หน้าแรกกิจกรรมExchangeวิธีเชื่อม API Key เข้าแอปติดตามพอร์ตคริปโตให้ปลอดภัย 2026 — ตั้งสิทธิ์ Read-Only ถูกจุด ป้องกันเงินหายแม้คีย์หลุด

วิธีเชื่อม API Key เข้าแอปติดตามพอร์ตคริปโตให้ปลอดภัย 2026 — ตั้งสิทธิ์ Read-Only ถูกจุด ป้องกันเงินหายแม้คีย์หลุด

MEXC — 2,600+ เหรียญBinance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียม
📌 คำตอบสั้น: สอนตั้งสิทธิ์ API Key แบบ Read-Only เชื่อมแอปติดตามพอร์ตคริปโตอย่างปลอดภัย ไม่เปิดสิทธิ์ถอนเงินโดยไม่รู้ตัว พร้อมขั้นตอนจริงจาก Bitkub และ Binance TH (ข้อมูล ณ 4 ต.ค. 2569)

คนที่ถือเหรียญกระจายหลายเว็บ มักอยากเห็นยอดรวมในที่เดียวผ่านแอปติดตามพอร์ต เช่น CoinStats, CoinMarketCap Portfolio, Delta หรือทำ Google Sheets ส่วนตัว — วิธีที่เร็วที่สุดคือเชื่อมต่อด้วย API Key จากเว็บเทรด แต่ถ้าติ๊กสิทธิ์ผิดจุดตอนสร้างคีย์ แอปที่ควรแค่ “ดูยอด” อาจมีสิทธิ์ “สั่งถอนเงิน” ได้โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว บทความนี้สอนตั้งค่าสิทธิ์ Read-Only ให้ถูกต้อง พร้อมขั้นตอนจริงจาก Bitkub และ Binance TH

API Key คืออะไร ทำไมอันตรายถ้าตั้งสิทธิ์ผิด

API Key คือ “กุญแจสำรอง” ที่เว็บเทรดออกให้โปรแกรมภายนอกใช้คุยกับบัญชีของเราแทนการล็อกอินด้วยรหัสผ่านทุกครั้ง มันมาเป็นคู่เสมอ — API Key (เหมือนชื่อผู้ใช้) กับ API Secret (เหมือนรหัสผ่าน ที่เว็บเทรดจะโชว์ให้เห็น “ครั้งเดียว” ตอนสร้าง)

จุดสำคัญที่คนมักมองข้าม: API Key ไม่ได้ผูกกับ 2FA แบบเดียวกับการล็อกอินเว็บ เมื่อสร้างคีย์เสร็จและตั้งสิทธิ์ไว้แล้ว โปรแกรมที่ถือคีย์นั้นจะเรียกใช้สิทธิ์นั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องขอรหัส OTP หรือ Authenticator ซ้ำอีกในการเรียกแต่ละครั้ง นั่นแปลว่า สิทธิ์ที่ติ๊กไว้ตอนสร้างคีย์ คือเพดานความเสียหายสูงสุดถ้าคีย์นั้นหลุด ไม่ว่าจะหลุดเพราะแอปที่เราเอาไปแปะโดนแฮก หรือเพราะเราเผลอแชร์ไฟล์ที่เก็บคีย์ไว้

Crypto.com — แอปคริปโต + บัตร Visa
📌 หลักคิดงานนี้ง่ายมาก: แอปติดตามพอร์ตมีหน้าที่แค่ “อ่านยอด” ไม่มีเหตุผลอะไรที่มันจะต้องมีสิทธิ์ “สั่งซื้อขาย” หรือ “สั่งถอนเงิน” เลย — ถ้าตั้งสิทธิ์ตรงกับหน้าที่จริง ต่อให้คีย์หลุด เงินก็ยังอยู่ครบ

3 สิทธิ์ที่ต้องรู้ก่อนติ๊ก

เว็บเทรดส่วนใหญ่ (Bitkub, Binance TH, และเว็บสากลอื่นๆ) แบ่งสิทธิ์ของ API Key ออกเป็น 3 ระดับหลักที่ให้ความหมายตรงกันแทบทุกเจ้า แม้ชื่อปุ่มจะเขียนไม่เหมือนกัน:

สิทธิ์ ทำอะไรได้ แอปติดตามพอร์ตต้องใช้ไหม
View / Enable Reading (ดูข้อมูล) ดูยอดคงเหลือ, ประวัติคำสั่งซื้อขาย, ราคาตลาด — อ่านอย่างเดียว แก้ไขอะไรไม่ได้ ✅ ต้องใช้ — นี่คือสิทธิ์เดียวที่จำเป็นจริง
Trade (ซื้อขาย) สร้างคำสั่งซื้อ/ขาย, ยกเลิกคำสั่ง — เงินยังอยู่ในบัญชี แต่สัดส่วนเหรียญเปลี่ยนได้โดยเราไม่สั่ง ❌ ไม่จำเป็น เว้นแต่ใช้บอทเทรดจริง
Withdraw (ถอนเงิน) สั่งโอนเหรียญ/เงินบาทออกจากบัญชีไปที่อยู่ภายนอก — อันตรายที่สุด เพราะเงินออกจากระบบได้ทันที ❌ ไม่จำเป็นเด็ดขาด ไม่มีแอปติดตามพอร์ตเจ้าไหนต้องใช้สิทธิ์นี้
✅ กฎจำง่าย: เปิดแค่ “View/Reading” อย่างเดียว ปล่อย Trade กับ Withdraw ว่างไว้เสมอ ถ้าแอปไหนบอกว่าต้องการสิทธิ์มากกว่านี้ถึงจะใช้งานได้ ให้สงสัยไว้ก่อน

เคสจริง: ตั้งถูกรอด ตั้งผิดเจ็บ

ไม่ใช่ทฤษฎีลอยๆ — มีเหตุการณ์จริงที่พิสูจน์ทั้งสองด้านของเรื่องนี้ชัดเจน

1

CoinStats โดนแฮก มิ.ย. 2024 — แต่คนตั้ง Read-Only รอด

แฮกเกอร์เจาะเข้าโครงสร้าง AWS ของ CoinStats ผ่านการหลอกพนักงาน (social engineering) ดึงกุญแจส่วนตัวของกระเป๋าที่ CoinStats สร้างให้ผู้ใช้ “ภายในแอปเอง” ได้ 1,590 ใบ (1.3% ของกระเป๋าทั้งหมด) เสียหายรวม ~2.2 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้ใช้ที่เชื่อมต่อเว็บเทรดภายนอกอย่าง Binance หรือกระเป๋าอย่าง MetaMask/Phantom แบบ Read-Only เพื่อติดตามพอร์ต ไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะไม่มีกุญแจที่ใช้โอนเงินให้แฮกเกอร์ขโมยไปใช้ได้ตั้งแต่แรก

2

3Commas หลุด API Key ธ.ค. 2022 — คีย์ที่มีสิทธิ์ Trade ก็อันตราย

ฐานข้อมูลของแพลตฟอร์มบอทเทรด 3Commas รั่วไหล ทำให้ API Key ของ Binance และ KuCoin ของผู้ใช้กว่า 100,000 ราย (ที่ให้สิทธิ์ Trade สำหรับรันบอท) หลุดออกไป แฮกเกอร์นำคีย์เหล่านั้นไปสร้างคำสั่งซื้อปั่นราคาเหรียญสภาพคล่องต่ำที่ตัวเองถืออยู่ ทำกำไรจากฝั่งตรงข้าม สร้างความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านดอลลาร์ — แม้ไม่มีสิทธิ์ถอนเงิน แต่สิทธิ์ Trade ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือโกยกำไรจากบัญชีเหยื่อได้เช่นกัน

3

MEXC ก.ย. 2026 — คีย์เก่าที่ลืมลบ คือตัวดูดเงินจริง

แฮกเกอร์ยึดบัญชี MEXC ของผู้ใช้รายหนึ่งได้ชั่วคราว แล้วสร้าง API Key สิทธิ์ถอนเงินขึ้นมาใหม่ภายใน 83 วินาที ทีมงาน MEXC ช่วยผู้ใช้กู้บัญชีคืนได้ (กู้อีเมล + Authenticator) และล็อกถอนเงินไว้ 24 ชั่วโมงตามมาตรฐาน แต่ ลืมเพิกถอน API Key ที่แฮกเกอร์สร้างไว้ — พอครบ 24 ชั่วโมง ผ่านไปอีกแค่ 27 นาที แฮกเกอร์ใช้คีย์เดิมถอนเงินออกไป ~340,000 ดอลลาร์ใน 6 รายการภายใน 13 นาที เพราะ API Key ไม่ต้องยืนยัน 2FA ซ้ำทุกครั้งที่เรียกใช้ (MEXC ชดใช้คืนผู้ใช้เต็มจำนวนภายหลัง)

💡 บทเรียนจาก 3 เคส: (1) Read-Only ปกป้องเงินได้จริงแม้แอปที่เราเชื่อมโดนแฮก (2) สิทธิ์ Trade ก็ไม่ใช่ของปลอดภัย 100% ถ้าใช้แอปที่ไม่น่าเชื่อถือ (3) หลังบัญชีเคยโดนเจาะ ต้องลบ API Key เก่าทั้งหมด ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรหัสผ่าน

สร้าง API Key แบบ Read-Only บน Bitkub

  1. ล็อกอิน Bitkub.com แล้วเข้าเมนู API ใต้โปรไฟล์ หรือเข้าตรงที่ api.bitkub.com
  2. กด “CREATE API KEY” ตั้งชื่อคีย์ให้จำได้ง่าย (เช่น “CoinStats-ReadOnly”) แล้วกรอกรหัส Google Authenticator เพื่อสร้างคีย์
  3. ระบบจะโชว์ API Key และ API Secret — คัดลอก API Secret เก็บทันที เพราะจะไม่แสดงซ้ำอีกหากปิดแท็บหรือรีเฟรชหน้า
  4. กดปุ่ม “Edit” (ไอคอนดินสอ) ข้างคีย์ที่สร้าง เพื่อเข้าหน้าตั้งค่าสิทธิ์
  5. ในหน้าตั้งค่า เลือกเฉพาะสิทธิ์ดูข้อมูล ปล่อยช่องสิทธิ์ซื้อขายและสิทธิ์ถอนเงินว่างไว้ ไม่ต้องติ๊ก — ถ้าไม่ติ๊กทั้งสองอย่าง คีย์จะเหลือแค่สิทธิ์ดูยอด/ราคา/ประวัติเท่านั้น
  6. เพิ่ม IP Address ที่อนุญาตได้สูงสุด 50 รายการ (ถ้าแอปที่จะใช้บอก IP คงที่มาให้ ควรใส่เพื่อปิดช่องให้คนอื่นใช้คีย์จากที่อื่น)
  7. บันทึกการตั้งค่า — ทุกครั้งที่แก้ไขสิทธิ์หรือลบคีย์ ระบบจะขอรหัส Google Authenticator ซ้ำเสมอ
✅ เช็กก่อนปิดหน้าจอ: กลับไปที่รายการ API Key แล้วกด “VIEW” ดูอีกรอบว่าสิทธิ์ที่บันทึกไว้ตรงกับที่ตั้งใจจริง — เว็บเทรดบางเจ้าค่าเริ่มต้นเปิดกว้างกว่าที่คิด

สร้าง API Key แบบ Read-Only บน Binance TH

  1. ล็อกอิน Binance TH แล้วคลิกไอคอนโปรไฟล์มุมขวาบน เลือก “API Management”
  2. กด “Create API” ตั้งชื่อ Label ให้สื่อความหมาย (สูงสุด 100 ตัวอักษร) แล้วยืนยันตัวตนด้วย 2FA
  3. ระบบจะสร้าง API Key และ Secret Key ให้ — คัดลอกเก็บไว้อย่างปลอดภัยทันที (Secret โชว์ครั้งเดียว)
  4. เข้าไปที่ “Edit Restrictions” เพื่อกำหนดสิทธิ์ (API restriction): ติ๊กเฉพาะ “Enable Reading” ซึ่งเป็นสิทธิ์พื้นฐานที่บังคับเปิดอยู่แล้ว และ ปล่อย “Enable Spot & Margin Trading” ว่างไว้
  5. เลือกการจำกัด IP: “Restrict access to trusted IPs only” แล้วกรอก IP ที่แอปติดตามพอร์ตใช้ (ถ้ามี) หรือเลือก “Unrestricted” ถ้าไม่รู้ IP แน่นอน — ข้อดีของการไม่ติ๊ก Trade/Withdraw คือต่อให้เลือก Unrestricted สิทธิ์ก็ยังจำกัดแค่ดูข้อมูลเท่านั้น
  6. ยืนยันด้วยรหัส 2FA อีกครั้งเพื่อบันทึก
📌 Binance (รวมถึง Binance TH) มีมาตรการนิรภัยเสริม: ถ้า API Key ไม่ได้ผูก IP ไว้เลย ระบบจะล็อกให้เหลือสิทธิ์ “Enable Reading” ได้เท่านั้นโดยอัตโนมัติ เปิด Trade หรือ Withdraw เพิ่มไม่ได้จนกว่าจะตั้ง IP whitelist ก่อน — แต่ไม่ควรพึ่งมาตรการนี้อย่างเดียว ควรติ๊กให้ถูกเองตั้งแต่ต้น

เว็บเทรดอื่นที่ยังบล็อกในไทย

💡 หลักการตั้งสิทธิ์ API Key แบบ Read-Only (View เท่านั้น, ไม่ติ๊ก Trade/Withdraw, ตั้ง IP whitelist ถ้าทำได้) ใช้ได้เหมือนกันทุกเว็บเทรดทั่วโลก แต่ต้องเตือนไว้ก่อน: OKX, Bybit, CoinEx, 1000X และ XT.COM ถูกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสั่งปิดกั้นการเข้าถึงสำหรับผู้ใช้ในไทยตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2568 ตามคำสั่ง ก.ล.ต. ภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 หากยังมีบัญชีเดิมค้างอยู่ ควรตรวจสอบสถานะกฎหมายล่าสุดก่อนเชื่อมต่อ API ใดๆ เพิ่มเติม

เอา API Key ไปใช้กับแอปติดตามพอร์ตยังไง

ขั้นตอนฝั่งแอป (CoinStats, CoinMarketCap Portfolio, Delta หรือ Google Sheets ที่เขียนสคริปต์เอง) มักเหมือนกันทุกเจ้า:

  1. เปิดแอป เลือกเมนูเพิ่มการเชื่อมต่อ/เพิ่ม Exchange แล้วเลือกชื่อเว็บเทรดที่ตรงกับคีย์ที่สร้างไว้
  2. วาง API Key และ API Secret ลงในช่องที่แอปกำหนด
  3. ก่อนกดยืนยัน ให้เลื่อนดูว่าหน้าจอแอปมีข้อความขอสิทธิ์อะไรบ้าง — ถ้าขึ้นว่าต้องการสิทธิ์ Trade หรือ Withdraw ทั้งที่แอปนั้นมีไว้แค่ดูพอร์ต ให้หยุดและสงสัยทันที
  4. หลังเชื่อมสำเร็จ ลองปิดแอปแล้วเปิดใหม่ เช็คว่ายอดคงเหลือขึ้นตรงกับเว็บเทรดจริง

วิธีตรวจและลบ API Key เก่าที่ลืมไปแล้ว

คนส่วนใหญ่สร้าง API Key ไว้หลายใบตามแต่ละแอปที่เคยลองใช้ แล้วลืมไปว่ามีคีย์ไหนยังเปิดอยู่บ้าง เคส MEXC ด้านบนคือตัวอย่างว่าทำไมการ “ทบทวน” สำคัญพอๆ กับตอนสร้าง:

✅ ทำเป็นกิจวัตรทุก 3-6 เดือน:

  • เข้าหน้า API Management ของทุกเว็บเทรดที่เคยสร้างคีย์ไว้
  • ไล่ดูชื่อคีย์ทีละใบ — ถ้าจำไม่ได้ว่าสร้างไว้ทำอะไร หรือเลิกใช้แอปนั้นไปแล้ว ให้ลบทิ้ง
  • เช็คสิทธิ์ของคีย์ที่ยังใช้งานอยู่ ว่ายังตรงกับ Read-Only ไม่มีอะไรถูกเปลี่ยนโดยไม่รู้ตัว
  • ทันทีที่บัญชีเคยถูกล็อกอินผิดปกติ, กู้คืนบัญชี, หรือเปลี่ยนรหัสผ่านเพราะสงสัยว่าหลุด ให้ลบ API Key ทั้งหมดแล้วค่อยสร้างใหม่ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรหัสผ่านอย่างเดียว

กับดักที่คนพลาดบ่อย

🚩 1. ติ๊ก Trade “เผื่อไว้” ทั้งที่แค่อยากดูยอด

หลายคนติ๊กสิทธิ์เกินจำเป็นเพราะคิดว่าอาจจะใช้ฟีเจอร์อื่นในอนาคต — ถ้าวันนั้นมาถึงจริง สร้างคีย์ใหม่ก็ไม่เสียเวลาอะไร แต่การเปิดสิทธิ์ทิ้งไว้ล่วงหน้าคือความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

🚩 2. คิดว่า Read-Only ปลอดภัย 100% แบบไม่มีความเสี่ยงเลย

Read-Only กันเงินหายได้จริง แต่ไม่ได้กันความเป็นส่วนตัว — ใครก็ตามที่ถือคีย์นี้ไว้ จะเห็นยอดคงเหลือและประวัติการเทรดทั้งหมดของเรา ควรเลือกแอปที่เชื่อถือได้เท่านั้น

🚩 3. ไม่ตั้ง IP Whitelist ทั้งที่ทำได้ฟรี

การผูก IP เพิ่มเกราะอีกชั้น แม้คีย์จะหลุดไปจริงๆ ก็ใช้งานจากที่อื่นไม่ได้ถ้า IP ไม่ตรง หลายคนข้ามขั้นตอนนี้เพราะดูยุ่งยากแต่จริงๆ ใช้เวลาไม่ถึงนาที

🚩 4. ลืมว่าเคยสร้าง API Key ไว้ที่ไหนบ้าง

ยิ่งลองหลายแอป ยิ่งมีคีย์ค้างเยอะ บางคีย์อาจสร้างไว้ปีที่แล้วแล้วไม่เคยกลับไปดูอีกเลย

🚩 5. ใช้ API Secret เดียวกันซ้ำหลายที่

แต่ละแอปควรมีคีย์ของตัวเอง ถ้าแอปใดแอปหนึ่งมีปัญหา จะได้ลบเฉพาะคีย์นั้นโดยไม่กระทบแอปอื่น

🚩 6. บัญชีเพิ่งกู้คืนจากการถูกแฮก แต่ลืมลบ API Key เก่า

ตามเคส MEXC — เปลี่ยนแค่รหัสผ่านและ 2FA ไม่พอ ต้องเช็คและลบ API Key ทั้งหมดด้วย เพราะคีย์ที่แฮกเกอร์สร้างไว้ไม่ได้หายไปเองตอนกู้บัญชีคืน

🚩 7. เอา API Key ไปแปะในที่แชร์สาธารณะ

เช่น Google Sheets ที่ตั้งเป็น “ใครมีลิงก์ก็ดูได้”, โพสต์ถามปัญหาบน GitHub/กลุ่มไลน์แล้วแปะโค้ดที่มีคีย์ติดไปด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ

เช็กลิสต์ก่อนสร้าง/แปะ API Key

  • ตั้งชื่อ API Key ให้รู้ทันทีว่าสร้างไว้ใช้กับแอปไหน
  • ติ๊กเฉพาะสิทธิ์ View/Enable Reading เท่านั้น
  • ปล่อยสิทธิ์ Trade ว่างไว้ ถ้าไม่ได้ใช้บอทเทรดจริง
  • ปล่อยสิทธิ์ Withdraw ว่างไว้เสมอ ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับแอปติดตามพอร์ต
  • ตั้ง IP Whitelist ถ้าแอปปลายทางมี IP คงที่ให้
  • เก็บ API Secret เหมือนรหัสผ่าน ห้ามแชร์ที่สาธารณะ
  • ใช้ 1 คีย์ต่อ 1 แอปเท่านั้น
  • ทบทวนรายการ API Key ทุก 3-6 เดือน ลบตัวที่เลิกใช้แล้ว
  • บัญชีเคยโดนล็อกอินผิดปกติ/กู้คืน → ลบ API Key ทั้งหมดแล้วสร้างใหม่
  • แอปขอสิทธิ์เกินความจำเป็น → หยุดทันที อย่าสร้างคีย์ให้

คำถามที่พบบ่อย

API Key กับรหัสผ่านต่างกันยังไง?

รหัสผ่านใช้ล็อกอินหน้าเว็บ/แอปด้วยมนุษย์ ผ่าน 2FA ทุกครั้งที่สงสัย ส่วน API Key ออกแบบให้โปรแกรมเรียกใช้งานอัตโนมัติซ้ำๆ โดยไม่ขอ 2FA ทุกครั้ง สิทธิ์ที่ติ๊กไว้ตอนสร้างจึงสำคัญกว่าปกติมาก

ถ้า API Key หลุดแต่เป็น Read-Only เงินหายได้ไหม?

ด้วยกลไกของเว็บเทรดที่ตรวจสอบสิทธิ์ทุกคำขอ คีย์ที่ไม่มีสิทธิ์ Trade/Withdraw จะสั่งโอนเงินหรือซื้อขายไม่ได้เลย ต่อให้หลุดไปก็ทำได้แค่ “ดู” ไม่ใช่ “ย้าย” ตามที่เคส CoinStats พิสูจน์ไว้

แอปติดตามพอร์ตขอสิทธิ์ Withdraw ปกติไหม?

ไม่ปกติ ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคใดที่แอปแสดงยอดคงเหลือต้องมีสิทธิ์สั่งถอนเงิน ถ้าเจอแอปที่เรียกร้องสิทธิ์นี้ ให้หยุดและพิจารณาเปลี่ยนไปใช้แอปอื่น

ลบ API Key แล้วแอปติดตามพอร์ตจะเป็นยังไง?

แอปจะดึงข้อมูลใหม่ไม่ได้ทันทีและมักขึ้นแจ้งเตือนให้เชื่อมต่อใหม่ ยอดเก่าที่เคยบันทึกไว้ในแอปโดยทั่วไปจะยังอยู่ แต่ไม่อัปเดตจนกว่าจะสร้างคีย์ใหม่มาเชื่อมอีกครั้ง

อยากเริ่มสร้าง API Key แบบ Read-Only บนเว็บเทรดที่มีฟีเจอร์ครบ ควรเลือกที่ไหน?

จากขั้นตอนในบทความนี้ Binance TH มีหน้า API Management ที่แยกสิทธิ์ “Enable Reading” กับ “Enable Spot & Margin Trading” ออกจากกันชัดเจน บวกกับระบบ IP Whitelist ที่ตั้งง่าย และมาตรการเสริมที่ล็อกคีย์ไม่ผูก IP ให้เหลือแค่สิทธิ์อ่านอย่างเดียวโดยอัตโนมัติ เหมาะกับคนที่อยากเชื่อมต่อแอปติดตามพอร์ตแบบมั่นใจว่าตั้งสิทธิ์ผิดพลาดได้ยาก เปิดบัญชีได้ที่ Binance TH

แต่ไม่ว่าจะใช้เว็บเทรดไหน หลักการสำคัญที่สุดยังเหมือนเดิมเสมอ: เปิดแค่สิทธิ์ที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง และกลับมาทบทวนสม่ำเสมอ ไม่ใช่เลือกเว็บเทรดแล้วจบ

* ลิงก์ด้านบนเป็นลิงก์แนะนำ (affiliate) ทีมงานอาจได้รับค่าตอบแทนหากพี่สมัครผ่านลิงก์นี้ ไม่มีผลต่อเนื้อหาหรือความเห็นในบทความ

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
Bitfinex — แพลตฟอร์มเทรดมือโปรBinance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียม
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด