Binance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียมBinance TH — เปิดบัญชีฟรี
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 6, 2026
หน้าแรกข่าวสาร คริปโตข่าว Bitcoinด่วน! ทีมนักพัฒนาบิตคอยน์ใช้ AI สแกน 390 โปรเจกต์ เจอช่องโหว่วิกฤต 85 จุดใน 27 ชั่วโมง —...

ด่วน! ทีมนักพัฒนาบิตคอยน์ใช้ AI สแกน 390 โปรเจกต์ เจอช่องโหว่วิกฤต 85 จุดใน 27 ชั่วโมง — ชี้สถานการณ์แย่มาก

MEXC — 2,600+ เหรียญ

ทีมนักพัฒนาบิตคอยน์อาสาสมัคร 16 คนในนาม “Bitcoin Red Team” ใช้ AI สแกนหาช่องโหว่ในโปรเจกต์โอเพนซอร์ส 390 โปรเจกต์ ผลลัพธ์ภายใน 27.5 ชั่วโมงคือรายงานปัญหา 4,962 รายการ ในจำนวนนี้เป็นช่องโหว่ระดับวิกฤต 85 จุด และระดับสูง 635 จุด โดย Calle หนึ่งในหัวหน้าทีมยอมรับตรง ๆ ว่า “สถานการณ์แย่มาก” เพราะทีมเจอช่องโหว่ร้ายแรงเฉลี่ยชั่วโมงละ 1 จุดต่อคน

เกิดอะไรขึ้น

ระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคม 2026 กลุ่มนักพัฒนาบิตคอยน์อาสาสมัคร 16 คนรวมตัวกันทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในวงการ นั่นคือการระดม AI หลายตัวมาไล่อ่านซอร์สโค้ดของโปรเจกต์โอเพนซอร์สในระบบนิเวศบิตคอยน์แบบปูพรม

ทีมนี้ใช้ชื่อว่า Bitcoin Red Team นำโดย Calle วิศวกรซอฟต์แวร์ผู้สร้างโปรโตคอล Cashu ecash และแอป Bitchat ร่วมกับ Rob Hamilton ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง AnchorWatch โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก OpenSats องค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนนักพัฒนาโอเพนซอร์สสายบิตคอยน์

Bitget — Copy Trade เซียนระดับโลก

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ไม่ใช่แค่จำนวนช่องโหว่ แต่คือความเร็ว — ทีมนี้หาเจอช่องโหว่ระดับวิกฤตได้เร็วกว่าที่ทีมผู้ดูแลโปรเจกต์จะตามแก้ไหว

💡 ช่องโหว่ทั้งหมดถูกแจ้งไปยังเจ้าของโปรเจกต์แบบ responsible disclosure ก่อนที่จะมีการประกาศต่อสาธารณะ ทีมไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคของบั๊กใด ๆ ออกมา

ตัวเลขที่น่าตกใจ

รายการ จำนวน หมายเหตุ
โปรเจกต์ที่สแกน 390 repos โอเพนซอร์สในระบบนิเวศบิตคอยน์
รายงานปัญหาทั้งหมด 4,962 รายการ ทุกระดับความรุนแรงรวมกัน
ช่องโหว่ระดับวิกฤต (Critical) 85 จุด ระดับที่อาจทำให้เงินหาย
ช่องโหว่ระดับสูง (High) 635 จุด ความเสี่ยงร้ายแรงรองลงมา
เวลาที่ใช้ 27.5 ชั่วโมง ไม่ถึง 2 วันเต็ม
ขนาดทีม 16 คน อาสาสมัครทั้งหมด
ค่าใช้จ่าย AI กว่า 40,000 ดอลลาร์ ค่า token ล้วน ๆ
ขนาดเครื่องมือที่สร้างเอง 171,599 บรรทัด audit harness เขียนขึ้นใหม่

Calle โพสต์สรุปผลงานว่า “27.5 ชั่วโมงผ่านไป เรายื่นรายงานไปแล้ว 4,962 รายการ ครอบคลุม 390 โปรเจกต์ เป็นระดับวิกฤต 85 จุด และระดับสูง 635 จุด”

📌 เฉลี่ยแล้วทีมนี้เจอช่องโหว่ระดับวิกฤต ประมาณ 1 จุดต่อชั่วโมงต่อคน — เป็นอัตราที่สูงจนน่ากลัว เพราะแปลว่าโค้ดที่คนใช้เก็บเงินจริงเต็มไปด้วยรูรั่วที่ยังไม่มีใครไปมอง

จุดเริ่มต้น: หายนะ Coldcard

โครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากเหตุการณ์ Coldcard ที่กระเป๋าฮาร์ดแวร์ยอดนิยมถูกพบว่ามีช่องโหว่ในตัวสร้างเลขสุ่ม (RNG) ทำให้ผู้โจมตีสามารถคาดเดา Seed Phrase ของผู้ใช้ได้

ความเสียหายจากเหตุการณ์นั้นบานปลายไปแล้วกว่า 100 ล้านดอลลาร์ โดยมีกลุ่มผู้โจมตีอย่างน้อย 15 กลุ่มแยกกันเข้ามาดูดเงิน

เหตุการณ์นั้นทำให้วงการตั้งคำถามใหญ่ว่า — ถ้าฮาร์ดแวร์วอลเล็ตระดับท็อปที่คนเชื่อถือที่สุดยังพลาดเรื่องพื้นฐานอย่าง RNG ได้ แล้วโปรเจกต์เล็ก ๆ อีกหลายร้อยตัวที่ไม่เคยผ่านการ audit เลยจะเป็นอย่างไร

คำตอบมาแล้ว และมันไม่สวย

AI ตัวไหนถูกใช้ในการสแกน

ทีมไม่ได้พึ่ง AI ตัวเดียว แต่ใช้หลายโมเดลไล่ตรวจโค้ดคู่ขนานกัน เพื่อให้แต่ละตัวจับจุดที่อีกตัวมองข้าม

🤖 โมเดลที่ใช้

Kimi K3, GPT Sol, Fable, Opus และ GLM5.2 — ทำงานร่วมกันบน audit harness ที่ทีมเขียนขึ้นเอง

⚠️ ข้อถกเถียง

การที่ช่วงแรกพึ่งโมเดลจากจีนเป็นหลัก จุดกระแสวิจารณ์ในวงการเรื่องความเป็นผู้นำด้าน AI ของสหรัฐฯ

ที่น่าสนใจคือทีมประกาศว่าจะ เปิดซอร์สเครื่องมือ audit harness ตัวนี้ให้สาธารณะ เพื่อให้บริษัทบิตคอยน์ต่าง ๆ นำไปสแกนโค้ดปิดของตัวเองได้ด้วย

ทำไมถึงเรียกว่า “แย่มาก”

คำว่า “extremely bad” ของ Calle ไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนบั๊ก แต่หมายถึงความโกลาหลที่ตามมา

🚩 1. ผู้ดูแลโปรเจกต์รับมือไม่ไหว

โปรเจกต์โอเพนซอร์สจำนวนมากมีผู้ดูแลแค่ 1-2 คน ทำฟรีในเวลาว่าง การได้รับรายงานช่องโหว่หลายสิบรายการพร้อมกันในคืนเดียว ทำให้ไม่มีทางแก้ทัน

🚩 2. ช่องว่างระหว่างการค้นพบกับการแก้ไข

ถ้าทีมอาสาสมัคร 16 คนใช้เงิน 40,000 ดอลลาร์หาเจอ 85 จุดวิกฤตใน 27 ชั่วโมง แสดงว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่มีทุนหนากว่าก็ทำได้เช่นกัน — และพวกเขาจะไม่แจ้งเจ้าของโปรเจกต์

🚩 3. AI เปลี่ยนสมดุลเกมความปลอดภัย

เดิมการหาช่องโหว่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเวลาเป็นเดือน ตอนนี้ AI ย่นเหลือหลักชั่วโมง ฝ่ายโจมตีได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้พอ ๆ กับฝ่ายป้องกัน

Calle ระบุว่า “ตอนนี้มีความโกลาหลเยอะมากในระบบนิเวศ”

ผู้ใช้ทั่วไปต้องทำอะไร

ข่าวนี้ฟังดูน่ากลัว แต่มีมุมที่ต้องเข้าใจให้ถูก — ช่องโหว่ที่เจอส่วนใหญ่อยู่ในโปรเจกต์รอบข้าง ไม่ใช่ตัวโปรโตคอลบิตคอยน์เอง และทั้งหมดถูกแจ้งเจ้าของแบบลับก่อนแล้ว

สิ่งที่ควรทำตอนนี้:

  • อัปเดตซอฟต์แวร์ทุกตัวที่เกี่ยวกับคริปโต — วอลเล็ต โหนด แอปเสริม เมื่อมีเวอร์ชันใหม่ออกให้รีบอัป เพราะช่วงนี้จะมีแพตช์ทยอยออกเยอะ
  • ติดตามประกาศจากผู้ผลิตวอลเล็ตที่ใช้อยู่ — โดยเฉพาะถ้าใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สตัวเล็ก ๆ
  • อย่าเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ในเครื่องมือที่ไม่เคยผ่าน audit — กระจายความเสี่ยง อย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว
  • ถ้าใช้ Coldcard ที่ได้รับผลกระทบ ให้ย้ายเหรียญไป Seed ใหม่ทันที
📌 มองอีกมุม การที่ทีมอาสาสมัครยอมทุ่มเงินและเวลาไล่หาช่องโหว่แล้วแจ้งเจ้าของแบบไม่หวังผลตอบแทน คือสัญญาณที่ดีของระบบนิเวศ — ดีกว่าปล่อยให้รูรั่วเหล่านี้ถูกค้นพบโดยฝ่ายที่ไม่หวังดี

สรุป

1

สแกนปูพรม 390 โปรเจกต์

ทีมอาสาสมัคร 16 คนใช้ AI ไล่อ่านโค้ดโอเพนซอร์สบิตคอยน์ใน 27.5 ชั่วโมง

2

เจอวิกฤต 85 จุด

รวมรายงานทั้งหมด 4,962 รายการ ระดับสูงอีก 635 จุด

3

ต้นเหตุคือ Coldcard

ช่องโหว่ RNG ที่ทำเงินหายกว่า 100 ล้านดอลลาร์ จุดชนวนให้เกิดโครงการนี้

4

แจ้งเจ้าของแล้วทั้งหมด

ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดบั๊กต่อสาธารณะ และทีมจะเปิดซอร์สเครื่องมือให้ใช้ต่อ

5

สิ่งที่ผู้ใช้ต้องทำ

อัปเดตซอฟต์แวร์ทุกตัว ติดตามประกาศแพตช์ และกระจายความเสี่ยงในการเก็บเหรียญ

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด

Binance — Exchange อันดับ 1 ของโลก
×SiamBitcoin Card — มินต์การ์ดคริปโต