้นปีไม่ทัน — แค่ละธุรกรรมต้องมีข้อมูล 12 ช่อง ถ้าเทรดวันละหลายไม้ ทำปีละครั้งคือกู้ข้อมูลไม่ครบแน่นอน

เลือกวิธีคำนวณต้นทุน FIFO หรือถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่

กรมสรรพากรให้เลือกวิธีคำนวณต้นทุนได้ 2 แบบ และต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดทั้งปีภาษีนั้น (จะสลับกลางปีไม่ได้ แต่เปลี่ยนวิธีในปีถัดไปได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากอธิบดี — แค่นำมูลค่าที่คำนวณด้วยวิธีเดิมมาเป็นต้นทุนตั้งต้นวันที่ 1 มกราคมปีใหม่)

Crypto.com — แอปคริปโต + บัตร Visa
1

FIFO (First In, First Out)

เหรียญที่ซื้อมาก่อนถือว่าถูกขายออกก่อน ต้นทุนที่ใช้คำนวณกำไรคือราคาของล็อตที่ซื้อเก่าสุด

2

ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost)

คำนวณต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญประเภทเดียวกันใหม่ทุกครั้งที่ซื้อเพิ่ม แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนั้นตอนขาย

สองวิธีนี้ให้ตัวเลขกำไร/ขาดทุนไม่เท่ากัน ลองดูตัวอย่างเดียวกัน คำนวณ 2 วิธี:

ธุรกรรม จำนวน BTC ราคาต่อ BTC มูลค่ารวม
ซื้อครั้งที่ 1 (ก.พ.) 0.4 3,000,000 บาท 1,200,000 บาท
ซื้อครั้งที่ 2 (พ.ค.) 0.4 3,800,000 บาท 1,520,000 บาท
ขาย (ส.ค.) 0.4 4,200,000 บาท 1,680,000 บาท

🚩 คำนวณแบบ FIFO

ใช้ต้นทุนล็อตแรกที่ซื้อก่อน (ก.พ.) = 1,200,000 บาท
กำไร = 1,680,000 – 1,200,000 = 480,000 บาท

🚩 คำนวณแบบถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่

ต้นทุนเฉลี่ยต่อ BTC = (1,200,000 + 1,520,000) ÷ 0.8 = 3,400,000 บาท/BTC
ต้นทุนของ 0.4 ที่ขาย = 3,400,000 × 0.4 = 1,360,000 บาท
กำไร = 1,680,000 – 1,360,000 = 320,000 บาท

💡 ตัวอย่างเดียวกัน กำไรต่างกันถึง 160,000 บาท — ในขั้นภาษี 15-20% ส่วนต่างนี้แปลว่าภาษีที่ต้องจ่ายต่างกันหลักหมื่นบาท เลือกวิธีให้ดีตั้งแต่ต้นปี และต้องคำนวณแยกตามประเภทเหรียญ (ต้นทุนเฉลี่ยของ BTC กับ ETH คนละก้อนกัน ห้ามปนกัน)

ธุรกรรมแบบไหนต้องบันทึก (ไม่ใช่แค่ถอนเป็นบาท)

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า “ยังไม่ถอนเป็นบาทเข้าธนาคาร = ยังไม่ต้องคิดภาษี” ซึ่งผิด กรมสรรพากรถือว่าการแลกคริปโตต่อคริปโตก็เป็นการโอนที่ต้องคำนวณกำไร/ขาดทุนเหมือนกัน แม้เงินจะยังไม่ออกมาเป็นบาทเลยก็ตาม

ตัวอย่าง: ถือ 0.1 BTC ต้นทุนเดิม 300,000 บาท แล้วแลกเป็น ETH ตอนที่ 0.1 BTC นั้นมีมูลค่าตลาด 420,000 บาท → ถือว่า “ขาย” BTC ที่ 420,000 บาท เกิดกำไร 120,000 บาท ต้องบันทึกทันที และต้นทุนของ ETH ที่ได้มาใหม่คือ 420,000 บาท (ใช้เป็นฐานคำนวณตอนขาย ETH รอบถัดไป)
ธุรกรรม ต้องคำนวณกำไร/ขาดทุนไหม
ขายคริปโตเป็นเงินบาท ✅ ต้อง
แลกเหรียญ A เป็นเหรียญ B ✅ ต้อง (จุดที่คนพลาดมากสุด)
ใช้คริปโตซื้อสินค้า/บริการ ✅ ต้อง (นับเป็นการโอน)
ได้รับเงินเดือน/ค่าจ้างเป็นคริปโต ✅ ต้อง (คิดต้นทุน ณ วันได้รับ)
ได้ Airdrop / รางวัล Staking / Mining ✅ ต้อง (เป็นเงินได้ตั้งแต่วันได้รับ)
โอนเหรียญของตัวเองข้ามกระเป๋า/ข้าม exchange ❌ ไม่ต้อง แต่ต้องบันทึกไว้ (ต้นทุนเดิมติดไปกับเหรียญ ไม่ใช่ติดกับ exchange)
ถือเฉยๆ ไม่ทำอะไร (unrealized gain) ❌ ไม่ต้อง จนกว่าจะขาย/แลก/ใช้จ่ายจริง

ต้นทุนนับรวมอะไรได้บ้าง

ต้นทุนที่ใช้หักออกจากราคาขายไม่ได้มีแค่ราคาซื้อเหรียญอย่างเดียว กรมสรรพากรระบุว่าต้นทุนให้รวมถึง “ค่าซื้อ ต้นทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งคริปโทเคอร์เรนซี/โทเคนดิจิทัล และต้นทุนการได้มาซึ่งเงินได้”

  • ราคาที่จ่ายซื้อเหรียญ
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อ (maker/taker fee)
  • ค่าธรรมเนียมการขาย
  • ค่าธรรมเนียมการโอน/ถอนที่เกี่ยวข้องกับการได้มา
📌 หลายคนลืมรวมค่าธรรมเนียมเข้าต้นทุน ทำให้กำไรที่คำนวณสูงเกินจริง เสียภาษีเกินโดยไม่รู้ตัว — ค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย-โอนทุกบาทมีผลกับตัวเลขสุดท้าย

สร้างระบบจดบันทึกของตัวเอง — เลือกตามขนาดพอร์ต

ไม่มีระบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน เลือกตามความถี่ในการเทรดและจำนวนแพลตฟอร์มที่ใช้

1

มือใหม่ — เทรดน้อยกว่า 20 ครั้ง/ปี

ทำ Google Sheet เอง 1 ชีตต่อเหรียญ 1 สกุล ตั้งคอลัมน์ตาม 12 ช่องข้อมูลด้านบน กรอกมือทุกครั้งหลังเทรดเสร็จ ใช้เวลาไม่ถึงนาทีต่อรายการ แต่ต้องทำทันทีไม่ผัดวัน

2

เทรดปานกลาง — หลายสิบ-ร้อยรายการ/หลายเหรียญ

ใช้แอป portfolio tracker เชื่อม API แบบอ่านอย่างเดียว (read-only) ดึงประวัติธุรกรรมอัตโนมัติ แต่ต้อง cross-check กับ statement จริงของ exchange อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง เพราะแอปพวกนี้ส่วนใหญ่ออกแบบตามกฎภาษีต่างประเทศ ไม่รู้จักเงื่อนไขยกเว้นภาษีเฉพาะของไทย

3

พอร์ตใหญ่ / เทรดถี่ / หลาย exchange / เล่น DeFi

จ้างนักบัญชีที่เข้าใจภาษีคริปโตไทยโดยเฉพาะ แต่หน้าที่ของคุณยังเหมือนเดิมคือต้องส่งข้อมูลดิบครบ 12 ช่อง ให้นักบัญชี — นักบัญชีคำนวณให้ไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูลตั้งต้น เขาไม่ใช่คนที่ไปโหลด statement แทนคุณ

ดึงประวัติธุรกรรมจาก Exchange ก่อนข้อมูลหาย

แต่ละแพลตฟอร์มจำกัดช่วงเวลาย้อนหลังไม่เท่ากัน รอนานไปข้อมูลอาจดึงไม่ได้แล้ว

แพลตฟอร์ม ประวัติย้อนหลังปกติ รายงานภาษีรายปี ข้อควรระวัง
Bitkub หน้าเว็บย้อนได้ไม่กี่เดือน / ฝากถอนผ่าน Public API ย้อน 90 วัน มี “รายงานเดินบัญชีรายปี (สำหรับภาษี)” — เข้าเว็บ (ไม่รองรับแอป) > ไอคอนกระเป๋าสตางค์ > ประวัติ > เลือกแท็บรายงานรายปี > ส่งคำขอ > เลือกปี > รอระบบเตรียมไฟล์แล้วโหลด ไฟล์เป็น ZIP เข้ารหัส รหัสผ่าน = วันเกิดรูปแบบ ววดดปปปป (นิติบุคคลใช้เลขทะเบียน) ต้องขอทีละปี
Binance TH เลือกช่วงได้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน ย้อนหลังได้สูงสุด 1 ปีจากวันปัจจุบัน ไม่มีรายงานคำนวณภาษีสำเร็จรูป ต้อง export หลายรอบแล้วรวมเอง ถ้าปล่อยเกิน 1 ปีโดยไม่ export ข้อมูลเก่ากว่านั้นดึงยากขึ้นมาก วางแผน export ทุกไตรมาส
Exchange ต่างประเทศ ตามนโยบายแต่ละเจ้า มักจำกัดช่วงต่อการ export เป็น CSV ไม่มีรายงานภาษีไทยโดยเฉพาะ ต้องพึ่งแอป third-party ถ้าไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ในไทย จะไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีและหักขาดทุนไม่ได้ (ดูหัวข้อถัดไป)
DEX (ต่อกระเป๋าเองบน Uniswap ฯลฯ) ไม่มี export ทางการ ไม่มี — ต้องอ่านจาก block explorer หรือ wallet tracker เอง ภาระบันทึกตกที่ผู้ใช้ทั้งหมด แนะนำจดทันทีหลังทำธุรกรรมทุกครั้ง
วิธีเช็ค: อย่ารอให้ครบปีค่อยไปขอรายงาน — ตั้งเตือนปฏิทิน export ประวัติธุรกรรมทุกไตรมาส แล้วเก็บไฟล์ต้นฉบับ (ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่พิมพ์ต่อลงชีต) ไว้เป็นหลักฐานแยกต่างหาก

กติกาหักกลบขาดทุน ที่พลาดแล้วเสียสิทธิ

ข่าวดีคือขาดทุนจากคริปโตนำมาหักกลบกำไรได้ แต่มีเงื่อนไขที่พลาดกันบ่อย

⚠️ หักกลบได้เฉพาะปีภาษีเดียวกัน

กำไร-ขาดทุนต้องเกิดในปีปฏิทินเดียวกัน (ม.ค.-ธ.ค.) เท่านั้น

⚠️ ต้องผ่าน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาต ก.ล.ต.

เทรดนอกแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตในไทย หักขาดทุนไม่ได้

💀 ขาดทุนยกไปหักปีถัดไปไม่ได้

ต่างจากภาษีหุ้นที่หลายคนคุ้นเคย ขาดทุนสุทธิของปีนี้ใช้ได้แค่ปีนี้เท่านั้น ไม่มี carry-forward

💡 Tax loss harvesting: ถ้าปีนี้มีกำไรจากเหรียญ A และถือเหรียญ B ที่ขาดทุนอยู่ (ยังไม่ realized) ให้พิจารณาขายตัดขาดทุน B ก่อนสิ้นปีภาษีเพื่อนำมาหักกลบ เพราะขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงหักไม่ได้ และถ้าไม่ใช้สิทธิภายในปีนี้ก็หายไปเลย ไม่มีสิทธิ์เก็บไว้หักปีหน้า

ได้ยกเว้นภาษีปี 2568-2572 แล้ว ยังต้องจดไหม

กฎกระทรวง ฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการขายคริปโทเคอร์เรนซี/โทเคนดิจิทัลที่ทำผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ในไทย มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 หลายคนเข้าใจว่าช่วงนี้ “ไม่ต้องจดอะไรแล้ว” ซึ่งไม่ถูกทั้งหมด

🚩 เหตุผลที่ยังต้องจดต่อ แม้ได้รับยกเว้น

ยกเว้นเฉพาะกำไรซื้อขายผ่าน Exchange ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น รายได้จาก mining, staking/yield farming, airdrop, เงินเดือนที่จ่ายเป็นคริปโต ยังต้องเสียภาษีตามปกติ ต้องแยกบันทึกให้ชัด

มาตรการมีอายุ 5 ปี ถึงสิ้นปี 2572 เท่านั้น ถ้าไม่ต่ออายุ ปี 2573 กลับมาเสียภาษีเต็มรูปแบบ — ต้นทุนที่ไม่ได้จดไว้ตั้งแต่วันนี้ (ราคาซื้อจริง ค่าธรรมเนียมจริง) จะหาย้อนหลังยากมากตอนนั้น

สรรพากรมีสิทธิ์ขอหลักฐานย้อนหลัง ถ้าอ้างว่าเข้าเกณฑ์ยกเว้นแต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเทรดผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจริง อาจถูกประเมินภาษีเต็มจำนวนย้อนหลัง

ทำเมื่อไหร่ — ปฏิทินทำทุกเดือน

ช่วงเวลา ทำอะไร
ทุกสิ้นเดือน Export ธุรกรรมเดือนนั้นจากทุก exchange ที่ใช้ บันทึกลงชีต/ระบบที่เลือกไว้
ทุกไตรมาส Cross-check ตัวเลขในชีตกับ statement จริง เก็บไฟล์ต้นฉบับแยกไว้
พฤศจิกายน-ธันวาคม รวมกำไร/ขาดทุนเบื้องต้นของปี พิจารณา tax loss harvesting ก่อนสิ้นปีภาษี
มกราคมปีถัดไป ปิดยอดทั้งปี ตัดสินใจว่าจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบเดิมหรือเปลี่ยนสำหรับปีใหม่
กุมภาพันธ์-มีนาคม ขอรายงานประจำปีจาก exchange (คิวมักแน่นช่วงนี้ รีบขอแต่เนิ่นๆ) กรอกแบบ ภ.ง.ด.90
ปลายมีนาคม-ต้นเมษายน เส้นตายยื่นแบบ (เช็คประกาศสรรพากรทุกปี วันที่อาจขยับเล็กน้อย) อย่ารอนาทีสุดท้าย

กับดักที่คนพลาดบ่อย

🚩 1. รอจดตอนใกล้เดดไลน์เดือนมีนาคม

ธุรกรรมทั้งปีจำไม่ได้ ราคาที่ซื้อแต่ละครั้งหายไปกับความจำ ต้องมานั่งขุด statement ทีละ exchange แบบเร่งรีบ

🚩 2. ลืมว่าคริปโตต่อคริปโตก็ต้องคำนวณกำไร

คิดว่าแค่ไม่ถอนเป็นบาทแปลว่ายังไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่การแลกเหรียญเป็นเหตุการณ์ต้องเสียภาษีตั้งแต่วันที่แลก

🚩 3. สลับวิธีคำนวณต้นทุนกลางปี

ใช้ FIFO ครึ่งปีแรก เปลี่ยนเป็นถัวเฉลี่ยครึ่งปีหลังเพราะได้ตัวเลขที่ดูดีกว่า — ผิดกติกา ต้องใช้วิธีเดียวตลอดทั้งปีภาษี

🚩 4. ลืมรวมค่าธรรมเนียมเข้าต้นทุน

โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมโอนข้ามกระเป๋า/ข้าม exchange ทำให้คำนวณกำไรสูงเกินจริง เสียภาษีเกินโดยไม่รู้ตัว

🚩 5. ปนต้นทุนของเหรียญคนละสกุลเข้าด้วยกัน

ต้นทุนถัวเฉลี่ยต้องคำนวณแยกตามประเภทเหรียญ ต้นทุน BTC กับ ETH เป็นคนละก้อน ห้ามเฉลี่ยรวมกัน

🚩 6. คิดว่าขาดทุนยกไปหักปีหน้าได้

ไม่ได้ตามกฎสรรพากรปัจจุบัน ขาดทุนสุทธิใช้ได้แค่ภายในปีภาษีที่เกิดขึ้นเท่านั้น

🚩 7. เทรดบน Exchange ที่ไม่มีใบอนุญาต แล้วคาดหวังสิทธิเหมือนกัน

ทั้งสิทธิยกเว้นภาษี 2568-2572 และสิทธิหักกลบขาดทุน ใช้ได้เฉพาะธุรกรรมผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น

🚩 8. เก็บแค่ตัวเลขในสเปรดชีต ไม่เก็บไฟล์ต้นฉบับ

ถ้าสรรพากรขอหลักฐาน ตัวเลขที่พิมพ์เองไม่พอ ต้องมี statement/ใบเสร็จจาก exchange ประกอบด้วย

เช็กลิสต์ก่อนถึงเดดไลน์ยื่นภาษี

  • เลือกวิธีคำนวณต้นทุน (FIFO หรือถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่) ไว้ตั้งแต่ต้นปีภาษี
  • มีระบบบันทึกที่ครบ 12 ช่องข้อมูลตามที่สรรพากรต้องการ
  • บันทึกทุกธุรกรรมภายในเดือนที่เกิด ไม่ปล่อยค้างถึงสิ้นปี
  • แยกต้นทุนเหรียญแต่ละสกุลออกจากกันชัดเจน
  • รวมค่าธรรมเนียมซื้อ/ขาย/โอนเข้าต้นทุนทุกครั้ง
  • บันทึกธุรกรรมคริปโตต่อคริปโตด้วย ไม่ใช่แค่ตอนถอนเป็นบาท
  • ขอรายงานประวัติธุรกรรมประจำปีจาก exchange ก่อนช่วงคิวแน่น
  • เก็บไฟล์ statement ต้นฉบับแยกจากตัวเลขที่พิมพ์เอง
  • เช็คว่า exchange ที่ใช้มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือไม่
  • พิจารณา tax loss harvesting ก่อนสิ้นปีถ้ามีเหรียญขาดทุนค้างอยู่
  • แยกบันทึกรายได้จาก staking/mining/airdrop ออกจากกำไรซื้อขาย
  • เตรียมกรอกแบบก่อนเส้นตาย อย่ารอวันสุดท้าย

คำถามที่พบบ่อย

ปีนี้ขาดทุนสุทธิ ยังต้องยื่นแบบไหม

ต้องยื่นถ้ามีเงินได้รวมถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ขาดทุนไม่ได้แปลว่าไม่ต้องยื่นแบบ และขาดทุนนั้นก็ยกไปหักปีหน้าไม่ได้ตามกฎปัจจุบัน

แอปคำนวณภาษีคริปโตต่างประเทศใช้กับกฎไทยได้ไหม

ช่วยคำนวณกำไร/ขาดทุนตามวิธี FIFO หรือถัวเฉลี่ยได้ แต่ต้องตรวจสอบผลลัพธ์เอง เพราะแอปส่วนใหญ่ออกแบบตามกฎภาษีต่างประเทศเป็นหลัก ไม่รู้จักเงื่อนไขยกเว้นภาษีเฉพาะของไทย

เทรดผ่าน DEX ต่อกระเป๋าเอง ต้องบันทึกเองทั้งหมดไหม

ใช่ ไม่มี exchange ออกรายงานให้ ต้องพึ่ง block explorer หรือ wallet tracker อ่านข้อมูลจากบล็อกเชนโดยตรง แล้วบันทึกเองครบทุกช่อง

โอนเหรียญของตัวเองข้ามกระเป๋า/ข้าม exchange ต้องนับเป็นขายไหม

ไม่นับ การโอนเหรียญของตัวเองไปมาไม่เกิดกำไร/ขาดทุน แต่ต้องบันทึกไว้เพื่อไม่ให้ต้นทุนเดิมหลุดหาย เพราะต้นทุนติดไปกับตัวเหรียญ ไม่ได้ติดอยู่กับ exchange ที่เคยซื้อ

ได้รับคริปโตเป็นเงินเดือน/ค่าจ้าง คิดต้นทุนยังไง

ต้นทุน ณ วันที่ได้รับ คือมูลค่าตลาดของเหรียญนั้น ณ วันนั้น ถือเป็นเงินได้ทันทีตามมูลค่าที่ได้รับ พอขายต่อในอนาคตค่อยคำนวณกำไร/ขาดทุนจากส่วนต่างกับต้นทุนนี้

ไม่มีเวลาทำเอง จ้างนักบัญชีได้ไหม

ได้ แต่ต้องเตรียมข้อมูลดิบให้ครบ 12 ช่องตามที่สรรพากรต้องการก่อนส่งให้นักบัญชี เพราะนักบัญชีคำนวณให้ไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูลตั้งต้นที่ถูกต้อง

เทรดที่ไหนให้ยังได้สิทธิยกเว้นภาษีและหักขาดทุนได้จริง?

บทความนี้บอกวิธีจดบันทึกให้ครบตามกฎ แต่ถ้าฐานข้อมูลตั้งต้นผิดตั้งแต่แรก — เทรดผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. — ต่อให้จดละเอียดแค่ไหนก็ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีปี 2568-2572 และหักกลบขาดทุนไม่ได้ตามกติกาข้างต้น อย่างน้อยควรมีบัญชีบน exchange ที่ได้รับใบอนุญาตในไทยไว้เทรดคู่หลัก เช่น Binance TH ที่มีฟีเจอร์ดาวน์โหลดประวัติธุรกรรมสำหรับยื่นภาษีให้เลือกช่วงเวลาได้ในตัว ช่วยลดงานตอนต้องรวบรวมข้อมูลปลายปี

สมัคร Binance TH ได้ที่: accounts.binance.th

แต่ไม่ว่าจะเทรดที่แพลตฟอร์มไหน หลักการสำคัญที่สุดยังเหมือนเดิม — จดบันทึกให้ครบ 12 ช่องข้อมูล เลือกวิธีคำนวณต้นทุนแล้วใช้ให้คงที่ตลอดปี และเก็บหลักฐานต้นฉบับไว้เสมอ

หมายเหตุ: ลิงก์ด้านบนเป็นลิงก์แนะนำ (referral) หากพี่สมัครผ่านลิงก์นี้ SiamBitcoin อาจได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อย ไม่มีผลต่อค่าธรรมเนียมที่พี่ต้องจ่ายแต่อย่างใด

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือการลงทุน (NFA) กฎเกณฑ์ภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ
P2PB2B — Exchange เหรียญใหม่TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด

Binance — Exchange อันดับ 1 ของโลก
×Bybit — เทรด Futures โบนัส $30,000