คนส่วนใหญ่ระวังตอน “กดยืนยัน” แต่พลาดตั้งแต่ตอน “เปิดเว็บ” ปี 2569 วิธีที่แก๊งดูดกระเป๋าใช้ได้ผลที่สุดไม่ใช่การแฮกสัญญา แต่คือการพาคุณไปยืนอยู่หน้าเว็บปลอมที่หน้าตาเหมือนของจริงทุกพิกเซล บางรายจ่ายเงินซื้อโฆษณาให้ขึ้นเหนือผลค้นหาจริง บางรายจดโดเมนที่สายตาแยกไม่ออก และเคสที่น่ากลัวที่สุดของปีนี้คือแก๊งยึดโดเมนจริงของโปรเจกต์ไปเลย คู่มือนี้เป็นการตั้งค่าชั้นเครือข่ายและชั้นเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นด่านที่ทำงานให้คุณอัตโนมัติทุกครั้งที่เปิดเว็บ ใช้เวลาตั้งครั้งเดียวประมาณ 20 นาที แล้วได้ผลตลอดไป พร้อมบอกตรง ๆ ว่าด่านนี้กันอะไรไม่ได้ และต้องเอาอะไรมาปิดช่องแทน
📑 สารบัญ
- ทำไมต้องกันตั้งแต่ก่อนเว็บโหลด
- 3 เส้นทางที่พาคนไปยืนหน้าเว็บปลอม
- ชั้นที่ 1 — บุ๊กมาร์กที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่บุ๊กมาร์กที่มีไว้เฉย ๆ
- ชั้นที่ 2 — ตั้ง DNS กรองโดเมนอันตราย ทีละอุปกรณ์
- ชั้นที่ 3 — อ่าน URL ให้เป็นใน 5 วินาที
- ตารางรูปแบบโดเมนปลอมที่เจอบ่อยที่สุด
- ชั้นที่ 4 — เบราว์เซอร์และส่วนขยาย จุดที่คนตายเพราะความสะดวก
- กับดักใหญ่ที่สุด — เมื่อโดเมนจริงถูกยึด ทุกด่านข้างบนพัง
- เช็กลิสต์ตั้งค่า 20 นาที
- มุมไทย — ช่องทางตรวจสอบและแจ้งเหตุ
- คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
ทำไมต้องกันตั้งแต่ก่อนเว็บโหลด
ลองดูเคสจริงปีนี้ 13 สิงหาคม 2569 มีผู้ใช้รายหนึ่งเสีย USDC ราว 550000 ดอลลาร์ หลังกดโฆษณาบน Google ที่พาไปเว็บเลียนแบบ Hyperliquid โดย Darcy ผู้ร่วมก่อตั้ง FlashRescue เป็นคนเปิดข้อมูลบนเชนที่แสดงการโอนออกไปยังกระเป๋าของคนร้าย 3 ครั้ง ก่อนหน้านั้นเดือนพฤษภาคม 2569 เทรดเดอร์อีกรายเสียเงินอย่างน้อย 400000 ดอลลาร์จากเว็บ Uniswap ปลอมที่มาจากโฆษณาผลค้นหาเช่นกัน จนผู้ก่อตั้ง Uniswap ต้องออกมาเตือนเอง
ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือขนาดของปฏิบัติการ กลุ่ม Security Alliance (SEAL) ระบุว่าบล็อกลิงก์โฆษณาอันตรายไปแล้ว 356 ลิงก์ในช่วงหลายสัปดาห์ของเดือนเมษายน 2569 ซึ่งรวมถึงเว็บที่แอบอ้าง Hyperliquid หลายอัน ฝั่ง Google เองรายงานว่าลบโฆษณาหลอกลวงไปกว่า 602 ล้านชิ้นในรอบปีที่ผ่านมา และบล็อกโฆษณาที่ผิดนโยบายได้ราว 99% ก่อนเผยแพร่ — แต่ 1% ที่หลุดมาก็พอทำงานแล้ว เพราะ SEAL ชี้ว่าคนร้ายมักใช้บัญชีผู้ลงโฆษณาที่ถูกแฮกมาเพื่อเลี่ยงการตรวจอัตโนมัติ และโฆษณาอยู่บนหน้าจอแค่ไม่กี่นาทีก็เจอเหยื่อแล้ว
3 เส้นทางที่พาคนไปยืนหน้าเว็บปลอม
โฆษณาเหนือผลค้นหา
คนร้ายประมูลคำค้นชื่อแพลตฟอร์มจนขึ้นเหนือผลจริง เว็บที่เปิดมาถูกโคลนมาทั้งหน้า เหลือแค่รอคุณกดเชื่อมกระเป๋าแล้วเซ็นอนุมัติ แพลตฟอร์มที่ถูกปลอมบ่อยได้แก่ Uniswap PancakeSwap Morpho Hyperliquid และแบรนด์ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต
โดเมนหน้าตาเหมือน
ทั้งแบบสะกดผิดหนึ่งตัว แบบสลับนามสกุลโดเมน แบบเอาชื่อจริงไปเป็นซับโดเมนของโดเมนคนร้าย และแบบใช้อักษรต่างภาษาที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะจนแยกด้วยตาไม่ได้
โดเมนจริงถูกยึด
อันตรายที่สุดเพราะ URL ถูกต้องทุกตัวอักษร กุญแจล็อกก็ขึ้น เกิดขึ้นจริงกับ CoW Swap เมื่อ 14 เมษายน 2569 รายละเอียดอยู่ในหัวข้อกับดักท้ายบทความ
สังเกตว่าสองเส้นทางแรกกันได้ด้วยการตั้งค่าล้วน ๆ ส่วนเส้นทางที่สามกันด้วยการตั้งค่าไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีอื่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่บทความนี้ไม่จบแค่การตั้ง DNS
ชั้นที่ 1 — บุ๊กมาร์กที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่บุ๊กมาร์กที่มีไว้เฉย ๆ
เกือบทุกคนมีบุ๊กมาร์กอยู่แล้ว แต่ยังโดนหลอกอยู่ดี เพราะเวลารีบก็ยังพิมพ์ชื่อเว็บลงช่องค้นหาตามความเคยชิน บุ๊กมาร์กจะทำงานก็ต่อเมื่อมันกลายเป็นทางเข้าเดียวที่คุณใช้
ขั้นที่ 1 — หาที่อยู่จริงจากแหล่งทางการ อย่าหาจากผลค้นหา
อย่าเริ่มจากการค้นหาชื่อเว็บแล้วบุ๊กมาร์กสิ่งที่เจอ เพราะถ้าผลนั้นเป็นของปลอม คุณจะบุ๊กมาร์กของปลอมไว้ถาวร ให้เอาที่อยู่จากช่องทางที่โปรเจกต์ควบคุมเอง เช่น ลิงก์ในเอกสารทางการ ลิงก์ในบัญชีโซเชียลที่ยืนยันแล้ว หรือลิงก์ในแอปเว็บเทรดที่คุณใช้อยู่ แล้วค่อยกดบุ๊กมาร์กจากหน้าที่เปิดจากลิงก์นั้น
ขั้นที่ 2 — ตั้งชื่อโฟลเดอร์เดียวและกวาดของเก่าออก
สร้างโฟลเดอร์ชื่อ Crypto ในแถบบุ๊กมาร์ก เก็บเฉพาะเว็บเทรด กระเป๋า และ dApp ที่ใช้จริง จากนั้นลบบุ๊กมาร์กคริปโตเก่าที่กระจายอยู่ที่อื่นให้หมด ของเก่าที่จำไม่ได้ว่าเพิ่มมาตอนไหนคือความเสี่ยง เพราะอาจเป็นของปลอมที่บุ๊กมาร์กไว้ตั้งแต่แรก
ขั้นที่ 3 — เปิดแถบบุ๊กมาร์กให้เห็นตลอดเวลา
บน Chrome และ Edge กด Ctrl+Shift+B บน Windows หรือ Cmd+Shift+B บน Mac เพื่อให้แถบบุ๊กมาร์กโผล่ตลอด เหตุผลง่ายมาก คือสิ่งที่มองเห็นจะถูกใช้ ส่วนสิ่งที่ต้องกดหาจะถูกข้าม แล้วคุณจะกลับไปพิมพ์ในช่องค้นหาเหมือนเดิม
ขั้นที่ 4 — ตั้งกฎเหล็กข้อเดียว
ห้ามเข้าเว็บที่เกี่ยวกับเงินจากผลค้นหา จากลิงก์ในแชท จากลิงก์ในอีเมล และจากลิงก์ในคอมเมนต์ ทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น ถ้าเว็บไหนยังไม่มีในบุ๊กมาร์ก แปลว่าต้องไปหาที่อยู่จากแหล่งทางการก่อน ไม่ใช่กดลิงก์ตรงหน้าไปก่อนแล้วค่อยเช็ก
ชั้นที่ 2 — ตั้ง DNS กรองโดเมนอันตราย ทีละอุปกรณ์
DNS คือระบบที่แปลชื่อเว็บให้เป็นที่อยู่เครื่องปลายทาง ปกติเครื่องคุณจะใช้ DNS ของผู้ให้บริการเน็ตซึ่งไม่กรองอะไรเลย การเปลี่ยนไปใช้ DNS ที่มีรายชื่อโดเมนอันตรายทำให้เว็บฟิชชิงที่ถูกขึ้นบัญชีแล้วเปิดไม่ขึ้นตั้งแต่ต้น ก่อนหน้าเว็บจะโหลดด้วยซ้ำ และมันทำงานกับทุกแอปในเครื่อง ไม่ใช่แค่เบราว์เซอร์
| บริการ | ที่อยู่ที่ใช้ | กรองอะไร | ค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| Cloudflare for Families | 1.1.1.2 และ 1.0.0.2 | มัลแวร์และฟิชชิง | ฟรี ไม่ต้องสมัคร |
| Cloudflare for Families แบบเข้ม | 1.1.1.3 และ 1.0.0.3 | มัลแวร์ ฟิชชิง และเนื้อหาผู้ใหญ่ | ฟรี ไม่ต้องสมัคร |
| Quad9 | 9.9.9.9 และ 149.112.112.112 | มัลแวร์ ฟิชชิง บอตเน็ต จากพันธมิตรข่าวกรองภัยคุกคามกว่า 25 ราย | ฟรี ไม่ต้องสมัคร |
ตั้งตรงไหนดี เลือกได้ 3 จุด
| จุดที่ตั้ง | ครอบคลุมแค่ไหน | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| เราเตอร์ที่บ้าน | ทุกอุปกรณ์ที่ต่อไวไฟบ้าน รวมทั้งมือถือคนในบ้าน | ตั้งครั้งเดียวคุ้มที่สุด แต่ไม่ตามไปด้วยเวลาออกนอกบ้าน |
| ตัวเครื่อง (Windows macOS iOS Android) | ทุกแอปในเครื่องนั้น ไม่ว่าจะต่อเน็ตจากที่ไหน | คนที่พกโน้ตบุ๊กหรือใช้มือถือนอกบ้านบ่อย |
| เบราว์เซอร์ (Secure DNS) | เฉพาะเบราว์เซอร์ตัวนั้น แอปอื่นไม่ได้ผล | ทำง่ายสุด เหมาะเป็นจุดเริ่ม แต่อย่าหยุดแค่นี้ |
ตั้งใน Chrome (ง่ายที่สุด เริ่มจากตรงนี้ได้)
เข้าเมนูสามจุดขวาบน เลือก การตั้งค่า จากนั้นไปที่ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย แล้วเข้า ความปลอดภัย เลื่อนลงหาหัวข้อ ใช้ DNS ที่ปลอดภัย เปิดสวิตช์ แล้วเลือกผู้ให้บริการจากรายการ หรือกรอกเองแบบกำหนดเอง โดยใส่ https://security.cloudflare-dns.com/dns-query สำหรับ Cloudflare ฝั่งกรองมัลแวร์ หรือ https://dns.quad9.net/dns-query สำหรับ Quad9
ตั้งบน iPhone และ iPad
ถ้าจะให้ครอบคลุมทุกเครือข่ายรวมทั้งเน็ตมือถือ ต้องติดตั้งเป็นโปรไฟล์ DNS จากหน้าเว็บทางการของผู้ให้บริการเท่านั้น ห้ามติดตั้งโปรไฟล์ที่ใครส่งมาให้ทางแชทเด็ดขาด เพราะโปรไฟล์การตั้งค่าคือช่องทางเดียวกับที่แอปปลอมใช้เล็ดลอดเข้ามาในเครื่อง ถ้าไม่อยากยุ่งกับโปรไฟล์ ให้ตั้งเฉพาะไวไฟบ้านที่ ตั้งค่า แล้วเลือก Wi-Fi กดปุ่ม i หลังชื่อเครือข่าย เลื่อนหา กำหนดค่า DNS แล้วเปลี่ยนเป็น ด้วยตนเอง
ตั้งบน Android
Android รองรับ DNS ส่วนตัวในระดับระบบอยู่แล้ว ไปที่ การตั้งค่า แล้วเข้า เครือข่ายและอินเทอร์เน็ต หา DNS ส่วนตัว เลือกแบบระบุชื่อโฮสต์ แล้วใส่ security.cloudflare-dns.com หรือ dns.quad9.net วิธีนี้ครอบคลุมทั้งไวไฟและเน็ตมือถือ และใช้ได้กับทุกแอป
ตั้งบนเราเตอร์
เข้าหน้าตั้งค่าเราเตอร์ หาหัวข้อ WAN หรือ Internet หรือ DHCP แล้วเปลี่ยน DNS Server เป็นตัวเลขจากตารางข้างบน จากนั้นรีสตาร์ตเราเตอร์ ข้อควรระวังคือถ้าผู้ให้บริการเน็ตล็อกช่องนี้ไว้ ให้ตั้งที่ตัวเครื่องแทน และอย่าลืมว่าการตั้งที่เราเตอร์ไม่คุ้มครองตอนคุณใช้เน็ตมือถือหรือไวไฟร้านกาแฟ
ชั้นที่ 3 — อ่าน URL ให้เป็นใน 5 วินาที
DNS กรองได้เฉพาะโดเมนที่ถูกขึ้นบัญชีแล้ว แต่โดเมนฟิชชิงใหม่เกิดทุกวันและบางอันมีอายุแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทักษะอ่าน URL จึงยังจำเป็น หลักการมีข้อเดียวคือ อ่านจากขวาไปซ้าย เพราะส่วนที่บอกว่าใครเป็นเจ้าของเว็บจริง ๆ อยู่ติดกับเครื่องหมายทับตัวแรก ไม่ใช่ส่วนที่อยู่ซ้ายสุด
bitkub.com.login-secure.xyz/th ทับตัวแรกอยู่หลัง xyz ย้อนมา 2 คำได้ login-secure.xyz แปลว่าเว็บนี้เป็นของเจ้าของ login-secure.xyz ส่วนคำว่า bitkub.com ที่อยู่ข้างหน้าเป็นแค่ซับโดเมนที่ใครก็ตั้งได้
เรื่อง Punycode ที่ต้องรู้
กลโกงที่แยกด้วยตาไม่ได้จริง ๆ คือการใช้อักษรจากภาษาอื่นที่หน้าตาเหมือนอักษรอังกฤษ เช่น ตัว a ซีริลลิก (U+0430) กับตัว a ละติน (U+0061) ที่หน้าจอแสดงผลเหมือนกันทุกประการ เทคนิคนี้ถูกสาธิตครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 และยังใช้ได้ในปี 2569 ในช่องว่างที่เบราว์เซอร์ยังกันไม่หมด
ข่าวดีคือเบราว์เซอร์สมัยใหม่มีกฎกรองอยู่แล้ว เอกสารของ Chromium ระบุว่า Chrome จะแสดงชื่อโดเมนเป็นรูปแบบ Punycode ที่ขึ้นต้นด้วย xn-- แทนตัวอักษรสวย ๆ เมื่อเข้าเงื่อนไขเหล่านี้
- ปนอักษรละติน ซีริลลิก และกรีกเข้าด้วยกัน โดยละตินปนได้เฉพาะกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีเท่านั้น
- ทั้งชื่อเป็นอักษรที่หน้าตาเหมือนละตินทั้งหมด แต่นามสกุลโดเมนไม่ได้ผูกกับภาษานั้น เช่น ใช้อักษรซีริลลิกล้วนกับ
.com - โครงร่างของชื่อไปตรงกับโดเมนยอดนิยมหลังตัดเครื่องหมายกำกับเสียงออก เช่น
googlé.com - ใช้เลขปนกับอักขระที่หน้าตาเหมือนเลข หรือปนระบบตัวเลขคนละแบบ
- มีอักขระซ่อนตัว หรือใช้เครื่องหมายกำกับซ้อนกันผิดปกติ
about:config ในช่องที่อยู่ ค้นหา network.IDN_show_punycode แล้วเปลี่ยนค่าเป็น true จากนั้นโดเมนที่ใช้อักษรต่างภาษาจะถูกแสดงเป็น xn-- เสมอ อ่านยากขึ้นนิดหน่อยแต่ปลอมไม่ได้เลย ส่วน Chrome และ Opera ไม่มีสวิตช์แบบนี้ให้เปิดเอง ต้องพึ่งกฎอัตโนมัติของเบราว์เซอร์อย่างเดียว
ตารางรูปแบบโดเมนปลอมที่เจอบ่อยที่สุด
| รูปแบบ | หน้าตาประมาณนี้ | จุดสังเกต |
|---|---|---|
| ชื่อจริงกลายเป็นซับโดเมน | bitkub.com.secure-login.xyz |
อ่านย้อนจากทับแรก เจ้าของจริงคือ secure-login.xyz |
| เติมขีดกลาง | binance-th.co |
แบรนด์จริงมักไม่มีขีดกลางในโดเมนหลัก |
| สลับนามสกุลโดเมน | uniswap.app แทนที่จะเป็นโดเมนจริง |
จำนามสกุลของเว็บที่ใช้ประจำให้แม่น |
| สะกดผิดหนึ่งตัว | metarnask.io ที่ใช้ r กับ n แทน m |
ซูมดูทีละตัวอักษร โดยเฉพาะคู่ rn กับ m และ l กับ I |
| อักษรต่างภาษา | ดูเหมือน ledger.com แต่ a เป็นซีริลลิก |
ถ้าเบราว์เซอร์โชว์ xn-- คือของปลอมแน่นอน |
| เติมคำน่าเชื่อถือ | bitkub-verify.online |
คำว่า verify secure official wallet ในโดเมนคือธงแดง |
ชั้นที่ 4 — เบราว์เซอร์และส่วนขยาย จุดที่คนตายเพราะความสะดวก
ตั้ง DNS และอ่าน URL เก่งแค่ไหนก็ไม่ช่วย ถ้ามีส่วนขยายอันตรายนั่งอยู่ในเบราว์เซอร์เดียวกับกระเป๋าของคุณ เพราะส่วนขยายทำงานอยู่ในหน้าเว็บจริง ไม่ต้องพาคุณไปไหนเลย
รายงานของ Socket เผยแพร่เมื่อ 27 สิงหาคม 2569 พบส่วนขยาย Chrome 18 ตัวกับ Edge อีก 1 ตัวที่ฝังตัวดูดกระเป๋าและขโมยข้อมูลบัญชี ปฏิบัติการนี้เริ่มมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2567 จุดที่น่ากลัวคือ ในจำนวนนั้นมี 5 ตัวที่คนร้ายซื้อต่อจากนักพัฒนาตัวจริง แล้วยัดโค้ดอันตรายเข้าไปผ่านการอัปเดตอัตโนมัติ ส่วนอีก 14 ตัวสร้างขึ้นเอง ตัวที่ใหญ่ที่สุดชื่อ Enable Right Click and Copy มีผู้ใช้ Chrome ราว 70000 คนและ Edge อีกราว 10000 คน รวมเป็นพื้นที่กระทบราว 80000 คน
💀 มันทำอะไรได้บ้าง
โคลนปุ่มเชื่อมกระเป๋าและปุ่มสว็อปเพื่อตัดตัวจัดการของเว็บจริงทิ้ง แล้วสวมของคนร้ายเข้าไปแทน ปิดหน้าต่างขอลายเซ็นของจริง แล้วพาไปอนุมัติธุรกรรมที่คนร้ายกำหนด
💀 ปลอมหน้าเว็บทั้งหน้า
ยึดหน้าเว็บทั้งหน้าแล้ววาดตัวช่วยอัปเดตและกู้คืนของ Ledger Live และ Trezor ขึ้นมาแบบเหมือนเป๊ะ เพื่อหลอกขอวลีกู้คืน ทั้งที่คุณอยู่บนโดเมนจริง
⚠️ ขโมยเซสชันเว็บเทรด
อ่านยอดเงินและข้อมูลเซสชันที่ล็อกอินไว้จาก OKX MEXC Kraken KuCoin Coinbase Binance Bybit และ MetaMask ได้โดยไม่ต้องรู้รหัสผ่านคุณเลย
สิ่งที่ต้องทำวันนี้เลย
- แยกเบราว์เซอร์หรือแยกโปรไฟล์สำหรับคริปโตโดยเฉพาะ — โปรไฟล์นี้ห้ามมีส่วนขยายอื่นเลยนอกจากกระเป๋า และห้ามใช้เปิดเว็บทั่วไป
- ไล่ดูส่วนขยายทั้งหมดตอนนี้ — พิมพ์
chrome://extensionsแล้วลบทุกตัวที่จำไม่ได้ว่าติดตั้งไปทำไม โดยเฉพาะพวกเครื่องมือจิปาถะอย่างปลดล็อกคลิกขวา จับภาพหน้าจอ แปลภาษา - ปิดสิทธิ์อ่านทุกเว็บ — ในหน้ารายละเอียดของแต่ละส่วนขยาย เปลี่ยนการเข้าถึงเว็บไซต์เป็น เมื่อคลิก หรือระบุเฉพาะเว็บที่จำเป็น
- เข้าใจว่ารีวิวดีไม่ได้แปลว่าปลอดภัย — ส่วนขยายที่ถูกซื้อต่อมีรีวิวดีสะสมมาหลายปีจากตอนที่มันยังไม่มีพิษ พิษเพิ่งถูกยัดเข้ามาทีหลังผ่านการอัปเดต
กับดักใหญ่ที่สุด — เมื่อโดเมนจริงถูกยึด ทุกด่านข้างบนพัง
ต้องพูดตรง ๆ ว่าบุ๊กมาร์กและ DNS ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในสถานการณ์หนึ่ง คือตอนที่โดเมนจริงของโปรเจกต์ถูกคนร้ายยึดไป เพราะบุ๊กมาร์กของคุณชี้ไปที่โดเมนนั้นพอดี และ DNS ก็ยังไม่ได้ขึ้นบัญชีดำโดเมนที่เพิ่งกลายเป็นอันตรายเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับ CoW Swap เมื่อ 14 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 14:54 UTC คนร้ายสวมรอยเป็นผู้ร่วมงานอาวุโสของ CoW DAO ยื่นเอกสารยืนยันตัวตนปลอมต่อ Traficom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการสื่อสารของฟินแลนด์ที่ดูแลโดเมน .fi เมื่อทาง Traficom ตั้งข้อพิพาทไปยังผู้รับจดทะเบียนอย่าง Gandi แล้วไม่ได้รับการตอบกลับ คนร้ายจึงได้สิทธิ์ควบคุมโดเมนไป แล้วเปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้จาก swap.cow.fi ไปยังหน้าฟิชชิงที่โชว์หน้าต่างธุรกรรมปลอม
ทีมงานประกาศเตือนบน X เวลาประมาณ 15:41 UTC ย้ายไปโดเมนสำรอง แล้วประสานงานกับผู้ดูแลโดเมนจนได้โดเมนคืนพร้อมล็อกที่ระดับผู้ให้บริการภายในราว 26 ชั่วโมง แต่ความเสียหายที่ประเมินในรายงานสรุปเหตุการณ์อยู่ที่ราว 1.2 ล้านดอลลาร์ โดยระบบสัญญาอัจฉริยะและ API หลังบ้านไม่ได้ถูกเจาะ ต่อมา CoW DAO ผ่านมติชดเชยผู้เสียหายเป็นโครงการให้เงินช่วยเหลือแบบพิจารณาเป็นราย ๆ
เช็กลิสต์ตั้งค่า 20 นาที
- รวบรวมที่อยู่จริงของเว็บเทรดและ dApp ที่ใช้ประจำจากแหล่งทางการ ไม่ใช่จากผลค้นหา
- สร้างโฟลเดอร์บุ๊กมาร์กชื่อ Crypto และลบบุ๊กมาร์กคริปโตเก่าที่กระจัดกระจายทิ้งให้หมด
- เปิดแถบบุ๊กมาร์กให้แสดงตลอดเวลาด้วย Ctrl+Shift+B หรือ Cmd+Shift+B
- เปิด ใช้ DNS ที่ปลอดภัย ใน Chrome และใส่ที่อยู่ของ Cloudflare ฝั่งกรองมัลแวร์หรือ Quad9
- เปลี่ยน Safe Browsing เป็นโหมด การป้องกันขั้นสูง
- ตั้ง DNS ที่ระดับเครื่องหรือระดับเราเตอร์ เพื่อให้ครอบคลุมแอปอื่นนอกเบราว์เซอร์ด้วย
- บน Android ตั้ง DNS ส่วนตัวเป็นชื่อโฮสต์ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งไวไฟและเน็ตมือถือ
- สร้างโปรไฟล์เบราว์เซอร์แยกสำหรับคริปโตโดยเฉพาะ ห้ามมีส่วนขยายอื่นนอกจากกระเป๋า
- ไล่ลบส่วนขยายที่จำไม่ได้ว่าติดตั้งไปทำไมออกให้หมด
- เปลี่ยนสิทธิ์เข้าถึงเว็บของส่วนขยายที่เหลือเป็นแบบ เมื่อคลิก
- ถ้าใช้ Firefox ให้เปิด
network.IDN_show_punycodeเป็น true - ฝึกอ่าน URL ย้อนจากเครื่องหมายทับตัวแรกกลับมา 2 คำ ให้เป็นนิสัย
- เตือนตัวเองว่ากุญแจล็อกไม่ได้แปลว่าเว็บจริง และโฆษณาเหนือผลค้นหาไม่ใช่ผลค้นหา
มุมไทย — ช่องทางตรวจสอบและแจ้งเหตุ
ฝั่งไทย ก.ล.ต. เปิดสถิติครึ่งปีแรกของปี 2569 ว่ารับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเรื่องหลอกลงทุนรวม 4156 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และประสานงานปิดกั้นช่องทางหลอกลวงไปแล้ว 374 ครั้ง ส่วนการระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มียอดสะสม 60968 บัญชี เพิ่มขึ้น 27.83% จาก 47692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568
อีกเรื่องที่คนไทยเจอบ่อยคือเว็บไซต์ปลอมที่แอบอ้างชื่อและโลโก้ ก.ล.ต. เอง เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและโอนเงินลงทุน จึงต้องยึดหลักเดียวกับที่ใช้กับเว็บเทรด คือเข้าจากบุ๊กมาร์กหรือช่องทางทางการเท่านั้น
- ตรวจชื่อผู้ให้บริการก่อนเสมอ — ใช้แอป SEC Check First หรือ Investor Alert บนเว็บ ก.ล.ต. รายละเอียดวิธีค้นอยู่ใน วิธีเช็กว่าเว็บเทรดคริปโตถูกกฎหมายไทยหรือไม่
- โอนเงินไปแล้วให้โทร 1441 ทันที — สายด่วน AOC เปิด 24 ชั่วโมง และประสานอายัดบัญชีปลายทางได้เลย
- แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th เท่านั้น — ตำรวจไม่รับแจ้งความผ่านไลน์หรือแชทส่วนตัว
- อย่าเชื่อคนที่ทักมาบอกว่ากู้เงินคืนให้ได้ — เป็นกลุ่มเดิมหรือกลุ่มที่ซื้อรายชื่อเหยื่อต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: ตั้ง DNS กรองแล้วจะโดนฟิชชิงไม่ได้อีกเลยใช่ไหม
ตอบ: ไม่ใช่ DNS กรองได้เฉพาะโดเมนที่อยู่ในรายชื่อภัยคุกคามแล้ว โดเมนที่เพิ่งจดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหรือโดเมนจริงที่ถูกยึดจะผ่านฉลุย มันคือด่านที่ลดจำนวนครั้งที่คุณต้องตัดสินใจเอง ไม่ใช่ด่านที่ทำให้ไม่ต้องระวัง
ถาม: การเปลี่ยน DNS ทำให้เน็ตช้าลงไหม และมีผลกับดูหนังหรือเล่นเกมหรือเปล่า
ตอบ: โดยทั่วไปไม่ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทั้งสองบริการมีเซิร์ฟเวอร์กระจายทั่วโลก บางกรณีเร็วขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าเจอเว็บที่เปิดไม่ขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ให้ลองสลับกลับไปใช้ค่าเดิมชั่วคราวเพื่อยืนยันว่าเป็นเพราะการกรองจริงหรือไม่
ถาม: ใช้ VPN แทนการตั้ง DNS ได้ไหม
ตอบ: คนละเรื่องกัน VPN ซ่อนเส้นทางการเชื่อมต่อของคุณ แต่ไม่ได้แปลว่ากรองโดเมนอันตราย บาง VPN มีฟีเจอร์กรองให้ด้วย แต่ต้องเปิดเองและต้องดูว่าใช้รายชื่อภัยคุกคามของใคร ที่สำคัญคือ VPN ไม่ได้ช่วยอะไรเลยถ้าคุณเดินเข้าเว็บปลอมด้วยตัวเอง
ถาม: เห็นกุญแจล็อกกับ HTTPS แล้วยังไม่ปลอดภัยอีกเหรอ
ตอบ: ไม่ปลอดภัย ใบรับรองขอฟรีได้ในไม่กี่วินาที เว็บฟิชชิงจึงมีกุญแจครบเหมือนกันหมด กุญแจบอกแค่ว่าข้อมูลระหว่างทางถูกเข้ารหัส ไม่ได้บอกว่าปลายทางเป็นใคร
ถาม: ส่วนขยายกันฟิชชิงที่โฆษณาว่าเตือนเว็บอันตรายได้ ควรลงไหม
ตอบ: ต้องคิดให้ดี เพราะส่วนขยายพวกนี้ขอสิทธิ์อ่านทุกเว็บที่คุณเปิด ซึ่งเป็นสิทธิ์เดียวกับที่ตัวดูดกระเป๋าต้องการ และปีนี้มีเคสจริงที่ส่วนขยายดี ๆ ถูกซื้อต่อแล้วกลายเป็นของอันตรายผ่านการอัปเดต ถ้าจะลงให้ลงน้อยที่สุด เลือกจากผู้พัฒนาที่ตรวจสอบได้ และอย่าลงในโปรไฟล์เดียวกับกระเป๋าหลัก
ถาม: บุ๊กมาร์กไว้แล้วแต่กลัวว่าตอนบุ๊กมาร์กจะบุ๊กมาร์กของปลอมไว้ ทำยังไง
ตอบ: เปิดบุ๊กมาร์กแล้วดูที่อยู่เต็ม ๆ ในช่องที่อยู่ทีละตัวอักษรหนึ่งรอบ เทียบกับที่อยู่ที่ระบุในเอกสารทางการหรือในแอปของผู้ให้บริการ ทำครั้งเดียวตอนตั้งค่า แล้วหลังจากนั้นก็ใช้บุ๊กมาร์กได้อย่างสบายใจ
ถาม: มือถือต้องตั้งด้วยไหม ในเมื่อส่วนใหญ่ใช้แอปไม่ได้ใช้เบราว์เซอร์
ตอบ: ต้องตั้ง เพราะลิงก์ฟิชชิงที่ส่งมาทางไลน์หรือ SMS จะเปิดในเบราว์เซอร์ของมือถือ และการตั้ง DNS ระดับระบบยังครอบคลุมแอปอื่นที่อาจเรียกโดเมนอันตรายด้วย
สรุป
- เส้นทางที่คนโดนหลอกมากที่สุดปีนี้คือโฆษณาเหนือผลค้นหา มีเคสเสีย 550000 ดอลลาร์จาก Hyperliquid ปลอมเมื่อ 13 สิงหาคม 2569 และ 400000 ดอลลาร์จาก Uniswap ปลอมเมื่อพฤษภาคม 2569
- กฎเหล็กข้อเดียวที่ปิดเส้นทางนั้นได้คือ เข้าเว็บที่เกี่ยวกับเงินจากบุ๊กมาร์กเท่านั้น ไม่เข้าจากผลค้นหาหรือลิงก์ในแชท
- ตั้ง DNS กรองที่ Cloudflare 1.1.1.2 หรือ Quad9 9.9.9.9 ใช้ฟรีทั้งคู่ และควรตั้งที่ระดับเครื่องหรือเราเตอร์ ไม่ใช่แค่ในเบราว์เซอร์
- อ่าน URL ย้อนจากเครื่องหมายทับตัวแรกกลับมา 2 คำเพื่อหาเจ้าของจริง และถ้าเห็น
xn--ให้ถือว่าเป็นของปลอมไว้ก่อน - ส่วนขยายอันตรายทำงานบนโดเมนจริงได้เลย รายงาน Socket 27 สิงหาคม 2569 พบ 19 ตัว โดย 5 ตัวถูกซื้อต่อจากนักพัฒนาตัวจริงแล้วยัดโค้ดผ่านการอัปเดต จึงต้องแยกโปรไฟล์เบราว์เซอร์สำหรับคริปโตโดยเฉพาะ
- ยอมรับข้อจำกัด เมื่อโดเมนจริงถูกยึดอย่างเคส CoW Swap 14 เมษายน 2569 ที่เสียหายราว 1.2 ล้านดอลลาร์ บุ๊กมาร์กและ DNS ช่วยไม่ได้ ด่านสุดท้ายคือหน้าจอฮาร์ดแวร์วอลเล็ตและการอ่านหน้าต่างขอลายเซ็น


















