หลายคนถือเหรียญจนราคาวิ่งขึ้นแรง แล้วเจอปัญหาเดิมทุกครั้ง — จะขายตรงไหนดี? ขายเร็วไปก็เสียดายที่ราคาขึ้นต่อ รอนานไปราคาก็ร่วงกลับจนกำไรหายหมด Take-Profit Ladder (แบ่งไม้ทำกำไร) คือทางออกที่ไม่ต้องเดาจุดสูงสุดให้ถูกเป๊ะ — ตั้งคำสั่งขายหลายไม้ที่ราคาต่างกันไว้ล่วงหน้า แล้วปล่อยให้ตลาดทำงานแทนคุณ บทความนี้สอนวิธีคำนวณสัดส่วนไม้และตั้งคำสั่งจริงทั้งบน Bitkub และ Binance TH ทีละขั้น
📑 สารบัญ
ปัญหาของการขายทีเดียวจุดเดียว
เวลาถือเหรียญแล้วเริ่มมีกำไร คนส่วนใหญ่ติดอยู่กับสองทางเลือกที่แย่พอกัน:
💀 ขายหมดทีเดียวเร็วเกินไป
กลัวราคาร่วง เลยกดขายทิ้งทั้งหมดตอนกำไรแค่นิดเดียว แล้วราคาวิ่งต่อไปอีกหลายเท่าโดยไม่มีคุณอยู่ในตลาดแล้ว
💀 รอจุดสูงสุด แล้วไม่ได้ขาย
ตั้งใจจะขายที่ “จุดสูงสุด” แต่ไม่มีใครรู้ว่าจุดสูงสุดคือตรงไหนจนกว่ามันจะผ่านไปแล้ว สุดท้ายราคาร่วงกลับจนกำไรที่เคยมีหายไปหมด หรือกลับไปขาดทุน
ทั้งสองแบบมีจุดร่วมเดียวกัน: เดิมพันทั้งหมดไว้กับการตัดสินใจครั้งเดียว ถ้าเดาผิดจุดเดียว เสียโอกาสทั้งหมด
Take-Profit Ladder คืออะไร
Take-Profit Ladder คือการแบ่งเหรียญที่ถือออกเป็นหลายส่วน แล้วตั้ง Limit Order ขาย ไว้ล่วงหน้าทีละไม้ที่ราคาสูงขึ้นไปตามลำดับ (เหมือนขั้นบันได) เช่น ถือ BTC 1 เหรียญ แบ่งขาย 25% ที่ราคา A, 25% ที่ราคา B (สูงกว่า A), 25% ที่ราคา C (สูงกว่า B), เหลืออีก 25% ไว้ถือยาว
ทำไมแบ่งไม้แล้วได้ผลลัพธ์ดีกว่า
เทียบผลลัพธ์ 3 ฉากราคาที่เป็นไปได้ ระหว่าง “ขายหมดทีเดียว” กับ “แบ่งไม้ 4 ระดับ”:
| ฉากราคา | ขายหมดทีเดียวที่ไม้แรก | แบ่งไม้ 4 ระดับ |
|---|---|---|
| ราคาวิ่งขึ้นต่อแรง | พลาดกำไรส่วนที่เหลือทั้งหมด | ยังมี 75% ของเหรียญรับส่วนที่ขึ้นต่อ |
| ราคานิ่ง แล้วค่อยขึ้น | ขายไปแล้ว ไม่ได้ประโยชน์จากขาขึ้นรอบใหม่ | ไม้ที่เหลือรอ Match ที่ราคาสูงขึ้นตามจริง |
| ราคาร่วงกลับทันที | ขายได้ครบ 100% ที่ราคาแรกไปแล้ว ปลอดภัยสุด | ได้กำไรเฉลี่ยจากไม้แรกที่ Match ไปแล้ว ไม่ขาดทุนทั้งหมด แต่ไม้ที่เหลือราคายังไม่ถึง |
วิธีคำนวณสัดส่วนไม้
ไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้องตายตัว แต่หลักคิดที่ใช้ได้จริงมี 2 แบบ:
แบ่งเท่ากัน (Equal Weight)
เช่น 4 ไม้ 25/25/25/25% — เหมาะกับคนที่ไม่อยากคิดมาก ง่ายต่อการจำและคำนวณใหม่เวลาราคาเปลี่ยน
ไม้แรกหนัก ไม้หลังเบา (Front-Loaded)
เช่น 40/30/20/10% — ล็อกกำไรส่วนใหญ่ไว้เร็ว เหลือสัดส่วนน้อยไว้ “ลุ้น” ราคาสูงขึ้นไปอีก เหมาะกับคนที่กลัวราคาร่วงมากกว่ากลัวพลาดกำไร
ขั้นตอนตั้งไม้ขายบน Bitkub
Bitkub ไม่มีฟีเจอร์ “ตั้งหลายไม้พร้อมกันในหน้าเดียว” ต้องตั้ง Limit Order ทีละใบแยกกัน:
เข้าหน้าตลาด
เลือกเหรียญที่ต้องการขาย แล้วไปที่กล่องคำสั่งซื้อขายด้านล่าง เลือกแท็บ “Limit”
กำหนดจำนวนไม้ที่ 1
ใส่จำนวนเหรียญที่จะขายในไม้นี้ (ใช้ตัวเลือก % เพื่อคำนวณจากยอดคงเหลือได้) แล้วกรอกราคาขายที่ต้องการ — แตะราคาใน Order Book ก็กรอกให้อัตโนมัติได้
ยืนยันคำสั่งขาย
กดปุ่ม “ขาย” สีแดง ใส่ 2FA ถ้าเปิดใช้งานไว้ — คำสั่งจะไปรออยู่ใน “MY OPEN ORDERS”
ตั้งไม้ถัดไป
ทำซ้ำขั้นตอน 2-3 สำหรับไม้ถัดไปที่ราคาสูงขึ้น จนครบจำนวนไม้ที่วางแผนไว้
ขั้นตอนตั้งไม้ขายบน Binance TH
ไปที่ Trade > Spot
เลือกคู่เทรดที่ต้องการขาย (เช่น BTC/THB หรือ BTC/USDT)
เลือก Sell > Limit
ในกล่อง Spot กดแท็บ Sell แล้วเลือกประเภทคำสั่งเป็น Limit
กรอกราคาและจำนวน
ใส่ราคาขายที่ต้องการในไม้นี้ แล้วใส่จำนวนเหรียญ หรือลากแถบ % ด้านบน Total เพื่อกำหนดสัดส่วนจากยอดที่มี
กด Sell เพื่อยืนยัน
คำสั่งจะขึ้นในส่วน Open Orders — ทำซ้ำสำหรับไม้ถัดไปที่ราคาสูงขึ้นตามแผน
เทียบ Bitkub vs Binance TH
| รายการ | Bitkub | Binance TH |
|---|---|---|
| ตั้งหลายไม้พร้อมกันในหน้าเดียว | ไม่มี ต้องตั้งทีละใบ | ไม่มี ต้องตั้งทีละใบ |
| OCO (ไม้หนึ่งยกเลิกอีกไม้) | ยังไม่ยืนยันว่าเปิดใช้งาน | ยังไม่ยืนยันว่าเปิดใช้งาน |
| ช่วงราคาที่ตั้งได้ | 20%-100% จากราคาตลาด (ระบุชัดในเงื่อนไข) | มี Price Protection แต่ไม่ระบุ % ตายตัวสาธารณะ |
| ค่าธรรมเนียมคู่บาท | 0.25% ต่อไม้ (Maker/Taker เท่ากัน) | 0.25% ต่อไม้ (รวม VAT) |
| ค่าธรรมเนียมคู่คริปโต-คริปโต | 0.25% เท่ากับคู่บาท | 0.10% (รวม VAT) ถูกกว่าคู่บาท |
ตัวอย่างจำลองด้วยราคา BTC จริงวันนี้
ราคา BTC บน Bitkub ขณะเขียนบทความอยู่ที่ประมาณ 2,800,665 บาท สมมติคุณถือ BTC อยู่ 0.1 เหรียญ และตัดสินใจแบ่งขาย 4 ไม้แบบ Front-Loaded (40/30/20/10%) ห่างไม้ละ 5%:
| ไม้ที่ | สัดส่วน | จำนวน BTC | ราคาตั้งขาย (ประมาณ) |
|---|---|---|---|
| ไม้ 1 | 40% | 0.04 | ~2,940,700 บาท (+5%) |
| ไม้ 2 | 30% | 0.03 | ~3,080,730 บาท (+10%) |
| ไม้ 3 | 20% | 0.02 | ~3,220,765 บาท (+15%) |
| ไม้ 4 | 10% | 0.01 | ~3,360,800 บาท (+20%) |
ถ้าราคาวิ่งขึ้นไปถึงไม้ 3 แล้วร่วงกลับ คุณจะได้กำไรจากไม้ 1-3 (90% ของเหรียญ) และยังมีไม้ 4 เหลือรออยู่ใน Order Book แทนที่จะเสียดายว่า “น่าจะขายตอนนั้น” เพราะคุณขายไปแล้วบางส่วนตามจริง (ตัวเลขราคาเป็นการจำลองเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่การพยากรณ์ราคาในอนาคต)
กับดักที่คนพลาดบ่อย
🚩 1. ตั้งไม้ชิดกันเกินไป
ตั้ง 5 ไม้ห่างกันแค่ 1-2% ทำให้แท่งเทียนเดียวกวาดหลายไม้พร้อมกัน สูญเสียประโยชน์ของการแบ่งไม้ไปโดยไม่รู้ตัว
🚩 2. ลืมว่าตั้งไม้ไว้แล้ว ไปตั้งซ้ำ
ตั้งไม้ไว้แล้วลืม พอราคาขึ้นมาใกล้ก็ไปตั้งคำสั่งขายเพิ่มทับ ทำให้ขายเกินจำนวนที่ตั้งใจไว้จริง
🚩 3. ไม่ปรับไม้ตามความผันผวนของตลาด
ใช้สัดส่วนเดิมทุกครั้งไม่ว่าตลาดจะนิ่งหรือผันผวนแรง ทำให้บางช่วงไม้ถูก Match เร็วเกินไป บางช่วงไม่มีไม้ไหนถึงเลย
🚩 4. ขายหมดไม้สุดท้ายจนไม่เหลือ Core Position
แบ่งไม้ขายจนครบ 100% ไม่เหลือเหรียญไว้เลย ถ้าเชื่อในเหรียญระยะยาว การขายหมดทุกไม้เท่ากับปิดสถานะทั้งหมดไปโดยไม่ตั้งใจ
🚩 5. ลืมคำนวณค่าธรรมเนียมสะสมต่อไม้
คิดแค่ “ราคาขาย x จำนวน” โดยไม่หักค่าธรรมเนียมของแต่ละไม้ที่ Match สำเร็จ ทำให้กำไรจริงต่ำกว่าที่คาดไว้เมื่อรวมทุกไม้
🚩 6. ตั้งราคาไม้สุดท้ายเกินช่วงที่เว็บอนุญาต
อยากตั้งไม้สุดท้ายไว้ไกลมาก (เช่น ราคาสูงกว่าตลาด 150%) แล้วเว็บไม่รับคำสั่งเพราะเกินข้อจำกัดราคา
🚩 7. ไม่ติดตามว่าไม้ไหน Match ไปแล้วบ้าง
ตั้งไม้ไว้แล้วไม่เข้ามาดูเลย พอราคาร่วงกลับแรงจนอยากยกเลิกไม้ที่เหลือ กลับไม่รู้ว่าไม้ไหน Match ไปแล้วเท่าไหร่
เช็กลิสต์ก่อนตั้งไม้
- กำหนดสัดส่วนไม้ชัดเจนแล้ว (เท่ากันหรือ Front-Loaded) ก่อนเริ่มตั้งคำสั่งแรก
- เว้นระยะห่างแต่ละไม้ให้เหมาะกับความผันผวนของเหรียญนั้น ไม่ชิดกันเกินไป
- เช็กข้อจำกัดช่วงราคาของเว็บเทรดที่ใช้ก่อนตั้งไม้ไกลจากราคาตลาด
- กันสัดส่วน Core Position ไว้ถ้าต้องการถือระยะยาวด้วย ไม่เอาเข้าระบบไม้ทั้งหมด
- คำนวณค่าธรรมเนียมสะสมของทุกไม้รวมกัน ไม่ใช่แค่ไม้เดียว
- เช็ก Open Orders ก่อนตั้งไม้ใหม่ทุกครั้ง ป้องกันตั้งซ้ำ
- จดสัดส่วนและราคาทุกไม้ไว้ในที่หาง่าย เผื่อต้องยกเลิกบางไม้
- ติดตาม Order History เป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงตลาดผันผวนแรง
คำถามที่พบบ่อย
Take-Profit Ladder ต่างจาก Stop-Limit Order ยังไง?
Stop-Limit Order ใช้ตั้งราคาเดียวเพื่อตัดขาดทุนหรือล็อกกำไรแบบมีเงื่อนไข Trigger ส่วน Take-Profit Ladder คือการตั้ง Limit Order ขายหลายไม้ที่ราคาต่างกันพร้อมกัน เพื่อแบ่งขายเป็นช่วงๆ แทนตัดสินใจจุดเดียว ใช้ร่วมกันได้ เช่น ตั้งไม้ Take-Profit หลายไม้ด้านบน และตั้ง Stop-Limit ไว้ด้านล่างกันขาดทุนหนักไปพร้อมกัน
ต้องแบ่งกี่ไม้ถึงจะดีที่สุด?
ไม่มีจำนวนตายตัว ส่วนใหญ่ใช้ 3-5 ไม้ก็เพียงพอต่อการกระจายความเสี่ยงแล้ว แบ่งมากเกินไปจะทำให้ค่าธรรมเนียมสะสมสูงขึ้นโดยไม่ได้ประโยชน์เพิ่มมากนัก
ถ้าราคาไม่ถึงไม้ไหนเลย ต้องทำยังไง?
คำสั่งจะค้างอยู่ใน Open Orders ต่อไปจนกว่าราคาจะถึงหรือคุณยกเลิกเอง ทั้ง Bitkub และ Binance TH ไม่ยกเลิกคำสั่งที่ยังไม่ Match ให้อัตโนมัติ สามารถเข้าไปยกเลิกหรือปรับราคาใหม่ได้ตลอดเวลา
แบ่งไม้ขายแล้ว ต้องเสียภาษีแยกทุกไม้ไหม?
ใช่ ในมุมบันทึกต้นทุน-กำไรแต่ละไม้ที่ Match สำเร็จถือเป็นธุรกรรมขายแยกกัน ต้องบันทึกราคาขายและคำนวณกำไรขาดทุนของแต่ละไม้แยกกันเพื่อความถูกต้องตอนสรุปยื่นภาษี
ใช้กับเหรียญที่สภาพคล่องต่ำได้ไหม?
ได้ แต่ต้องเว้นระยะห่างไม้มากขึ้น เพราะเหรียญสภาพคล่องต่ำมักมีราคากระโดดแรงเวลามีคำสั่งใหญ่เข้ามา ไม้ที่ตั้งชิดกันเกินไปอาจถูก Match พร้อมกันหมดในการขึ้นครั้งเดียว
💡 แบ่งไม้หลายใบ ค่าธรรมเนียมสะสมมีผลมากกว่าที่คิด
บทความนี้แสดงให้เห็นว่ายิ่งแบ่งไม้มาก ยิ่งมีค่าธรรมเนียมสะสมจากหลายออเดอร์ที่ Match สำเร็จ — ถ้าเทรดคู่คริปโต-คริปโตบ่อย เว็บที่คิดค่าธรรมเนียมคู่นี้ถูกกว่าคู่บาทอย่าง Binance TH (0.10% ต่อคู่คริปโต-คริปโต เทียบกับคู่บาท 0.25%) ช่วยลดต้นทุนสะสมของกลยุทธ์แบ่งไม้ได้ และมีใบอนุญาตในไทยพร้อมฝากถอนบาทผ่านธนาคารไทยได้โดยตรง
แต่ไม่ว่าจะเลือกเว็บไหน: หลักการสำคัญที่สุดยังเหมือนเดิม — วางแผนสัดส่วนไม้ให้ชัดก่อนตั้งคำสั่งแรก และคำนวณค่าธรรมเนียมสะสมของทุกไม้รวมกันเสมอ
🔖 ลิงก์ด้านบนเป็นลิงก์แนะนำ หากสมัครผ่านลิงก์นี้ SiamBitcoin จะได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อยจากเว็บเทรด โดยคุณไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และไม่มีผลต่อเนื้อหาที่เราเขียน





















