สองวันหลังวุฒิสภาสหรัฐฯ คว่ำร่างกฎหมาย CLARITY Act ด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 เสียง คณะกรรมการกำกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ก็เดินหน้าทันที ยื่นร่างกฎกำกับดูแลตลาดคริปโตของตัวเองให้ทำเนียบขาวพิจารณาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 อาศัยอำนาจที่มีอยู่เดิมแทนที่จะรอสภาคองเกรสออกกฎหมายใหม่
1) วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวต cloture ร่าง CLARITY Act วันที่ 15 ก.ย. 2569 ได้ 49 ต่อ 50 เสียง ไม่ถึง 60 เสียงตามเกณฑ์ ทำให้ร่างกฎหมายเดินหน้าไม่ได้ในตอนนี้
2) วันที่ 17 ก.ย. CFTC ยื่นร่างกฎ “Regulation Crypto Asset Transactions and Regulation Crypto Asset Markets” (RIN 3038-AF80) ให้สำนักงานงบประมาณทำเนียบขาว (OIRA) ทบทวน โดยใช้อำนาจเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอกฎหมายใหม่
3) กระบวนการนี้ยังอีกยาว ต้องผ่านโหวตของ CFTC + เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ 2 รอบ เร็วสุดที่จะเห็นรายละเอียดร่างคือปลายปีนี้ ส่วนกฎที่บังคับใช้จริงคาดว่าไม่ทันกว่าปลายปี 2570
📑 สารบัญ
วุฒิสภาคว่ำ CLARITY Act เกิดอะไรขึ้น
ร่างกฎหมาย Digital Asset Market CLARITY Act (H.R. 3633) ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 มีเป้าหมายวางกรอบกำกับดูแลคริปโตของสหรัฐฯ ให้ชัดเจน แบ่งอำนาจระหว่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) กับ CFTC ว่าเหรียญไหนเป็น “หลักทรัพย์” เหรียญไหนเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล” แต่เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน การโหวต cloture เพื่อเปิดอภิปรายในวุฒิสภาได้เพียง 49 เสียง แพ้ไป 50 เสียง ขาดจากเกณฑ์ 60 เสียงที่ต้องใช้ปิดการอภิปรายยืดเยื้อ (filibuster)
ตามรายงานของ PYMNTS จุดติดขัดหลักคือเงื่อนไขจริยธรรม (ethics) ที่กำหนดให้ประธานาธิบดีทรัมป์และครอบครัวต้องขายกิจการคริปโตที่ถืออยู่ระหว่างดำรงตำแหน่ง ซึ่งทำเนียบขาวยังไม่ตอบรับข้อเสนอที่ส่งไปก่อนปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต 7 คนที่โหวตค้าน cloture ระบุว่าการเจรจายังไม่จบ ร่างกฎหมายมีโอกาสกลับมาได้อีกถ้าตกลงเงื่อนไขกันได้
CFTC ไม่รอสภา ยื่นกฎเองทันทีใน 2 วัน
ไม่ทันไร แค่ 2 วันหลังร่างกฎหมายล้ม CFTC ก็ยื่นเอกสารต่อสำนักงานข้อมูลและกำกับดูแล (OIRA) ในสังกัดสำนักงบประมาณทำเนียบขาว (OMB) เมื่อวันที่ 17 กันยายน ภายใต้ชื่อ “Regulation Crypto Asset Transactions and Regulation Crypto Asset Markets” หมายเลข RIN 3038-AF80 ตามรายงานของ crypto.news ที่อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg และเว็บไซต์ Reginfo.gov ของรัฐบาลสหรัฐฯ
ไมเคิล เซลิก (Michael Selig) ประธาน CFTC คนที่ 15 ที่เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2568 เคยพูดไว้ล่วงหน้าในงาน Innovation Advisory Committee Conference เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ว่าได้สั่งให้ทีมงานหาทาง “วางโครงสร้างตลาดคริปโตด้วยอำนาจที่ CFTC มีอยู่แล้ว” หากสภาคองเกรสออกกฎหมายไม่ทัน โดยแผนของเขาคือสร้างประเภทใบอนุญาตใหม่เรียกว่า “crypto asset market” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของตลาดสัญญาที่ได้รับการรับรอง (Designated Contract Market หรือ DCM) ให้ทั้งเอ็กซ์เชนจ์ที่จดทะเบียนอยู่แล้วและที่ยังไม่จดทะเบียนกับ CFTC สามารถเปิดเทรดคริปโตแบบมีเลเวอเรจหรือมาร์จิ้นได้ ภายใต้กติกาเฉพาะที่ CFTC วางไว้
วันเดียวกัน CFTC ยังออกหนังสือ no-action ยกเว้นไม่ดำเนินคดีกับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แบบ passive เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัลหรือแอปเทรด ที่ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นนายหน้าแนะนำ (introducing broker) หากเข้าเงื่อนไข 10 ข้อ ส่วนฝั่ง SEC ก็เปิดตัว “innovation exemption” สำหรับหลักทรัพย์โทเคนไนซ์ในวันเดียวกันเช่นกัน สะท้อนว่าทั้งสองหน่วยงานกำกับดูแลเดินหน้าใช้อำนาจเดิมคู่ขนานกันไปโดยไม่รอสภาคองเกรส
อีกนานแค่ไหนกว่าจะบังคับใช้จริง
คำสั่งบริหาร Executive Order 12866 ให้เวลา OIRA ทบทวนได้สูงสุด 90 วัน ขยายได้อีก 30 วัน หลังจากนั้นร่างจะกลับมาให้ CFTC โหวตก่อนเผยแพร่ใน Federal Register แล้วเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ 60 วัน จากนั้น CFTC จะร่างกฎที่เป็นทางการ ส่งกลับไปให้ OIRA ทบทวนอีกรอบ โหวตอีกครั้ง เปิดรับฟังความเห็นอีก 60 วัน ก่อนโหวตครั้งสุดท้ายให้มีผลบังคับใช้จริง
| ขั้นตอน | ช่วงเวลาโดยประมาณ |
|---|---|
| ยื่นร่างให้ OIRA ทบทวน | 17 ก.ย. 2569 (เกิดขึ้นแล้ว) |
| OIRA ทบทวนเสร็จ + CFTC โหวตเผยแพร่ | เร็วสุด พ.ย.-ธ.ค. 2569 หากทบทวนไม่เกิน 60 วัน |
| รับฟังความเห็นสาธารณะรอบแรก | 60 วันหลังเผยแพร่ |
| ร่างกฎทางการ + ทบทวนรอบสอง | คาดว่าอยู่ในช่วงปี 2570 |
| กฎบังคับใช้จริง | เร็วสุดปลายปี 2570 (ไม่มีเดดไลน์ตายตัว) |
อีกจุดที่น่าสนใจคือตอนนี้เซลิกเป็นกรรมาธิการเพียงคนเดียวของ CFTC ที่ออกแบบให้มีทั้งหมด 5 คน หลังจำนวนพนักงานทั้งหน่วยงานลดจาก 708 คนในปีงบประมาณ 2567 เหลือราว 556 คนในปีงบประมาณ 2568 นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ก็เตือนไว้ว่ากฎที่ออกโดยอำนาจหน่วยงาน (agency rule) ไม่มั่นคงเท่ากฎหมายจากสภา เพราะเปลี่ยนแปลงหรือถูกฟ้องท้าทายในชั้นศาลได้ง่ายกว่า ขณะที่กฎหมายยังมีผลต่อเนื่องแม้เปลี่ยนรัฐบาล
มุมไทย: ทำไมเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาอเมริกา
ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายคริปโตที่ชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ให้สำนักงาน ก.ล.ต. ไทยออกใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (VASP) ให้เอ็กซ์เชนจ์อย่าง Bitkub หรือ Binance TH ดำเนินธุรกิจได้ตามกติกาที่วางไว้ล่วงหน้า ต่างจากสหรัฐฯ ที่หลังพยายามผลักดันกฎหมายกลางมาหลายปี ล่าสุดยังติดหล่มในวุฒิสภาอีกครั้ง จนหน่วยงานกำกับดูแลต้องออกมาแพตช์กฎเองเป็นชิ้นๆ แทน
สำหรับนักลงทุนไทยที่เทรด Bitcoin หรือ XRP ผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ความไม่แน่นอนของกรอบกฎหมายสหรัฐฯ ยังไม่กระทบการใช้งานในตอนนี้ เพราะร่างกฎของ CFTC เพิ่งอยู่ขั้นตอนแรกของกระบวนการที่ยาวนาน แต่ก็เป็นสัญญาณที่ควรติดตาม เพราะหาก CFTC เดินหน้าเปิดช่องให้เอ็กซ์เชนจ์ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ให้บริการเทรดเลเวอเรจ BTC-XRP ได้จริงในอนาคต อาจกระทบทิศทางสภาพคล่องและการแข่งขันของตลาดคริปโตโลก ซึ่งส่งผลอ้อมมาถึงราคาที่นักลงทุนไทยเห็นบนกระดานในประเทศด้วยเช่นกัน อีกทั้งความล่าช้าของกฎหมายกลางสหรัฐฯ ก็อาจทำให้เม็ดเงินและนวัตกรรมบางส่วนไหลไปหาประเทศที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนกว่าอย่างสิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือไทยเองในระยะสั้น
คำถามที่พบบ่อย
กฎใหม่ของ CFTC มีผลบังคับใช้เลยหรือยัง
ยังไม่มีผล ตอนนี้เป็นแค่ขั้น “prerule” ที่ยื่นให้ทำเนียบขาวทบทวน ต้องผ่านโหวตของ CFTC และรับฟังความเห็นสาธารณะอีก 2 รอบ เร็วสุดก็ปลายปี 2570 กว่าจะบังคับใช้จริง
CLARITY Act ตายแล้วจริงหรือไม่
ยังไม่ตายสนิท แค่แพ้โหวต cloture 49 ต่อ 50 เสียงรอบนี้ วุฒิสมาชิกเดโมแครต 7 คนที่โหวตค้านระบุว่าการเจรจายังไปต่อได้ หากตกลงเงื่อนไขจริยธรรมเรื่องผลประโยชน์คริปโตของทรัมป์กันได้
กระทบนักเทรดไทยที่เล่น BTC-XRP บนเอ็กซ์เชนจ์ต่างชาติไหม
ยังไม่กระทบทันที เพราะเป็นแค่ขั้นตอนแรกของกระบวนการที่ยาวนาน แต่ควรติดตามต่อเนื่อง เพราะกฎนี้อาจเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเทรดเลเวอเรจคริปโตของสหรัฐฯ ในระยะยาว





















