บิตคอยน์ร่วงหลุด 84,000 ดอลลาร์ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 จากดัชนี PMI ภาคธุรกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด ฉุดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและคริปโตร่วงพร้อมกัน แม้กระแสเงินไหลเข้า Bitcoin ETF จะยังเป็นบวกต่อเนื่อง
1) บิตคอยน์ร่วงมาซื้อขายที่ 83,344 ดอลลาร์ ลดลง 1.23% นับจากเที่ยงคืน UTC หลังพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดรอบ 19 ปี
2) ต้นตอมาจากดัชนี PMI เดือนกันยายนที่แข็งแกร่งกว่าคาดมาก (58.4 จุด สูงสุดรอบ 62 เดือน) ทำให้ตลาดมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
3) เหรียญส่วนใหญ่ร่วงตาม แต่ ETF บิตคอยน์ยังไหลเข้าสุทธิต่อเนื่อง 3 วันติด รวมเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้นกับราคาบิตคอยน์วันนี้
ตามข้อมูลจาก CoinDesk บิตคอยน์เคยฟื้นตัวขึ้นมาช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ก่อนจะคืนกำไรทั้งหมดกลับ ล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ 83,344 ดอลลาร์ ลดลง 1.23% นับตั้งแต่เที่ยงคืน UTC โดยแรงเทขายพันธบัตรที่ดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นตัวกดดันตลาดต่อเนื่องเป็นวันที่สอง
ย้อนไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 ก.ย.) ตามรายงานของ CryptoSlate บิตคอยน์เคยลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 83,500 ดอลลาร์ ในวันเดียวกับที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีปิดที่ 5.11% เพิ่มขึ้น 15 basis points ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการทะลุระดับ 5% เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี
ทำไมพันธบัตรพุ่งถึงกดราคาบิตคอยน์
ตัวจุดชนวนคือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นเดือนกันยายนของ S&P Global ที่ประกาศออกมาแข็งแกร่งเกินคาดมาก ดัชนีรวม (Composite) พุ่งขึ้นเป็น 58.4 จุด จาก 56.0 จุดในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 62 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี
เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงกว่าคาด นักลงทุนจึงมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยน้อยลง เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อ 16 กันยายน สู่กรอบ 3.75-4.00% ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (โดยเฉพาะ real yield ที่หักเงินเฟ้อแล้ว) ปรับตัวสูงขึ้น จาก 2.63% เป็น 2.76% ในวันเดียว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 13 ใน 15 basis points ของการขยับทั้งหมด
แรงเทขายที่ตามมาทำให้เกิดการ Long liquidation ราว 280 ล้านดอลลาร์ในวันพุธ ขณะที่ข้อมูลจาก CoinDesk ล่าสุดวันนี้ชี้ว่าฝั่ง Short ครองสัดส่วนกว่า 52% ของปริมาณ taker flow ใน 24 ชั่วโมง (มูลค่ารวม 250,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10%) ขณะที่ Open Interest ของสัญญา futures บิตคอยน์กลับลดลงเกือบ 6% เหลือ 149,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของการ “ปิดสถานะ Long เดิม” มากกว่าการเปิด Short ใหม่ล้วนๆ
| ตัวชี้วัด | 22 ก.ย. | 23 ก.ย. | ความหมายต่อบิตคอยน์ |
|---|---|---|---|
| ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี | 4.96% | 5.11% | ต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงขึ้น |
| Real yield 10 ปี | 2.63% | 2.76% | กดดันสินทรัพย์ไม่มีดอกเบี้ยโดยตรง |
| S&P Global PMI Composite | 56.0 | 58.4 | ต้นตอที่ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์ดอกเบี้ย |
ตลาดคริปโตทั้งกระดานเป็นยังไง
แรงกดดันจากฝั่งมหภาคลามไปทั้งตลาด อีเธอเรียม (ETH) ร่วง 1.55% มาอยู่ที่ 2,642.86 ดอลลาร์ ส่วน XRP และ Bitcoin Cash เป็นสองเหรียญหลักที่อ่อนแอที่สุด โดย XRP ร่วง 8.3% ใน 24 ชั่วโมงมาอยู่ที่ 1.46 ดอลลาร์ ขณะที่ Solana (SOL) ลดลง 1.61% เหลือ 113.14 ดอลลาร์ ด้าน NEAR และ Hyperliquid (HYPE) ซึ่งเป็นกลุ่มที่พุ่งแรงช่วงต้นสัปดาห์ กลับร่วงหนักสุด 3-4% ในวันเดียว สะท้อนการทำกำไรจากเหรียญที่วิ่งเร็วก่อนหน้า
สวนทางกับภาพรวม Litecoin (LTC) กลับเป็นเหรียญเดียวที่บวกแรง พุ่งขึ้นกว่า 8% มาอยู่ที่ 66.97 ดอลลาร์ โดย Open Interest ของสัญญา futures LTC เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 18 มกราคม สะท้อนแรงซื้อจริงที่เข้ามาสะสมก่อนการลดค่ารางวัลบล็อก (halving) ที่จะเกิดขึ้นเดือนกรกฎาคมปีหน้า
มุมไทย: กระทบนักลงทุนไทยแค่ไหน
สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือคริปโตผ่านกระดานในประเทศ ราคาจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดโลกแทบจะทันที เพราะกระดานไทยอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกันค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 33.2-33.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการเข้าซื้อของนักลงทุนไทยจะผันผวนจากสองทางพร้อมกัน ทั้งราคาเหรียญที่ลดลงและอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจขยับตามภาวะเงินดอลลาร์แข็งค่า
ปัจจัยที่กดดันราคาครั้งนี้เป็นเรื่องมหภาคของสหรัฐฯ ล้วนๆ ไม่ได้มาจากความเสี่ยงเฉพาะตัวของคริปโตหรือกฎระเบียบในไทย นักลงทุนจึงควรแยกให้ออกระหว่าง “ความผันผวนจากตลาดการเงินโลก” กับ “ความเสี่ยงเฉพาะของสินทรัพย์” ก่อนตัดสินใจซื้อขายในช่วงที่ตลาดผันผวนแบบนี้
จับตาต่อจากนี้
ข้อมูล On-chain จาก Glassnode ที่ CryptoSlate อ้างอิง ชี้ว่าโซน 84,000-85,000 ดอลลาร์ เป็นกลุ่มที่ผู้ถือระยะยาว (Long-term holders) สะสมเหรียญไว้หนาแน่นที่สุด และเป็นแนวรับสำคัญที่ต้องจับตา หากหลุดแนวนี้แบบปิดต่อเนื่องหลายวัน แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 77,000 ดอลลาร์ (True Market Mean) ส่วนแนวต้านสำคัญด้านบนอยู่ที่ 96,700 ดอลลาร์ (Mean MVRV)
| ระดับราคา | ความหมาย | ห่างจากราคาปัจจุบัน |
|---|---|---|
| 77,000 ดอลลาร์ | แนวรับถัดไปหากหลุด 84K แบบต่อเนื่อง | -8.6% |
| 84,000-85,000 ดอลลาร์ | โซนแนวรับปัจจุบัน (กลุ่ม LTH สะสม) | โซนปัจจุบัน |
| 96,700 ดอลลาร์ | แนวต้านสำคัญถัดไป หากซื้อดันกลับขึ้น | +14.7% |
วันศุกร์นี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะจะมีสัญญาออปชันบิตคอยน์และอีเธอเรียมมูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์หมดอายุบน Deribit พร้อมกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (Durable Goods, Consumer Sentiment) และการปิดสัญญา CME Bitcoin futures เดือนกันยายน ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนในช่วงสุดสัปดาห์ได้อีกรอบ
ต้นตอ
PMI สหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด ดันผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สูงสุดรอบ 19 ปี
ผลกระทบ
บิตคอยน์หลุด 84,000 ดอลลาร์ อัลท์คอยน์ส่วนใหญ่ร่วงตาม ยกเว้น Litecoin
สิ่งที่ต้องจับตา
แนวรับ 84K-85K, ตัวเลข ETF flow รายวัน และออปชันหมดอายุวันศุกร์นี้
คำถามที่พบบ่อย
เพราะบิตคอยน์ไม่มีดอกเบี้ยหรือปันผลเป็นของตัวเอง เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรให้ผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนจึงลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเพื่อสลับไปถือพันธบัตรแทน
ไม่มีใครฟันธงได้ แต่จากข้อมูล on-chain แนวรับสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตาอยู่ที่โซน 84,000-85,000 ดอลลาร์ หากหลุดแบบต่อเนื่องหลายวันจึงจะเปิดทางไปสู่แนวรับถัดไปที่ 77,000 ดอลลาร์
ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ไม่ตัดสินใจซื้อขายตามอารมณ์ตลาด และพิจารณาความเสี่ยงที่รับได้ของตัวเองเป็นหลัก บทความนี้เป็นการรายงานข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ที่มา: CoinDesk, CryptoSlate





















