หน้าแรกข่าวสาร คริปโตข่าวต่างประเทศบิตคอยน์ร่วงหลุด 84,000 ดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี

บิตคอยน์ร่วงหลุด 84,000 ดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี

HTX (Huobi) — เก๋าเกมคริปโตCrypto.com — แอปคริปโต + บัตร Visa

บิตคอยน์ร่วงหลุด 84,000 ดอลลาร์ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 จากดัชนี PMI ภาคธุรกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด ฉุดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและคริปโตร่วงพร้อมกัน แม้กระแสเงินไหลเข้า Bitcoin ETF จะยังเป็นบวกต่อเนื่อง

Bitcoin
ราคา Bitcoin (BTC) วันนี้ บิตคอยน์
฿2,768,654.00▼2.38%
ราคา Bitkub ฿2,786,137.10 (พรีเมียม +0.63%)
สูง/ต่ำ 24 ชม. ฿2,850,428.94 / ฿2,747,985.57
ดูกราฟและข้อมูลเต็ม →
ข้อมูลจาก SiamBitcoin Cap · อัปเดต 18:35
📌 สรุป 3 บรรทัด:
1) บิตคอยน์ร่วงมาซื้อขายที่ 83,344 ดอลลาร์ ลดลง 1.23% นับจากเที่ยงคืน UTC หลังพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดรอบ 19 ปี
2) ต้นตอมาจากดัชนี PMI เดือนกันยายนที่แข็งแกร่งกว่าคาดมาก (58.4 จุด สูงสุดรอบ 62 เดือน) ทำให้ตลาดมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
3) เหรียญส่วนใหญ่ร่วงตาม แต่ ETF บิตคอยน์ยังไหลเข้าสุทธิต่อเนื่อง 3 วันติด รวมเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์

เกิดอะไรขึ้นกับราคาบิตคอยน์วันนี้

ตามข้อมูลจาก CoinDesk บิตคอยน์เคยฟื้นตัวขึ้นมาช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ก่อนจะคืนกำไรทั้งหมดกลับ ล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ 83,344 ดอลลาร์ ลดลง 1.23% นับตั้งแต่เที่ยงคืน UTC โดยแรงเทขายพันธบัตรที่ดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นตัวกดดันตลาดต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

ย้อนไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 ก.ย.) ตามรายงานของ CryptoSlate บิตคอยน์เคยลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 83,500 ดอลลาร์ ในวันเดียวกับที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีปิดที่ 5.11% เพิ่มขึ้น 15 basis points ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการทะลุระดับ 5% เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี

Bitget — Copy Trade เซียนระดับโลก

ทำไมพันธบัตรพุ่งถึงกดราคาบิตคอยน์

ตัวจุดชนวนคือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นเดือนกันยายนของ S&P Global ที่ประกาศออกมาแข็งแกร่งเกินคาดมาก ดัชนีรวม (Composite) พุ่งขึ้นเป็น 58.4 จุด จาก 56.0 จุดในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 62 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี

เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงกว่าคาด นักลงทุนจึงมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยน้อยลง เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อ 16 กันยายน สู่กรอบ 3.75-4.00% ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (โดยเฉพาะ real yield ที่หักเงินเฟ้อแล้ว) ปรับตัวสูงขึ้น จาก 2.63% เป็น 2.76% ในวันเดียว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 13 ใน 15 basis points ของการขยับทั้งหมด

ทำไม real yield ที่สูงขึ้นถึงกดราคาบิตคอยน์: บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือปันผล เมื่อพันธบัตรรัฐบาล (สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ) ให้ผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ของการถือบิตคอยน์แทนก็สูงขึ้นตาม นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อไปรับผลตอบแทนที่แน่นอนกว่าแทน

แรงเทขายที่ตามมาทำให้เกิดการ Long liquidation ราว 280 ล้านดอลลาร์ในวันพุธ ขณะที่ข้อมูลจาก CoinDesk ล่าสุดวันนี้ชี้ว่าฝั่ง Short ครองสัดส่วนกว่า 52% ของปริมาณ taker flow ใน 24 ชั่วโมง (มูลค่ารวม 250,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10%) ขณะที่ Open Interest ของสัญญา futures บิตคอยน์กลับลดลงเกือบ 6% เหลือ 149,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของการ “ปิดสถานะ Long เดิม” มากกว่าการเปิด Short ใหม่ล้วนๆ

ตัวชี้วัด 22 ก.ย. 23 ก.ย. ความหมายต่อบิตคอยน์
ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี 4.96% 5.11% ต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงขึ้น
Real yield 10 ปี 2.63% 2.76% กดดันสินทรัพย์ไม่มีดอกเบี้ยโดยตรง
S&P Global PMI Composite 56.0 58.4 ต้นตอที่ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์ดอกเบี้ย

ตลาดคริปโตทั้งกระดานเป็นยังไง

แรงกดดันจากฝั่งมหภาคลามไปทั้งตลาด อีเธอเรียม (ETH) ร่วง 1.55% มาอยู่ที่ 2,642.86 ดอลลาร์ ส่วน XRP และ Bitcoin Cash เป็นสองเหรียญหลักที่อ่อนแอที่สุด โดย XRP ร่วง 8.3% ใน 24 ชั่วโมงมาอยู่ที่ 1.46 ดอลลาร์ ขณะที่ Solana (SOL) ลดลง 1.61% เหลือ 113.14 ดอลลาร์ ด้าน NEAR และ Hyperliquid (HYPE) ซึ่งเป็นกลุ่มที่พุ่งแรงช่วงต้นสัปดาห์ กลับร่วงหนักสุด 3-4% ในวันเดียว สะท้อนการทำกำไรจากเหรียญที่วิ่งเร็วก่อนหน้า

สวนทางกับภาพรวม Litecoin (LTC) กลับเป็นเหรียญเดียวที่บวกแรง พุ่งขึ้นกว่า 8% มาอยู่ที่ 66.97 ดอลลาร์ โดย Open Interest ของสัญญา futures LTC เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 18 มกราคม สะท้อนแรงซื้อจริงที่เข้ามาสะสมก่อนการลดค่ารางวัลบล็อก (halving) ที่จะเกิดขึ้นเดือนกรกฎาคมปีหน้า

💡 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์เดียวที่แข็งค่าขึ้นในรอบนี้ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ขึ้น 0.13% แตะ 101.24 สูงสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่ทองคำร่วง 0.71% เหลือ 4,257 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และฟิวเจอร์ส Nasdaq 100 ร่วงกว่า 1% สะท้อนภาวะ “risk-off” ทั่วตลาดการเงิน ไม่ใช่แค่คริปโต

มุมไทย: กระทบนักลงทุนไทยแค่ไหน

สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือคริปโตผ่านกระดานในประเทศ ราคาจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดโลกแทบจะทันที เพราะกระดานไทยอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกันค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 33.2-33.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการเข้าซื้อของนักลงทุนไทยจะผันผวนจากสองทางพร้อมกัน ทั้งราคาเหรียญที่ลดลงและอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจขยับตามภาวะเงินดอลลาร์แข็งค่า

ปัจจัยที่กดดันราคาครั้งนี้เป็นเรื่องมหภาคของสหรัฐฯ ล้วนๆ ไม่ได้มาจากความเสี่ยงเฉพาะตัวของคริปโตหรือกฎระเบียบในไทย นักลงทุนจึงควรแยกให้ออกระหว่าง “ความผันผวนจากตลาดการเงินโลก” กับ “ความเสี่ยงเฉพาะของสินทรัพย์” ก่อนตัดสินใจซื้อขายในช่วงที่ตลาดผันผวนแบบนี้

จับตาต่อจากนี้

ข้อมูล On-chain จาก Glassnode ที่ CryptoSlate อ้างอิง ชี้ว่าโซน 84,000-85,000 ดอลลาร์ เป็นกลุ่มที่ผู้ถือระยะยาว (Long-term holders) สะสมเหรียญไว้หนาแน่นที่สุด และเป็นแนวรับสำคัญที่ต้องจับตา หากหลุดแนวนี้แบบปิดต่อเนื่องหลายวัน แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 77,000 ดอลลาร์ (True Market Mean) ส่วนแนวต้านสำคัญด้านบนอยู่ที่ 96,700 ดอลลาร์ (Mean MVRV)

ระดับราคา ความหมาย ห่างจากราคาปัจจุบัน
77,000 ดอลลาร์ แนวรับถัดไปหากหลุด 84K แบบต่อเนื่อง -8.6%
84,000-85,000 ดอลลาร์ โซนแนวรับปัจจุบัน (กลุ่ม LTH สะสม) โซนปัจจุบัน
96,700 ดอลลาร์ แนวต้านสำคัญถัดไป หากซื้อดันกลับขึ้น +14.7%
สัญญาณบวกที่ยังไม่หายไป: แม้ราคาจะร่วง แต่กระแสเงินไหลเข้า Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นบวกต่อเนื่อง 3 วันติด รวม 999 ล้านดอลลาร์ (21 ก.ย.), 714.7 ล้านดอลลาร์ (22 ก.ย.) และ 346.9 ล้านดอลลาร์ (23 ก.ย.) นำโดยกองทุน IBIT ของ BlackRock — สะท้อนว่าแรงซื้อสถาบันยังไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ชะลอความเร็วลงตามแรงกดดันจากตลาดพันธบัตร

วันศุกร์นี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะจะมีสัญญาออปชันบิตคอยน์และอีเธอเรียมมูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์หมดอายุบน Deribit พร้อมกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (Durable Goods, Consumer Sentiment) และการปิดสัญญา CME Bitcoin futures เดือนกันยายน ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนในช่วงสุดสัปดาห์ได้อีกรอบ

1

ต้นตอ

PMI สหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด ดันผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สูงสุดรอบ 19 ปี

2

ผลกระทบ

บิตคอยน์หลุด 84,000 ดอลลาร์ อัลท์คอยน์ส่วนใหญ่ร่วงตาม ยกเว้น Litecoin

3

สิ่งที่ต้องจับตา

แนวรับ 84K-85K, ตัวเลข ETF flow รายวัน และออปชันหมดอายุวันศุกร์นี้

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมผลตอบแทนพันธบัตรถึงกระทบราคาบิตคอยน์ได้ขนาดนี้?
เพราะบิตคอยน์ไม่มีดอกเบี้ยหรือปันผลเป็นของตัวเอง เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรให้ผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนจึงลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเพื่อสลับไปถือพันธบัตรแทน
บิตคอยน์จะร่วงต่อไปถึงไหน?
ไม่มีใครฟันธงได้ แต่จากข้อมูล on-chain แนวรับสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตาอยู่ที่โซน 84,000-85,000 ดอลลาร์ หากหลุดแบบต่อเนื่องหลายวันจึงจะเปิดทางไปสู่แนวรับถัดไปที่ 77,000 ดอลลาร์
ช่วงตลาดผันผวนแบบนี้นักลงทุนไทยควรทำอย่างไร?
ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ไม่ตัดสินใจซื้อขายตามอารมณ์ตลาด และพิจารณาความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเองเป็นหลัก บทความนี้เป็นการรายงานข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นการรายงานข่าวและข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ราคาผันผวนรุนแรงได้ตลอดเวลา ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมรับความเสี่ยงได้

ที่มา: CoinDesk, CryptoSlate

Bitfinex — แพลตฟอร์มเทรดมือโปรOKX — เทรดเหรียญใหม่ก่อนใคร
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด