บทความภาษีคริปโตที่ผ่านมามักตอบคำถาม “ต้องเสียภาษีเท่าไหร่” แต่ไม่มีใครสอนว่า “จะรู้ตัวเลขนั้นได้ยังไง” ถ้าไม่ได้จดบันทึกไว้ระหว่างปี พอถึงเดือนมีนาคมที่ต้องยื่นแบบจริง หลายคนต้องไล่งมประวัติธุรกรรมย้อนหลังทั้งปีจากหลาย exchange พร้อมกัน บางเจ้าย้อนได้ไม่เกิน 180 วัน บางเจ้าต้องขอคิวรอเป็นวัน ถ้าเทรดคริปโตต่อคริปโตด้วยยิ่งยุ่ง เพราะนั่นก็นับเป็นเหตุการณ์ต้องเสียภาษีเหมือนกัน บทความนี้วางระบบจดบันทึกให้ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ตอนใกล้เดดไลน์
📑 สารบัญ
- สรรพากรอยากเห็นข้อมูลอะไรบ้าง — 11 ช่องที่ต้องมี
- เลือกวิธีคำนวณต้นทุน FIFO หรือถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่
- ธุรกรรมแบบไหนต้องบันทึก (ไม่ใช่แค่ถอนเป็นบาท)
- ต้นทุนนับรวมอะไรได้บ้าง
- สร้างระบบจดบันทึกของตัวเอง — เลือกตามขนาดพอร์ต
- ดึงประวัติธุรกรรมจาก Exchange ก่อนข้อมูลหาย
- กติกาหักกลบขาดทุน ที่พลาดแล้วเสียสิทธิ
- ได้ยกเว้นภาษีปี 2568-2572 แล้ว ยังต้องจดไหม
- ทำเมื่อไหร่ — ปฏิทินทำทุกเดือน
- กับดักที่คนพลาดบ่อย
- เช็กลิสต์ก่อนถึงเดดไลน์ยื่นภาษี
- คำถามที่พบบ่อย
สรรพากรอยากเห็นข้อมูลอะไรบ้าง — 11 ช่องที่ต้องมี
ตามคู่มือการเสียภาษีคริปโทเคอร์เรนซีของกรมสรรพากร ถ้าถูกขอหลักฐานประกอบการยื่นแบบ ผู้เสียภาษีต้องมีข้อมูลอย่างน้อยต่อไปนี้ครบทุกธุรกรรม ไม่ใช่แค่ยอดรวมท้ายปี
| ลำดับ | ข้อมูลที่ต้องมี | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1 | ชื่อย่อเหรียญ/โทเคน | BTC, ETH, USDT |
| 2 | วันที่และเวลาที่โอน | 15 มี.ค. 2569 14:32 น. |
| 3 | ประเภทธุรกรรม | ซื้อ / ขาย / แลกเปลี่ยน / โอน |
| 4 | ปริมาณที่โอน | 0.05 BTC |
| 5 | ราคาต่อหน่วย ณ เวลานั้น | 3,400,000 บาท/BTC |
| 6 | มูลค่ารวมเป็นเงินบาท | 170,000 บาท |
| 7 | ค่าธรรมเนียมการโอน (บาท) | 85 บาท |
| 8 | ต้นทุนของเหรียญนั้น | คำนวณตามวิธี FIFO/ถัวเฉลี่ย |
| 9 | อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง (ถ้ามี) | กรณีอ้างอิงเป็นดอลลาร์ |
| 10 | รายละเอียดคู่ค้า (ถ้ามี) | ชื่อ exchange / คู่สัญญา |
| 11 | หลักฐานใบกำกับภาษี/ใบเสร็จ | ไฟล์ statement จาก exchange |
| 12 | หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) | กรณีถูกหัก 15% |
เลือกวิธีคำนวณต้นทุน FIFO หรือถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่
กรมสรรพากรให้เลือกวิธีคำนวณต้นทุนได้ 2 แบบ และต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดทั้งปีภาษีนั้น (จะสลับกลางปีไม่ได้ แต่เปลี่ยนวิธีในปีถัดไปได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากอธิบดี — แค่นำมูลค่าที่คำนวณด้วยวิธีเดิมมาเป็นต้นทุนตั้งต้นวันที่ 1 มกราคมปีใหม่)
FIFO (First In, First Out)
เหรียญที่ซื้อมาก่อนถือว่าถูกขายออกก่อน ต้นทุนที่ใช้คำนวณกำไรคือราคาของล็อตที่ซื้อเก่าสุด
ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost)
คำนวณต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญประเภทเดียวกันใหม่ทุกครั้งที่ซื้อเพิ่ม แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนั้นตอนขาย
สองวิธีนี้ให้ตัวเลขกำไร/ขาดทุนไม่เท่ากัน ลองดูตัวอย่างเดียวกัน คำนวณ 2 วิธี:
| ธุรกรรม | จำนวน BTC | ราคาต่อ BTC | มูลค่ารวม |
|---|---|---|---|
| ซื้อครั้งที่ 1 (ก.พ.) | 0.4 | 3,000,000 บาท | 1,200,000 บาท |
| ซื้อครั้งที่ 2 (พ.ค.) | 0.4 | 3,800,000 บาท | 1,520,000 บาท |
| ขาย (ส.ค.) | 0.4 | 4,200,000 บาท | 1,680,000 บาท |
🚩 คำนวณแบบ FIFO
ใช้ต้นทุนล็อตแรกที่ซื้อก่อน (ก.พ.) = 1,200,000 บาท
กำไร = 1,680,000 – 1,200,000 = 480,000 บาท
🚩 คำนวณแบบถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่
ต้นทุนเฉลี่ยต่อ BTC = (1,200,000 + 1,520,000) ÷ 0.8 = 3,400,000 บาท/BTC
ต้นทุนของ 0.4 ที่ขาย = 3,400,000 × 0.4 = 1,360,000 บาท
กำไร = 1,680,000 – 1,360,000 = 320,000 บาท
ธุรกรรมแบบไหนต้องบันทึก (ไม่ใช่แค่ถอนเป็นบาท)
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า “ยังไม่ถอนเป็นบาทเข้าธนาคาร = ยังไม่ต้องคิดภาษี” ซึ่งผิด กรมสรรพากรถือว่าการแลกคริปโตต่อคริปโตก็เป็นการโอนที่ต้องคำนวณกำไร/ขาดทุนเหมือนกัน แม้เงินจะยังไม่ออกมาเป็นบาทเลยก็ตาม
| ธุรกรรม | ต้องคำนวณกำไร/ขาดทุนไหม |
|---|---|
| ขายคริปโตเป็นเงินบาท | ✅ ต้อง |
| แลกเหรียญ A เป็นเหรียญ B | ✅ ต้อง (จุดที่คนพลาดมากสุด) |
| ใช้คริปโตซื้อสินค้า/บริการ | ✅ ต้อง (นับเป็นการโอน) |
| ได้รับเงินเดือน/ค่าจ้างเป็นคริปโต | ✅ ต้อง (คิดต้นทุน ณ วันได้รับ) |
| ได้ Airdrop / รางวัล Staking / Mining | ✅ ต้อง (เป็นเงินได้ตั้งแต่วันได้รับ) |
| โอนเหรียญของตัวเองข้ามกระเป๋า/ข้าม exchange | ❌ ไม่ต้อง แต่ต้องบันทึกไว้ (ต้นทุนเดิมติดไปกับเหรียญ ไม่ใช่ติดกับ exchange) |
| ถือเฉยๆ ไม่ทำอะไร (unrealized gain) | ❌ ไม่ต้อง จนกว่าจะขาย/แลก/ใช้จ่ายจริง |
ต้นทุนนับรวมอะไรได้บ้าง
ต้นทุนที่ใช้หักออกจากราคาขายไม่ได้มีแค่ราคาซื้อเหรียญอย่างเดียว กรมสรรพากรระบุว่าต้นทุนให้รวมถึง “ค่าซื้อ ต้นทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งคริปโทเคอร์เรนซี/โทเคนดิจิทัล และต้นทุนการได้มาซึ่งเงินได้”
- ราคาที่จ่ายซื้อเหรียญ
- ค่าธรรมเนียมการซื้อ (maker/taker fee)
- ค่าธรรมเนียมการขาย
- ค่าธรรมเนียมการโอน/ถอนที่เกี่ยวข้องกับการได้มา
สร้างระบบจดบันทึกของตัวเอง — เลือกตามขนาดพอร์ต
ไม่มีระบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน เลือกตามความถี่ในการเทรดและจำนวนแพลตฟอร์มที่ใช้
มือใหม่ — เทรดน้อยกว่า 20 ครั้ง/ปี
ทำ Google Sheet เอง 1 ชีตต่อเหรียญ 1 สกุล ตั้งคอลัมน์ตาม 12 ช่องข้อมูลด้านบน กรอกมือทุกครั้งหลังเทรดเสร็จ ใช้เวลาไม่ถึงนาทีต่อรายการ แต่ต้องทำทันทีไม่ผัดวัน
เทรดปานกลาง — หลายสิบ-ร้อยรายการ/หลายเหรียญ
ใช้แอป portfolio tracker เชื่อม API แบบอ่านอย่างเดียว (read-only) ดึงประวัติธุรกรรมอัตโนมัติ แต่ต้อง cross-check กับ statement จริงของ exchange อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง เพราะแอปพวกนี้ส่วนใหญ่ออกแบบตามกฎภาษีต่างประเทศ ไม่รู้จักเงื่อนไขยกเว้นภาษีเฉพาะของไทย
พอร์ตใหญ่ / เทรดถี่ / หลาย exchange / เล่น DeFi
จ้างนักบัญชีที่เข้าใจภาษีคริปโตไทยโดยเฉพาะ แต่หน้าที่ของคุณยังเหมือนเดิมคือต้องส่งข้อมูลดิบครบ 12 ช่อง ให้นักบัญชี — นักบัญชีคำนวณให้ไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูลตั้งต้น เขาไม่ใช่คนที่ไปโหลด statement แทนคุณ
ดึงประวัติธุรกรรมจาก Exchange ก่อนข้อมูลหาย
แต่ละแพลตฟอร์มจำกัดช่วงเวลาย้อนหลังไม่เท่ากัน รอนานไปข้อมูลอาจดึงไม่ได้แล้ว
| แพลตฟอร์ม | ประวัติย้อนหลังปกติ | รายงานภาษีรายปี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| Bitkub | หน้าเว็บย้อนได้ไม่กี่เดือน / ฝากถอนผ่าน Public API ย้อน 90 วัน | มี “รายงานเดินบัญชีรายปี (สำหรับภาษี)” — เข้าเว็บ (ไม่รองรับแอป) > ไอคอนกระเป๋าสตางค์ > ประวัติ > เลือกแท็บรายงานรายปี > ส่งคำขอ > เลือกปี > รอระบบเตรียมไฟล์แล้วโหลด | ไฟล์เป็น ZIP เข้ารหัส รหัสผ่าน = วันเกิดรูปแบบ ววดดปปปป (นิติบุคคลใช้เลขทะเบียน) ต้องขอทีละปี |
| Binance TH | เลือกช่วงได้ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน ย้อนหลังได้สูงสุด 1 ปีจากวันปัจจุบัน | ไม่มีรายงานคำนวณภาษีสำเร็จรูป ต้อง export หลายรอบแล้วรวมเอง | ถ้าปล่อยเกิน 1 ปีโดยไม่ export ข้อมูลเก่ากว่านั้นดึงยากขึ้นมาก วางแผน export ทุกไตรมาส |
| Exchange ต่างประเทศ | ตามนโยบายแต่ละเจ้า มักจำกัดช่วงต่อการ export เป็น CSV | ไม่มีรายงานภาษีไทยโดยเฉพาะ ต้องพึ่งแอป third-party | ถ้าไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ในไทย จะไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีและหักขาดทุนไม่ได้ (ดูหัวข้อถัดไป) |
| DEX (ต่อกระเป๋าเองบน Uniswap ฯลฯ) | ไม่มี export ทางการ | ไม่มี — ต้องอ่านจาก block explorer หรือ wallet tracker เอง | ภาระบันทึกตกที่ผู้ใช้ทั้งหมด แนะนำจดทันทีหลังทำธุรกรรมทุกครั้ง |
กติกาหักกลบขาดทุน ที่พลาดแล้วเสียสิทธิ
ข่าวดีคือขาดทุนจากคริปโตนำมาหักกลบกำไรได้ แต่มีเงื่อนไขที่พลาดกันบ่อย
⚠️ หักกลบได้เฉพาะปีภาษีเดียวกัน
กำไร-ขาดทุนต้องเกิดในปีปฏิทินเดียวกัน (ม.ค.-ธ.ค.) เท่านั้น
⚠️ ต้องผ่าน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาต ก.ล.ต.
เทรดนอกแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตในไทย หักขาดทุนไม่ได้
💀 ขาดทุนยกไปหักปีถัดไปไม่ได้
ต่างจากภาษีหุ้นที่หลายคนคุ้นเคย ขาดทุนสุทธิของปีนี้ใช้ได้แค่ปีนี้เท่านั้น ไม่มี carry-forward
ได้ยกเว้นภาษีปี 2568-2572 แล้ว ยังต้องจดไหม
กฎกระทรวง ฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการขายคริปโทเคอร์เรนซี/โทเคนดิจิทัลที่ทำผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ในไทย มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 หลายคนเข้าใจว่าช่วงนี้ “ไม่ต้องจดอะไรแล้ว” ซึ่งไม่ถูกทั้งหมด
🚩 เหตุผลที่ยังต้องจดต่อ แม้ได้รับยกเว้น
✅ มาตรการมีอายุ 5 ปี ถึงสิ้นปี 2572 เท่านั้น ถ้าไม่ต่ออายุ ปี 2573 กลับมาเสียภาษีเต็มรูปแบบ — ต้นทุนที่ไม่ได้จดไว้ตั้งแต่วันนี้ (ราคาซื้อจริง ค่าธรรมเนียมจริง) จะหาย้อนหลังยากมากตอนนั้น
✅ สรรพากรมีสิทธิ์ขอหลักฐานย้อนหลัง ถ้าอ้างว่าเข้าเกณฑ์ยกเว้นแต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเทรดผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจริง อาจถูกประเมินภาษีเต็มจำนวนย้อนหลัง
ทำเมื่อไหร่ — ปฏิทินทำทุกเดือน
| ช่วงเวลา | ทำอะไร |
|---|---|
| ทุกสิ้นเดือน | Export ธุรกรรมเดือนนั้นจากทุก exchange ที่ใช้ บันทึกลงชีต/ระบบที่เลือกไว้ |
| ทุกไตรมาส | Cross-check ตัวเลขในชีตกับ statement จริง เก็บไฟล์ต้นฉบับแยกไว้ |
| พฤศจิกายน-ธันวาคม | รวมกำไร/ขาดทุนเบื้องต้นของปี พิจารณา tax loss harvesting ก่อนสิ้นปีภาษี |
| มกราคมปีถัดไป | ปิดยอดทั้งปี ตัดสินใจว่าจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบเดิมหรือเปลี่ยนสำหรับปีใหม่ |
| กุมภาพันธ์-มีนาคม | ขอรายงานประจำปีจาก exchange (คิวมักแน่นช่วงนี้ รีบขอแต่เนิ่นๆ) กรอกแบบ ภ.ง.ด.90 |
| ปลายมีนาคม-ต้นเมษายน | เส้นตายยื่นแบบ (เช็คประกาศสรรพากรทุกปี วันที่อาจขยับเล็กน้อย) อย่ารอนาทีสุดท้าย |
กับดักที่คนพลาดบ่อย
🚩 1. รอจดตอนใกล้เดดไลน์เดือนมีนาคม
ธุรกรรมทั้งปีจำไม่ได้ ราคาที่ซื้อแต่ละครั้งหายไปกับความจำ ต้องมานั่งขุด statement ทีละ exchange แบบเร่งรีบ
🚩 2. ลืมว่าคริปโตต่อคริปโตก็ต้องคำนวณกำไร
คิดว่าแค่ไม่ถอนเป็นบาทแปลว่ายังไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่การแลกเหรียญเป็นเหตุการณ์ต้องเสียภาษีตั้งแต่วันที่แลก
🚩 3. สลับวิธีคำนวณต้นทุนกลางปี
ใช้ FIFO ครึ่งปีแรก เปลี่ยนเป็นถัวเฉลี่ยครึ่งปีหลังเพราะได้ตัวเลขที่ดูดีกว่า — ผิดกติกา ต้องใช้วิธีเดียวตลอดทั้งปีภาษี
🚩 4. ลืมรวมค่าธรรมเนียมเข้าต้นทุน
โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมโอนข้ามกระเป๋า/ข้าม exchange ทำให้คำนวณกำไรสูงเกินจริง เสียภาษีเกินโดยไม่รู้ตัว
🚩 5. ปนต้นทุนของเหรียญคนละสกุลเข้าด้วยกัน
ต้นทุนถัวเฉลี่ยต้องคำนวณแยกตามประเภทเหรียญ ต้นทุน BTC กับ ETH เป็นคนละก้อน ห้ามเฉลี่ยรวมกัน
🚩 6. คิดว่าขาดทุนยกไปหักปีหน้าได้
ไม่ได้ตามกฎสรรพากรปัจจุบัน ขาดทุนสุทธิใช้ได้แค่ภายในปีภาษีที่เกิดขึ้นเท่านั้น
🚩 7. เทรดบน Exchange ที่ไม่มีใบอนุญาต แล้วคาดหวังสิทธิเหมือนกัน
ทั้งสิทธิยกเว้นภาษี 2568-2572 และสิทธิหักกลบขาดทุน ใช้ได้เฉพาะธุรกรรมผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น
🚩 8. เก็บแค่ตัวเลขในสเปรดชีต ไม่เก็บไฟล์ต้นฉบับ
ถ้าสรรพากรขอหลักฐาน ตัวเลขที่พิมพ์เองไม่พอ ต้องมี statement/ใบเสร็จจาก exchange ประกอบด้วย
เช็กลิสต์ก่อนถึงเดดไลน์ยื่นภาษี
- เลือกวิธีคำนวณต้นทุน (FIFO หรือถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่) ไว้ตั้งแต่ต้นปีภาษี
- มีระบบบันทึกที่ครบ 12 ช่องข้อมูลตามที่สรรพากรต้องการ
- บันทึกทุกธุรกรรมภายในเดือนที่เกิด ไม่ปล่อยค้างถึงสิ้นปี
- แยกต้นทุนเหรียญแต่ละสกุลออกจากกันชัดเจน
- รวมค่าธรรมเนียมซื้อ/ขาย/โอนเข้าต้นทุนทุกครั้ง
- บันทึกธุรกรรมคริปโตต่อคริปโตด้วย ไม่ใช่แค่ตอนถอนเป็นบาท
- ขอรายงานประวัติธุรกรรมประจำปีจาก exchange ก่อนช่วงคิวแน่น
- เก็บไฟล์ statement ต้นฉบับแยกจากตัวเลขที่พิมพ์เอง
- เช็คว่า exchange ที่ใช้มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือไม่
- พิจารณา tax loss harvesting ก่อนสิ้นปีถ้ามีเหรียญขาดทุนค้างอยู่
- แยกบันทึกรายได้จาก staking/mining/airdrop ออกจากกำไรซื้อขาย
- เตรียมกรอกแบบก่อนเส้นตาย อย่ารอวันสุดท้าย
คำถามที่พบบ่อย
ปีนี้ขาดทุนสุทธิ ยังต้องยื่นแบบไหม
ต้องยื่นถ้ามีเงินได้รวมถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ขาดทุนไม่ได้แปลว่าไม่ต้องยื่นแบบ และขาดทุนนั้นก็ยกไปหักปีหน้าไม่ได้ตามกฎปัจจุบัน
แอปคำนวณภาษีคริปโตต่างประเทศใช้กับกฎไทยได้ไหม
ช่วยคำนวณกำไร/ขาดทุนตามวิธี FIFO หรือถัวเฉลี่ยได้ แต่ต้องตรวจสอบผลลัพธ์เอง เพราะแอปส่วนใหญ่ออกแบบตามกฎภาษีต่างประเทศเป็นหลัก ไม่รู้จักเงื่อนไขยกเว้นภาษีเฉพาะของไทย
เทรดผ่าน DEX ต่อกระเป๋าเอง ต้องบันทึกเองทั้งหมดไหม
ใช่ ไม่มี exchange ออกรายงานให้ ต้องพึ่ง block explorer หรือ wallet tracker อ่านข้อมูลจากบล็อกเชนโดยตรง แล้วบันทึกเองครบทุกช่อง
โอนเหรียญของตัวเองข้ามกระเป๋า/ข้าม exchange ต้องนับเป็นขายไหม
ไม่นับ การโอนเหรียญของตัวเองไปมาไม่เกิดกำไร/ขาดทุน แต่ต้องบันทึกไว้เพื่อไม่ให้ต้นทุนเดิมหลุดหาย เพราะต้นทุนติดไปกับตัวเหรียญ ไม่ได้ติดอยู่กับ exchange ที่เคยซื้อ
ได้รับคริปโตเป็นเงินเดือน/ค่าจ้าง คิดต้นทุนยังไง
ต้นทุน ณ วันที่ได้รับ คือมูลค่าตลาดของเหรียญนั้น ณ วันนั้น ถือเป็นเงินได้ทันทีตามมูลค่าที่ได้รับ พอขายต่อในอนาคตค่อยคำนวณกำไร/ขาดทุนจากส่วนต่างกับต้นทุนนี้
ไม่มีเวลาทำเอง จ้างนักบัญชีได้ไหม
ได้ แต่ต้องเตรียมข้อมูลดิบให้ครบ 12 ช่องตามที่สรรพากรต้องการก่อนส่งให้นักบัญชี เพราะนักบัญชีคำนวณให้ไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูลตั้งต้นที่ถูกต้อง
เทรดที่ไหนให้ยังได้สิทธิยกเว้นภาษีและหักขาดทุนได้จริง?
บทความนี้บอกวิธีจดบันทึกให้ครบตามกฎ แต่ถ้าฐานข้อมูลตั้งต้นผิดตั้งแต่แรก — เทรดผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. — ต่อให้จดละเอียดแค่ไหนก็ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีปี 2568-2572 และหักกลบขาดทุนไม่ได้ตามกติกาข้างต้น อย่างน้อยควรมีบัญชีบน exchange ที่ได้รับใบอนุญาตในไทยไว้เทรดคู่หลัก เช่น Binance TH ที่มีฟีเจอร์ดาวน์โหลดประวัติธุรกรรมสำหรับยื่นภาษีให้เลือกช่วงเวลาได้ในตัว ช่วยลดงานตอนต้องรวบรวมข้อมูลปลายปี
สมัคร Binance TH ได้ที่: accounts.binance.th
แต่ไม่ว่าจะเทรดที่แพลตฟอร์มไหน หลักการสำคัญที่สุดยังเหมือนเดิม — จดบันทึกให้ครบ 12 ช่องข้อมูล เลือกวิธีคำนวณต้นทุนแล้วใช้ให้คงที่ตลอดปี และเก็บหลักฐานต้นฉบับไว้เสมอ
หมายเหตุ: ลิงก์ด้านบนเป็นลิงก์แนะนำ (referral) หากพี่สมัครผ่านลิงก์นี้ SiamBitcoin อาจได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อย ไม่มีผลต่อค่าธรรมเนียมที่พี่ต้องจ่ายแต่อย่างใด





















