อีลอน มัสก์ เปิดใจยาว 90 นาทีกับ The Economist ทิ้งคำทำนายที่สะเทือนวงการการเงินทั้งโลก — “เงินจะไม่มีความหมายอีกต่อไปในปี 2036” เพราะ AI และหุ่นยนต์จะผลิตสินค้าและบริการล้นจนการแลกเปลี่ยนด้วยเงินแทบไม่จำเป็น พร้อมชี้ว่า AI จะฉลาดแซงมนุษย์ทั้งโลกรวมกันภายใน 5 ปี การทำงานจะกลายเป็น “ทางเลือก” ใน 10 ปี และคอขวดของสงคราม AI ไม่ใช่ชิปอีกต่อไป แต่คือ “ไฟฟ้า” ที่จีนได้เปรียบขาดลอย
📑 สารบัญ
คำทำนายที่ทำคนทั้งโลกสะดุ้ง
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 นิตยสาร The Economist เผยแพร่บทสัมภาษณ์ความยาว 90 นาที ระหว่าง Zanny Minton Beddoes บรรณาธิการบริหาร กับ อีลอน มัสก์ โดยมีหัวข้อหลักคืออนาคตของปัญญาประดิษฐ์
จุดที่กลายเป็นข่าวไปทั่วโลกภายในไม่กี่ชั่วโมง เกิดขึ้นตอนที่ผู้สัมภาษณ์ถามถึงแหล่งรายได้ในอนาคตของ Tesla และ SpaceX — มัสก์ไม่ได้ตอบด้วยตัวเลขยอดขายหรือกลยุทธ์การตลาด แต่กลับตอบว่า
เหตุผลของเขาคือ ภายในหนึ่งทศวรรษ AI และหุ่นยนต์จะผลิตสินค้าและบริการได้ในปริมาณมหาศาลจนแทบไม่มีขีดจำกัด เมื่อของมีล้นเหลือ “การแลกเปลี่ยนด้วยเงิน” ก็จะค่อยๆ สูญเสียบทบาทไปเอง
จากเงินเฟ้อสู่เงินฝืด — โลกที่ของล้น
มัสก์ขยายความว่า โลกกำลังจะพลิกจากยุค เงินเฟ้อ (Inflation) ไปสู่ยุค เงินฝืด (Deflation) เพราะอุปทานสินค้าที่ผลิตโดยเครื่องจักรจะเพิ่มขึ้นแทบไม่จำกัด ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อของล้นตลาด ราคาสินค้าย่อมถูกลงเรื่อยๆ
| ไทม์ไลน์ตามคำทำนาย | สิ่งที่มัสก์บอกว่าจะเกิด |
|---|---|
| ภายใน ~5 ปี | AI จะมีความฉลาดรวมกันแซงหน้าสติปัญญามนุษย์ทั้งโลกรวมกัน |
| ภายใน ~10 ปี | การทำงานจะกลายเป็น “ทางเลือก” ไม่ใช่ความจำเป็น คนทำงานเพราะอยากทำ ไม่ใช่เพราะต้องหาเงิน |
| ปี 2036 | เงินจะสูญเสียความสำคัญ เพราะสินค้าและบริการล้นเกินความต้องการ |
อีกจุดที่น่าสนใจคือ คำทำนายนี้ออกมาในจังหวะที่ หุ้น Tesla กำลังปรับตัวลง และ SpaceX ราคาร่วงหลังเข้าตลาดหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ — ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเบี่ยงคำถามเรื่องรายได้ไปสู่วิสัยทัศน์ระยะยาวแทน
จีนจ่อแซงสหรัฐฯ เพราะ “ไฟฟ้า” ไม่ใช่ชิป
อีกประเด็นที่มัสก์พูดถึงในบทสัมภาษณ์เดียวกันคือการแข่งขัน AI ระดับโลก โดยเขาชี้ว่า จีนมีโอกาสสูงมากที่จะขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI
⚡ คอขวดใหม่คือ “ไฟฟ้า”
มัสก์ระบุว่าอุปสรรคของการพัฒนา AI ต่อจากนี้ไม่ใช่ชิปอีกแล้ว แต่คือกำลังผลิตไฟฟ้า ซึ่งจีนขยายกำลังผลิตได้เร็วกว่าชาติตะวันตกมาก
🔬 ชิปยังเป็นข้อจำกัดของจีน
เขายอมรับว่าจีนยังตามหลังเรื่องชิปขั้นสูง แต่เชื่อว่าจีน “ใกล้กว่าที่คนส่วนใหญ่คิด” ในการทะลุกำแพงเทคโนโลยีลิโธกราฟี
นอกจากนี้เขายังพูดถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนว่า การให้รัสเซียถอนทหารออกจากพื้นที่ยึดครองทั้งหมด “ไม่สมจริง” และควรหาข้อตกลงสันติภาพแบบยึดความเป็นจริง เพราะแนวรบแทบไม่ขยับมา 2-3 ปีแล้ว รวมถึงยังตอบโต้สื่ออย่างดุเดือดว่านักข่าว “ถูกเกลียดชังยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก”
ถ้าเงินหมดความหมาย แล้ว Bitcoin อยู่ตรงไหน?
นี่คือคำถามที่ชาวคริปโตถกกันหนักที่สุดหลังบทสัมภาษณ์นี้ออกมา เพราะคำทำนายของมัสก์ชนกับแนวคิดหลักของ Bitcoin แบบตรงๆ
มุมที่หนุน Bitcoin
ถ้าเงินเฟียตอ่อนค่าลงเรื่อยๆ จากการพิมพ์เงิน ในขณะที่ Bitcoin มีเพดานตายตัว 21 ล้านเหรียญ สินทรัพย์ที่จำกัดจำนวนย่อมมีบทบาทเป็น “ที่เก็บมูลค่า” ในโลกที่ของอื่นล้นตลาด
มุมที่ท้าทาย Bitcoin
ในทางกลับกัน ถ้า “เงิน” ไม่จำเป็นจริงตามที่มัสก์ว่า ระบบการเงินทุกรูปแบบรวมถึงคริปโตก็อาจถูกลดบทบาทไปด้วย เพราะไม่มีอะไรต้องแลกเปลี่ยนตั้งแต่แรก
มุมที่สมจริงที่สุด
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าแม้ผลผลิตจะล้น แต่ทรัพยากรที่มีจำกัดจริงๆ (ที่ดิน พลังงาน เวลา ชื่อเสียง) ยังต้องมีกลไกจัดสรร ซึ่งแปลว่า “เงินในรูปแบบใหม่” จะยังอยู่ ไม่ได้หายไป
สรุปประเด็นสำคัญ
- บทสัมภาษณ์ The Economist 90 นาที เผยแพร่ 23 ก.ค. 2026 โดยบรรณาธิการบริหาร Zanny Minton Beddoes
- มัสก์ทำนาย “เงินจะไม่มีความหมายในปี 2036” เพราะ AI และหุ่นยนต์ผลิตของล้นตลาด
- AI จะแซงสติปัญญามนุษย์ทั้งโลกใน ~5 ปี และงานจะเป็นทางเลือกใน ~10 ปี
- โลกจะพลิกจากเงินเฟ้อเป็นเงินฝืด
- จีนมีโอกาสนำ AI เพราะกำลังผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นคอขวดใหม่แทนชิป
- ยังไม่มีคำอธิบายว่าเศรษฐกิจไร้เงินจะทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ








