1) Raiffeisen Bank International (RBI) ธนาคารใหญ่ออสเตรีย ผนึก Bitpanda เปิดโครงสร้างพื้นฐานให้ธนาคารลูกในเครือ 11 ประเทศยุโรปตะวันออก-กลาง เทรดคริปโตผ่านแอปธนาคารเดิมได้
2) ครอบคลุมฐานลูกค้าสูงสุด 18 ล้านคน ผ่าน 1,300 สาขา สินทรัพย์รวมกว่า 228,000 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้เปิดพร้อมกันทั้งหมด แต่ละประเทศเลือกจังหวะเอง
3) ต่อยอดจากไพลอตในออสเตรียตั้งแต่ปี 2024 สะท้อนเทรนด์แบงก์ใหญ่ทั่วโลก (BBVA, Santander, SoFi, Morgan Stanley) แห่เข้าคริปโตในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมา
ธนาคารดั้งเดิมกำลังเปิดประตูให้คริปโตเข้าไปอยู่ในแอปที่คนใช้ทุกวันมากขึ้น ล่าสุด Raiffeisen Bank International (RBI) กลุ่มธนาคารเก่าแก่อายุ 99 ปีของออสเตรีย ประกาศความร่วมมือกับ Bitpanda แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของยุโรป สร้างโครงสร้างพื้นฐานกลางให้ธนาคารลูกในเครือทั่วภูมิภาคยุโรปตะวันออก-กลาง (CEE) เปิดบริการซื้อขายคริปโตให้ลูกค้าได้เอง โดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบเทรดของตัวเอง ข่าวนี้มาในจังหวะที่บิตคอยน์เทรดอยู่แถว 84,000 ดอลลาร์ (ราว 2.82 ล้านบาท) และตลาดคริปโตกำลังได้แรงหนุนจากเงินสถาบันไหลเข้าต่อเนื่อง
📑 สารบัญ
ข้อตกลง Raiffeisen x Bitpanda คืออะไร
ตามแถลงการณ์ที่ RBI เผยแพร่ Bitpanda Enterprise จะเป็นผู้วางระบบหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่การเทรด การเก็บรักษาสินทรัพย์ (custody) สภาพคล่อง ระบบชำระเงิน สเตเบิลคอยน์ ไปจนถึงบริการ tokenization ส่วนธนาคารลูกในเครือแต่ละประเทศจะเป็นผู้ดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้าและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตลาดตัวเองต่อไป พูดง่ายๆ คือลูกค้าไม่ต้องเปิดบัญชี เปิดแอป หรือสร้างรหัสผ่านใหม่กับ exchange ใดๆ เลย เพราะคริปโตจะฝังอยู่ในแอปธนาคารที่ใช้อยู่แล้ว
Michael Höllerer ซีอีโอของ RBI ให้สัมภาษณ์ว่า “เราเห็นดีมานด์คริปโตที่เพิ่มขึ้นในตลาดของเรา และตอบสนองด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ” ขณะที่ Bitpanda ระบุว่าเป้าหมายคือทำให้ “สินทรัพย์ดิจิทัลย้ายจากแพลตฟอร์มเฉพาะทาง เข้าไปอยู่ในสถาบันการเงินที่คนนับล้านใช้อยู่แล้ว”
| ตัวเลขสำคัญ | ข้อมูล |
|---|---|
| ฐานลูกค้าสูงสุด | 18 ล้านคน |
| จำนวนประเทศ | 11 ประเทศ ยุโรปตะวันออก-กลาง (CEE) |
| จำนวนสาขา | ประมาณ 1,300 สาขา |
| พนักงาน | ประมาณ 42,000 คน |
| สินทรัพย์รวมกลุ่ม | มากกว่า 228,000 ล้านดอลลาร์ |
| พาร์ทเนอร์เทคโนโลยี | Bitpanda Enterprise |
ทำไมไม่เปิดพร้อมกันทั้ง 11 ประเทศ
จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรง คือ RBI ไม่ได้กดปุ่มเปิดคริปโตให้ลูกค้า 18 ล้านคนพร้อมกันในคราวเดียว Bitpanda อธิบายชัดว่า “ความร่วมมือนี้ไม่ใช่การเปิดตัวสินค้าเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค CEE ในทีเดียว แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ธนาคารแต่ละแห่งในเครือ RBI นำสินทรัพย์ดิจิทัลไปให้ลูกค้าได้ ในจังหวะที่เหมาะกับตลาดของตัวเอง” เหตุผลหลักคือกฎหมายที่ต่างกันมาก ธนาคารในประเทศสมาชิก EU เช่น เช็ก สโลวาเกีย ฮังการี โรมาเนีย และโครเอเชีย ต้องทำตามกรอบ MiCA (Markets in Crypto-Assets) ของยุโรป ขณะที่ธนาคารในประเทศนอก EU ต้องขอใบอนุญาตของตัวเองแยกกันไป ส่วนรัสเซียยิ่งซับซ้อนเพราะ RBI กำลังพยายามลดสัดส่วนธุรกิจในประเทศนั้นอยู่
เทรนด์แบงก์ใหญ่ทั่วโลกแห่เข้าคริปโต
Raiffeisen ไม่ใช่รายเดียว ในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารและบริษัทการเงินระดับโลกหลายแห่งเปิดหรือประกาศบริการเทรด/เก็บรักษาคริปโตให้ลูกค้าแล้ว เช่น BBVA, Openbank ของ Santander, กลุ่มธนาคารสหกรณ์และออมสินของเยอรมนี, SoFi, PNC, Charles Schwab และ Morgan Stanley สะท้อนว่าธนาคารกระแสหลักเริ่มมองคริปโตเป็น “ฟีเจอร์ที่ต้องมี” ไม่ใช่ของแปลกอีกต่อไป
มุมไทย: นักลงทุนไทยได้อะไรจากเทรนด์นี้
แม้ Raiffeisen จะไม่มีสาขาในไทย แต่เทรนด์ “ธนาคารเปิดช่องคริปโตในแอปเดิม” มีความหมายต่อคนไทยทางอ้อม เพราะสะท้อนว่าคริปโตกำลังเดินเข้าสู่กระแสหลักของระบบธนาคารทั่วโลกเร็วขึ้น ขณะที่ในไทยการซื้อขายคริปโตยังต้องผ่าน exchange ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เป็นหลัก ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ไทยรายใดเปิดให้เทรดคริปโตในแอปธนาคารโดยตรงแบบที่ Raiffeisen ทำ นักลงทุนไทยที่อยากมีส่วนร่วมกับตลาดตอนนี้จึงยังต้องพึ่งพา exchange ที่มีใบอนุญาตในไทยหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ เช่น Binance TH หรือ OKX ซึ่งต่างจากโมเดลยุโรปที่ธนาคารเป็นตัวกลางให้เอง แต่ก็เป็นสัญญาณว่าทิศทางการกำกับดูแลของหลายประเทศเริ่มเปิดกว้างให้สถาบันการเงินดั้งเดิมเข้ามาเล่นบทนี้มากขึ้นในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
Raiffeisen Bank International เป็นกลุ่มธนาคารเก่าแก่ของออสเตรีย มีสาขากว่า 1,300 แห่งใน 11 ประเทศยุโรปตะวันออก-กลาง สำคัญเพราะเป็นธนาคารกระแสหลักขนาดใหญ่ ไม่ใช่ fintech หรือ exchange ที่เปิดทางให้คริปโตเข้าแอปธนาคารตรง
ยังไม่ได้ทั้งหมด แต่ละธนาคารลูกในเครือ 11 ประเทศจะเลือกเปิดบริการเองตามความพร้อมด้านกฎหมายและดีมานด์ในตลาดของตน ไม่ใช่เปิดพร้อมกันทีเดียวทั่วภูมิภาค
ลูกค้าไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่หรือโหลดแอป exchange แยก เพราะซื้อขายผ่านแอปธนาคารเดิมที่ใช้อยู่ทุกวัน โดย Bitpanda ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอยู่เบื้องหลัง




















