WSJ แฉโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ “ธนาคารคริปโต” ที่ตระกูลทรัมป์หนุนหลัง — กลุ่มทุนของ เชคทานูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ UAE หนุนการถือหุ้น 49% ในบริษัทโฮลดิ้งที่คุมธนาคารทรัสต์แห่งชาติ World Liberty Trust Company ขณะที่นิติบุคคลของตระกูลทรัมป์ถือ 38% ธนาคารแห่งนี้เพิ่งได้ไฟเขียวเบื้องต้นจาก OCC เมื่อ 14 สิงหาคม และจะเป็นผู้ออก-ไถ่ถอน-เก็บรักษาสเตเบิลคอยน์ USD1 ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกด้วยตัวเอง
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้น
Wall Street Journal รายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026 ว่ากลุ่มทุนที่มี เชคทานูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Sheikh Tahnoon bin Zayed Al Nahyan) เป็นผู้หนุนหลัง ได้เข้าถือหุ้นก้อนใหญ่ในบริษัทโฮลดิ้งที่อยู่เบื้องหลัง World Liberty Trust Company — ธนาคารทรัสต์ระดับชาติที่ World Liberty Financial บริษัทคริปโตซึ่งตระกูลทรัมป์หนุนหลัง กำลังจะเปิดในสหรัฐฯ
จุดที่ทำให้ข่าวนี้ร้อนคือ ไทม์ไลน์ ธนาคารแห่งนี้เพิ่งได้รับ “การอนุมัติเบื้องต้นแบบมีเงื่อนไข” (preliminary conditional approval) จาก OCC หรือสำนักงานผู้ควบคุมเงินตราสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา — และเอกสารอนุมัติของ OCC ระบุชื่อบริษัทผู้ลงทุนไว้ แต่ไม่ได้ระบุว่าใครอยู่เบื้องหลังบริษัทนั้น และไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนหุ้น
SiamBitcoin ได้ตรวจสอบข่าวนี้กับสำนักข่าวหลายแห่ง ทั้ง Cointelegraph, CNBC และ CryptoBriefing ซึ่งรายงานตรงกันโดยอ้างอิงรายงานต้นทางของ WSJ ขณะที่ Trump Organization ยังไม่ได้ตอบคำขอความเห็นจากสื่อ
โครงสร้างซ้อนชั้น ใครถือเท่าไหร่
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ตามยาก คือมันไม่ใช่การถือหุ้นตรงๆ แต่เป็นการซ้อนบริษัทกันหลายชั้น ลองไล่จากล่างขึ้นบน:
| ชั้น | นิติบุคคล | บทบาท |
|---|---|---|
| ชั้นที่ 1 | World Liberty Trust Company, N.A. | ธนาคารทรัสต์ระดับชาติ ผู้ออก-ไถ่ถอน-ดูแลเหรียญ USD1 |
| ชั้นที่ 2 | WLTC Holdings | บริษัทโฮลดิ้งที่ถือธนาคารข้างต้น |
| ชั้นที่ 3 | StringZ Holding RSC | ผู้ถือหุ้น 49% ใน WLTC Holdings — เชคทานูนหนุนหลัง 49% ของบริษัทนี้ |
สัดส่วนผู้ถือหุ้นใน WLTC Holdings ตามรายงานของ WSJ:
StringZ Holding RSC — 49%
บริษัทที่กลุ่มของเชคทานูนหนุนหลังในสัดส่วน 49% เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด
นิติบุคคลตระกูลทรัมป์ — 38%
ส่วนที่เชื่อมกลับไปยังครอบครัวประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรง
ส่วนที่เหลือราว 13%
WSJ ไม่ได้ระบุรายละเอียดผู้ถือหุ้นส่วนที่เหลืออย่างชัดเจน
เชคทานูนคือใคร ทำไมถูกเรียกว่า “เชคสายลับ”
เชคทานูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ไม่ใช่นักลงทุนเอกชนธรรมดา เขาเป็น:
- ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของ UAE — ตำแหน่งรัฐบาลระดับสูงสุดด้านข่าวกรอง จึงถูกสื่อตะวันตกเรียกติดปากว่า “spy sheikh”
- น้องชายของประธานาธิบดี UAE — อยู่ในวงในสุดของราชวงศ์อาบูดาบี
- ประธานบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ G42 — บริษัทที่เป็นศูนย์กลางข้อถกเถียงเรื่องชิป AI ระหว่างสหรัฐฯ กับ UAE
- คุมเครือข่ายการลงทุนมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อของเขาโยงกับธุรกิจคริปโตของตระกูลทรัมป์ ก่อนหน้านี้ในปี 2026 WSJ เคยรายงานว่ากลุ่มของเชคทานูนอยู่เบื้องหลังการซื้อหุ้น 49% ใน World Liberty Financial ด้วยเม็ดเงินราว 500 ล้านดอลลาร์ โดยรายงานระบุว่าเงินราว 187 ล้านดอลลาร์ไหลเข้านิติบุคคลของตระกูลทรัมป์ และอย่างน้อย 31 ล้านดอลลาร์ไหลเข้านิติบุคคลของตระกูล Witkoff
ทำไมต้องมีธนาคารเป็นของตัวเอง
หัวใจของเรื่องนี้คือเหรียญ USD1 — สเตเบิลคอยน์ที่หนุนด้วยดอลลาร์ของ World Liberty Financial ซึ่งปัจจุบันใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ด้วยมูลค่าตลาดราว 4 พันล้านดอลลาร์
ทุกวันนี้ World Liberty ต้องพึ่ง BitGo เป็นผู้ดูแลเงินสำรองหนุนเหรียญ แต่ถ้าธนาคารทรัสต์ของตัวเองเปิดได้จริง โครงสร้างจะเปลี่ยนไปเป็น:
| เรื่อง | ตอนนี้ | ถ้าธนาคารเปิดได้ |
|---|---|---|
| ผู้ดูแลเงินสำรอง | BitGo (บุคคลที่สาม) | ถือเงินสำรองเองทั้งหมด |
| การออก-ไถ่ถอนเหรียญ | ผ่านพาร์ตเนอร์ | ทำเองภายใต้ใบอนุญาตธนาคาร |
| ขอบเขตการให้บริการ | จำกัดตามพาร์ตเนอร์ | ทั่วสหรัฐฯ ด้วยใบอนุญาตกลางใบเดียว |
| รับฝากเงิน/ปล่อยกู้ | ไม่ทำ | ยังไม่ทำ (ทรัสต์แบงก์ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์) |
แต่ยังไม่จบ — การอนุมัติของ OCC เป็นแค่ ขั้นต้นแบบมีเงื่อนไข ยังต้องผ่านการอนุมัติขั้นสุดท้ายก่อนเปิดดำเนินการจริง โดยเงื่อนไขที่ต้องทำให้ได้ก่อน ได้แก่
- ดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำอย่างน้อย 20 ล้านดอลลาร์
- จ้างหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบภายในที่มีคุณสมบัติครบ
- วางระบบ compliance ให้เรียบร้อย
- ผ่านการตรวจก่อนเปิดดำเนินการ (pre-opening examination) ของ OCC
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม
🚩 1. ผู้กำกับที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง อนุมัติธุรกิจที่ครอบครัวประธานาธิบดีถือหุ้น
OCC เป็นหน่วยงานภายใต้ฝ่ายบริหาร ผู้บริหารสูงสุดมาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี ขณะที่ผู้ยื่นขอใบอนุญาตมีนิติบุคคลของตระกูลประธานาธิบดีถือหุ้น 38% — นักวิจารณ์มองว่านี่คือความขัดแย้งทางผลประโยชน์แบบตำราเรียน
🚩 2. เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐต่างชาติ ในโครงสร้างการเงินสหรัฐฯ
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดไม่ใช่กองทุนเอกชนทั่วไป แต่โยงถึงที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศอื่น ซึ่งเป็นสถานะที่ปกติจะถูกตรวจสอบเข้มเป็นพิเศษเมื่อเข้ามาในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของสหรัฐฯ
🚩 3. ความโปร่งใสของเอกสารกำกับดูแล
เอกสารอนุมัติของ OCC ระบุ StringZ ในฐานะผู้ลงทุน แต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้หนุนหลังตัวจริงและไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนหุ้น ทำให้สาธารณชนไม่สามารถเห็นภาพผู้ถือหุ้นที่แท้จริงจากเอกสารสาธารณะได้
🚩 4. เหรียญ USD1 ที่ผูกกับการเมือง
USD1 ไม่ใช่เหรียญเล็ก — มูลค่าตลาดราว 4 พันล้านดอลลาร์และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ผู้ใช้จำนวนมากอาจไม่รู้ว่าโครงสร้างเจ้าของเบื้องหลังเหรียญที่ตัวเองถือ เชื่อมโยงกับใครบ้าง
- ถ้าถือ USD1 อยู่ ให้เข้าใจว่าความเสี่ยงของเหรียญนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเงินสำรอง แต่มีความเสี่ยงเชิงการเมืองและกฎหมายพ่วงมาด้วย
- กระจายสเตเบิลคอยน์ อย่ากองไว้ที่เหรียญเดียว โดยเฉพาะเหรียญที่โครงสร้างเจ้าของยังถูกตั้งคำถาม
- ติดตามว่า OCC จะให้อนุมัติขั้นสุดท้ายหรือไม่ และจะมีการไต่สวนในสภาคองเกรสตามมาหรือเปล่า
สรุปสิ่งที่ต้องจับตา
อนุมัติขั้นสุดท้าย
ไฟเขียว 14 สิงหาคมเป็นแค่ขั้นต้น ธนาคารยังเปิดไม่ได้จนกว่าจะผ่านเงื่อนไขครบและได้อนุมัติรอบสุดท้าย
แรงกดดันจากสภา
วุฒิสมาชิกเดโมแครตเคยเรียกร้องไต่สวนดีล 500 ล้านดอลลาร์รอบก่อน รอบนี้อาจมีแรงกดดันซ้ำ
ทิศทาง USD1
ถ้าธนาคารเปิดได้จริง USD1 จะแข็งแรงขึ้นเชิงโครงสร้าง แต่ถ้าโดนสอบ อาจกระทบความเชื่อมั่นและสภาพคล่อง








