ตลาดคริปโตเจอแรงเทขายหนักอีกครั้ง! Bitcoin หลุดระดับ 64,000 ดอลลาร์ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 พร้อมล้างพอร์ต Leverage ไปราว 100 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ต้นตอมาจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI ที่ดิ่งกว่า 8% จนต้องใช้ Circuit Breaker หยุดเทรดเป็นครั้งที่ 8 ของปี ขณะที่นักลงทุนทั้งโลกกลั้นหายใจรอผลประชุม Fed คืนวันพุธนี้
📑 สารบัญ
ล้างพอร์ต 100 ล้านดอลลาร์ใน 60 นาที
Bitcoin ร่วงหลุดแนว 64,000 ดอลลาร์อีกครั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 โดยซื้อขายอยู่แถว 63,200-63,500 ดอลลาร์ ปรับตัวลงราว 2.8% ในรอบ 24 ชั่วโมง หลังเปิดวันมาที่ระดับใกล้ 65,500 ดอลลาร์
จังหวะที่ราคาไหลลงเร็ว ตำแหน่ง Leverage ทั่วตลาดคริปโตถูกบังคับปิด (Liquidation) ไปราว 100 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 60 นาที ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ของสัปดาห์นี้ที่เทรดเดอร์โดนล้างพอร์ตบริเวณแนวราคาเดียวกัน
| เหตุการณ์ | วันที่ | มูลค่าล้างพอร์ต |
|---|---|---|
| หลุด 64K รอบล่าสุด | 28 ก.ค. 2026 | ~100 ล้านดอลลาร์ (ใน 1 ชม.) |
| ร่วงรอบแรกของสัปดาห์ | 24 ก.ค. 2026 | ~87 ล้านดอลลาร์ |
| ล้มเหลวที่จะผ่าน 65.5K | ระหว่างสัปดาห์ | ~75 ล้านดอลลาร์ |
ฝั่งเหรียญใหญ่ตัวอื่นโดนหนักกว่า Bitcoin ชัดเจน ซึ่งเป็นภาพปกติเวลาตลาดเข้าโหมด Risk-off:
| เหรียญ | การเปลี่ยนแปลง 24 ชม. |
|---|---|
| Bitcoin (BTC) | -2.8% |
| Ethereum (ETH) | -4.17% |
| XRP | -4.63% |
| Solana (SOL) | -4.12% |
มูลค่าตลาดคริปโตรวมลดลงมาอยู่ราว 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลง 1.6% ขณะที่ดัชนี Fear & Greed ยังปักอยู่โซน “ความกลัว” ที่ระดับ 29
ต้นตอ: หุ้นชิปเกาหลีถล่ม KOSPI ตัดวงจรครั้งที่ 8
แรงกดดันรอบนี้ไม่ได้มาจากข่าวร้ายในโลกคริปโตเอง แต่มาจากตลาดหุ้นเอเชียโดยตรง ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ดิ่งลงกว่า 8% (บางช่วงระหว่างวันลึกถึงราว 10%) จนตลาดต้องสั่งใช้ Circuit Breaker หยุดการซื้อขายเป็นครั้งที่ 8 ของปี 2026
ตัวการหลักคือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกเทขายหนักตามหุ้นชิปสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเรื่องงบลงทุน AI ที่อาจชะลอตัว และการแข่งขันจากผู้ผลิตจีน
💀 Samsung Electronics
ราคาหุ้นร่วงราว 9% กดดันดัชนีทั้งกระดาน
💀 SK Hynix
ร่วงหนักถึงราว 11% หุ้นหน่วยความจำโดนเทขายเต็ม ๆ
⚠️ Nikkei ญี่ปุ่น
ปรับตัวลงตามราว 4% แรงขายลามทั้งภูมิภาค
การเทขายรอบนี้ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้หายไปประมาณ 396 ล้านล้านวอน หรือราว 264,000 ล้านดอลลาร์ ภายในวันเดียว โดย KOSPI ลงมาต่ำสุดนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน และห่างจากจุดสูงสุดกลางเดือนมิถุนายนแล้วราว 25%
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนคริปโตต้องเข้าใจคือ ตลอดปี 2026 ราคาคริปโตเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่างชัดเจน จนถูกมองว่าคริปโตกลายเป็น “High-Beta Extension” ของกลุ่มหุ้นเทค คือเวลาหุ้นเทคขึ้น คริปโตขึ้นแรงกว่า แต่เวลาหุ้นเทคลง คริปโตก็ลงแรงกว่าเช่นกัน
นักวิเคราะห์จาก Bitfinex สรุปพฤติกรรมนี้ไว้ว่า “BTC จะเคลื่อนไหวไปกับตลาดหุ้นเมื่อความเครียดมาจากปัจจัยมหภาคและอัตราดอกเบี้ย แต่จะแยกตัวออกมาเมื่อความเครียดนั้นเป็นปัญหาเฉพาะตัว” ซึ่งรอบนี้ชัดเจนว่าเป็นแบบแรก
Fed ประชุม 28-29 ก.ค. — สัปดาห์ผันผวนสูงสุด
ปัจจัยกดดันอีกด้านคือการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เริ่มขึ้นวันที่ 28-29 กรกฎาคม ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ที่กรอบ 3.50-3.75% ติดต่อกันเป็นการประชุมครั้งที่ 4 แล้ว
สิ่งที่ทำให้ตลาดเกร็งเป็นพิเศษคือ ราคาในตลาดสะท้อนความน่าจะเป็นราว 38% ที่ Fed อาจ ขึ้น ดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะเป็นข่าวร้ายอย่างแรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท
พุธ 29 ก.ค. — แถลงผลประชุม
ประกาศดอกเบี้ยและถ้อยแถลงนโยบายจาก Fed
พฤหัส 30 ก.ค. — GDP + Core PCE
ตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ Fed จับตามากที่สุด
Dessislava Ianeva นักวิเคราะห์จาก Nexo ระบุว่า “นั่นทำให้ช่วงวันพุธถึงวันพฤหัสเป็นหน้าต่างที่ผันผวนสูงที่สุดของสัปดาห์สำหรับการปรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ”
ETF ไหลออก แต่วาฬเก็บของเงียบ ๆ
ฝั่งกองทุน Spot Bitcoin ETF ยังไม่มีแรงหนุน โดยวันที่ 27 กรกฎาคมมีเงินไหลออกสุทธิราว 11.64 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกองทุน IBIT ของ BlackRock ไหลออกมากที่สุดที่ราว 8.82 ล้านดอลลาร์
แต่ข้อมูล On-chain กลับให้ภาพที่น่าสนใจในทางตรงกันข้าม — กระเป๋าขนาด “วาฬ” ที่ถือ 10 ถึง 10,000 BTC สะสมเพิ่มไปแล้ว 19,696 BTC ภายใน 8 วัน สวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่แรงซื้อช่วงราคาย่อเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
- เงินไหลออกจาก ETF = แรงซื้อสถาบันผ่านช่องทางกระดานหุ้นชะลอตัว
- วาฬสะสมเพิ่ม = ยังมีผู้เล่นรายใหญ่มองว่าราคาระดับนี้คุ้มค่าเก็บ
- รายย่อยเงียบ = ตลาดยังไม่อยู่ในโหมด FOMO ซึ่งมักเป็นภาวะสะสมมากกว่าจุดจบรอบ
นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันเพิ่มจากบริษัทที่ถือ Bitcoin ในคลัง (Corporate Treasury) รายใหญ่รายหนึ่ง ตัดสินใจถือเงินสดไว้ราว 544.5 ล้านดอลลาร์ แทนที่จะนำไปเพิ่มสัดส่วน Bitcoin ซึ่งเป็นสัญญาณระมัดระวังจากฝั่งองค์กร
แนวรับ-แนวต้านที่ต้องจับตา
ในเชิงเทคนิค โมเมนตัมยังอ่อนแรงชัดเจน RSI ลงมาอยู่ที่ 46.77 ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยที่ 53.49 ขณะที่ MACD Histogram ติดลบที่ -104.93 บ่งชี้ว่าแรงซื้อกำลังหมดไป
| ระดับ | ราคา (ดอลลาร์) | ความหมาย |
|---|---|---|
| แนวต้านหลัก | 67,181 | ต้องผ่านให้ได้เพื่อกลับสู่ขาขึ้น |
| แนวต้านใกล้ | 65,000-66,000 | โซนที่ล้มเหลวมาแล้วหลายครั้งสัปดาห์นี้ |
| ราคาปัจจุบัน | ~63,200-63,500 | กรอบวัน 63,055-65,546 |
| แนวรับ Fibonacci | 61,000 | แนวรับแรกที่ต้องเฝ้า |
| แนวรับสำคัญ | 60,000 | พื้นของกรอบราคา หลุดแล้วเปลี่ยนโครงสร้าง |
นักวิเคราะห์ Ali Martinez ตั้งข้อสังเกตว่า “Bollinger Bands แบบ 3 วันของ Bitcoin เริ่มบีบตัวแล้ว” ซึ่งในทางเทคนิคมักหมายถึงตลาดกำลังสะสมพลังก่อนจะเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรง — แต่ไม่ได้บอกทิศทางว่าจะขึ้นหรือลง
สรุป 4 ประเด็นสำคัญ
ล้างพอร์ต 100 ล้านดอลลาร์
BTC หลุด 64,000 ดอลลาร์ เทรดเดอร์โดนบังคับปิดสถานะราว 100 ล้านดอลลาร์ใน 1 ชั่วโมง เป็นครั้งที่ 3 ของสัปดาห์
ต้นตอมาจากหุ้นชิป
KOSPI ดิ่งกว่า 8% ตัด Circuit Breaker ครั้งที่ 8 ของปี Samsung -9% SK Hynix -11% ลากคริปโตลงตาม
Fed คือตัวแปรถัดไป
ประชุม 28-29 ก.ค. ตลาดให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 38% ตามด้วย GDP และ Core PCE วันพฤหัส
วาฬยังเก็บของ
ETF ไหลออก แต่กระเป๋า 10-10,000 BTC สะสมเพิ่ม 19,696 BTC ใน 8 วัน สวนทางรายย่อย
สรุปแล้ว การร่วงรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาภายในของคริปโตเอง แต่เป็นผลจากการที่คริปโตถูกจัดอยู่ในตะกร้าเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อหุ้นชิปทั่วโลกโดนเทขาย คริปโตจึงโดนลากลงตามแบบเลี่ยงไม่ได้ ส่วนทิศทางต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับผลประชุม Fed คืนวันพุธเป็นหลัก








