MEXC — 2,600+ เหรียญBinance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียม
LIVE
SiamBitcoin Cap → ราคา 500 เหรียญ
Bybit — เทรด Futures โบนัส $30,000
หน้าแรก Blockchain ทำงานอย่างไร?

Blockchain ทำงานอย่างไร?

📌 สรุปสั้น: บล็อกเชนคือสมุดบัญชีที่ทุกเครื่องในเครือข่ายถือสำเนาเดียวกัน ธุรกรรมใหม่ถูกรวมเป็น “บล็อก” แล้วต่อท้ายบล็อกเดิมด้วยค่าแฮช เครือข่ายตกลงร่วมกันว่าบล็อกไหนถูกต้องผ่านกลไกฉันทามติ เช่น Proof of Work หรือ Proof of Stake เมื่อบันทึกแล้วจึงแก้ย้อนหลังแทบไม่ได้ (ข้อมูล ณ 23 ก.ย. 2569)
แผนภาพบล็อกเชน: บล็อกข้อมูลต่อกันเป็นสายโซ่และกระจายสำเนาไปยังทุกโหนดในเครือข่าย

บล็อกเชนคืออะไร

บล็อกเชน (Blockchain) คือฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ที่ไม่มีเจ้าของคนเดียวคอยควบคุม ทุกเครื่องที่เข้าร่วมเครือข่าย เรียกว่า โหนด (Node) เก็บสำเนาข้อมูลชุดเดียวกัน ข้อมูลถูกจัดเป็นชุด ๆ เรียกว่า บล็อก แต่ละบล็อกอ้างอิงถึงบล็อกก่อนหน้า เรียงต่อกันเป็นสายโซ่ จึงเรียกว่า “บล็อกเชน”

ต่างจากระบบธนาคารที่มีศูนย์กลาง (Centralized) ซึ่งธนาคารเป็นผู้ถือบัญชีเพียงรายเดียว และทุกคนต้องเชื่อธนาคารนั้น บนบล็อกเชน ใครก็ตรวจสอบบัญชีทั้งหมดได้เอง โดยไม่ต้องเชื่อตัวกลาง ตัวอย่างที่รู้จักกันดีที่สุดคือ Bitcoin ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี 2009

บล็อกเชนทำงานอย่างไร 5 ขั้นตอน

ยกตัวอย่างการโอน Bitcoin จากนาย A ไปนาย B

  1. สร้างและเซ็นธุรกรรม — นาย A สร้างคำสั่งโอน แล้วเซ็นด้วยกุญแจส่วนตัว (Private Key) ของตัวเอง ลายเซ็นนี้พิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของเหรียญจริง โดยไม่ต้องเปิดเผยกุญแจ
  2. กระจายธุรกรรมไปทั่วเครือข่าย — ธุรกรรมถูกส่งต่อไปยังโหนดต่าง ๆ และไปรอใน “คิวธุรกรรม” (Mempool)
  3. ตรวจสอบความถูกต้อง — แต่ละโหนดเช็กเองว่าลายเซ็นถูกต้อง และนาย A มีเหรียญพอ ไม่ได้ใช้เหรียญเดียวกันซ้ำ (Double Spending)
  4. รวมเป็นบล็อกใหม่ — ผู้ผลิตบล็อก (นักขุดในระบบ Proof of Work หรือ Validator ในระบบ Proof of Stake) หยิบธุรกรรมจากคิวมารวมเป็นบล็อก และใส่ค่าแฮชของบล็อกก่อนหน้าไว้ในบล็อกใหม่
  5. เครือข่ายยอมรับบล็อก — เมื่อบล็อกผ่านกติกาฉันทามติ ทุกโหนดเพิ่มบล็อกนั้นต่อท้ายสำเนาของตัวเอง ธุรกรรมของนาย A จึงถือว่ายืนยันแล้ว และยิ่งมีบล็อกใหม่ต่อท้ายมากขึ้น ธุรกรรมก็ยิ่งมั่นคง

บน Bitcoin บล็อกใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยทุกราว 10 นาที ส่วน Ethereum มีรอบสร้างบล็อก (slot) ทุก 12 วินาที

ขั้นตอนการยืนยันธุรกรรมบนบล็อกเชนตั้งแต่ส่งคำขอจนถึงบันทึกลงบล็อก

ข้างในหนึ่งบล็อกมีอะไรบ้าง

ส่วนประกอบ หน้าที่
ค่าแฮชของบล็อกก่อนหน้า ร้อยบล็อกเข้าด้วยกันเป็นสายโซ่ ถ้าบล็อกเก่าถูกแก้ ค่านี้จะไม่ตรงทันที
Merkle Root ค่าแฮชสรุปของธุรกรรมทั้งหมดในบล็อก ใช้ตรวจว่าไม่มีธุรกรรมไหนถูกแก้หรือแทรก
เวลา (Timestamp) บอกว่าบล็อกถูกสร้างเมื่อไหร่
ค่า Nonce และความยาก (เฉพาะ Proof of Work) ตัวเลขที่นักขุดต้องหาให้ได้ เพื่อให้แฮชของบล็อกผ่านเกณฑ์ความยาก
รายการธุรกรรม ข้อมูลการโอนทั้งหมดที่ถูกบันทึกในบล็อกนั้น

ทำไมแก้ข้อมูลย้อนหลังไม่ได้

ค่าแฮช (Hash) คือ “ลายนิ้วมือ” ของข้อมูล เปลี่ยนข้อมูลแค่ตัวอักษรเดียว ค่าแฮชก็เปลี่ยนไปทั้งหมด เพราะทุกบล็อกเก็บค่าแฮชของบล็อกก่อนหน้าไว้ ถ้ามีคนแก้ธุรกรรมในบล็อกเก่า ค่าแฮชของบล็อกนั้นจะเปลี่ยน และทำให้ทุกบล็อกที่ต่อท้ายมาหลังจากนั้นไม่ตรงกันทั้งหมด

ผู้โกงจึงต้องสร้างบล็อกใหม่ทั้งหมดตั้งแต่จุดที่แก้ และต้องทำได้เร็วกว่าเครือข่ายที่เหลือ ซึ่งหมายถึงต้องคุมพลังขุดหรือเหรียญที่วางค้ำไว้เกินครึ่งของทั้งเครือข่าย (เรียกว่า 51% Attack) บนเครือข่ายใหญ่อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ต้นทุนนี้สูงมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่บนเชนเล็กที่มีผู้ร่วมน้อยเคยเกิดขึ้นจริง

Proof of Work กับ Proof of Stake ต่างกันอย่างไร

กลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism) คือกติกาที่ทำให้โหนดนับหมื่นเครื่องตกลงกันได้ว่าบล็อกไหนคือบล็อกที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องมีผู้ตัดสินกลาง

หัวข้อ Proof of Work (PoW) Proof of Stake (PoS)
ใครสร้างบล็อก นักขุด (Miner) แข่งกันคำนวณหาคำตอบ Validator ที่วางเหรียญค้ำประกัน (Stake) ถูกสุ่มเลือก
ต้นทุนของผู้สร้างบล็อก ค่าไฟและเครื่องขุด เหรียญที่ล็อกไว้ ถ้าโกงจะถูกยึดบางส่วน (Slashing)
ตัวอย่าง Bitcoin Ethereum (เปลี่ยนจาก PoW เป็น PoS ในเหตุการณ์ The Merge เดือนกันยายน 2022)
การใช้พลังงาน สูง ต่ำกว่ามาก

บล็อกเชนสาธารณะกับบล็อกเชนแบบมีผู้อนุญาต

  • บล็อกเชนสาธารณะ (Public / Permissionless) — ใครก็เข้าร่วมเป็นโหนดและอ่านข้อมูลได้ เช่น Bitcoin และ Ethereum
  • บล็อกเชนแบบมีผู้อนุญาต (Permissioned) — เฉพาะองค์กรที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่เข้าร่วมได้ มักใช้ภายในกลุ่มธนาคารหรือบริษัท แลกความเร็วและความเป็นส่วนตัวกับการกระจายศูนย์ที่ลดลง

ข้อดีและข้อจำกัด

ข้อดี ข้อจำกัด
ไม่มีจุดล้มเหลวจุดเดียว ถ้าบางโหนดดับ เครือข่ายยังทำงานต่อ รองรับธุรกรรมต่อวินาทีได้น้อยกว่าระบบรวมศูนย์ จึงเกิดเครือข่าย Layer 2 มาช่วย
ทุกคนตรวจสอบบัญชีได้เอง ไม่ต้องเชื่อตัวกลาง โอนผิดแล้วเรียกคืนไม่ได้ ไม่มีฝ่ายบริการลูกค้าให้ยกเลิกธุรกรรม
ข้อมูลที่บันทึกแล้วแก้ย้อนหลังได้ยากมาก ข้อมูลบนเชนสาธารณะเปิดเผย ใช้นามแฝง (ที่อยู่กระเป๋า) ไม่ได้นิรนามจริง
ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ข้ามพรมแดนได้ ค่าธรรมเนียมผันผวนตามความหนาแน่นของเครือข่าย

อยากเข้าใจกลไกเบื้องหลังให้ลึกขึ้น อ่านต่อที่ เทคโนโลยีพื้นฐานของ Blockchain หรือดูบทเรียนอื่นใน หมวดห้องเรียน

คำถามที่พบบ่อย

บล็อกเชนกับบิตคอยน์ต่างกันอย่างไร

บล็อกเชนคือเทคโนโลยีบันทึกข้อมูล ส่วนบิตคอยน์คือเงินดิจิทัลที่ใช้บล็อกเชนของตัวเองบันทึกว่าใครถือเหรียญเท่าไหร่ บล็อกเชนมีหลายเครือข่าย เช่น Ethereum หรือ Solana และใช้บันทึกข้อมูลอย่างอื่นได้นอกจากเงิน

บล็อกเชนถูกแฮกได้ไหม

ตัวบล็อกเชนขนาดใหญ่อย่าง Bitcoin แทบแฮกไม่ได้ เพราะต้องคุมพลังของเครือข่ายเกินครึ่ง แต่สิ่งที่ถูกแฮกบ่อยคือส่วนรอบ ๆ เช่น เว็บเทรด กระเป๋าที่กุญแจรั่ว สมาร์ตคอนแทรกต์ที่มีช่องโหว่ และสะพานข้ามเชน

ข้อมูลบนบล็อกเชนลบหรือแก้ได้ไหม

บนบล็อกเชนสาธารณะ ข้อมูลที่ยืนยันแล้วลบหรือแก้ไม่ได้ ถ้าต้องการแก้ไข ทำได้แค่บันทึกธุรกรรมใหม่ทับ เช่น โอนเหรียญกลับ ซึ่งต้องได้ความยินยอมจากเจ้าของกระเป๋าปลายทาง

ธุรกรรมบนบล็อกเชนใช้เวลายืนยันนานแค่ไหน

ขึ้นกับเครือข่าย Bitcoin สร้างบล็อกเฉลี่ยทุกราว 10 นาที และเว็บเทรดมักรอหลายบล็อกก่อนนับว่าเงินเข้า ส่วน Ethereum มีรอบบล็อกทุก 12 วินาที เครือข่ายอื่นอาจเร็วกว่านี้

ที่มา: Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System (Satoshi Nakamoto), ethereum.org — Proof-of-stake, NIST IR 8202 Blockchain Technology Overview · อัปเดตล่าสุด 23 กันยายน 2569 โดยกองบรรณาธิการ SiamBitcoin

MEXC — 2,600+ เหรียญ
×MEXC — 2,600+ เหรียญ