FinCEN หน่วยงานปราบอาชญากรรมทางการเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานวิเคราะห์พร้อมประกาศเตือนสถาบันการเงิน ระบุพบธุรกรรมต้องสงสัยรวม 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่โยงกับแก๊งหลอกลงทุนคริปโตแบบ “Pig Butchering” ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในคอมพาวด์ที่กัมพูชา เมียนมา และลาว โดยรวบรวมจากรายงานธุรกรรมน่าสงสัย 33,904 ฉบับ ในช่วง ก.ย. 2566 ถึง ธ.ค. 2568
📑 สารบัญ
ตัวเลขในรายงาน FinCEN
Financial Crimes Enforcement Network (FinCEN) เผยแพร่เอกสารสองชิ้นพร้อมกัน คือรายงานวิเคราะห์เชิงลึกและประกาศเตือน (Alert) ถึงสถาบันการเงินทั่วสหรัฐฯ โดยประมวลจากรายงานธุรกรรมน่าสงสัยภายใต้กฎหมาย Bank Secrecy Act ที่ยื่นเข้ามาจากสถาบันการเงินราว 1,300 แห่ง
| รายการ | ตัวเลข |
|---|---|
| มูลค่าธุรกรรมต้องสงสัยรวม | 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ |
| จำนวนรายงานที่วิเคราะห์ | 33,904 ฉบับ |
| ช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล | ก.ย. 2566 – ธ.ค. 2568 |
| ยื่นโดยผู้ให้บริการโอนเงิน (ส่วนใหญ่คือบริษัทคริปโต) | 55% ของรายงาน คิดเป็น 5.5 พันล้านดอลลาร์ |
| ยื่นโดยธนาคาร | 41% ของรายงาน คิดเป็น 6.4 พันล้านดอลลาร์ |
| ยื่นโดยบริษัทหลักทรัพย์ | 784.5 ล้านดอลลาร์ |
| อัตราการเติบโตของจำนวนรายงาน | เฉลี่ยเดือนละ 10.9% |
| อัตราการเติบโตของมูลค่าที่รายงาน | เฉลี่ยเดือนละ 18% |
ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือเส้นกราฟที่ชันขึ้นเรื่อย ๆ เดือน ต.ค. 2566 มีรายงานเข้ามา 590 ฉบับ มูลค่ารวม 485.7 ล้านดอลลาร์ พอถึงเดือน ธ.ค. 2568 ตัวเลขขยับเป็น 2,482 ฉบับ มูลค่า 833.5 ล้านดอลลาร์ แปลว่าปัญหาไม่ได้ถูกกดให้อยู่หมัด แต่กำลังโตขึ้นทุกเดือน
คอมพาวด์เพื่อนบ้านไทยคือศูนย์กลาง
รายงานชี้ตรงไปที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ตั้งฐานหลักอยู่ในกัมพูชา เมียนมา และลาว กลุ่มเหล่านี้ดำเนินการผ่าน “คอมพาวด์” ซึ่งเป็นอาคารหรือพื้นที่ปิดที่มีคนงานหลายร้อยถึงหลายพันคนนั่งทำงานหลอกลวงพร้อมกันเป็นระบบโรงงาน
จุดที่รายงานเน้นคือคนงานจำนวนมากในคอมพาวด์เหล่านี้เองก็เป็นเหยื่อ พวกเขาถูกล่อด้วยประกาศรับสมัครงานปลอม ก่อนถูกค้ามนุษย์เข้าไปในคอมพาวด์และถูกบังคับให้ทำงานหลอกคนอื่นต่อ FinCEN ประเมินว่ามีคนถูกค้ามนุษย์เข้าสู่วงจรนี้หลักแสนคน
ที่น่ากังวลกว่าคือรายงานระบุว่าปฏิบัติการแบบนี้ “ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกต่อไป” โดยพบการขยายตัวไปยังเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
💀 วิธีล่อเหยื่อ
สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน มักสวมบทเป็นคนคุยโรแมนติกหรือเพื่อนเก่าที่ทักผิด ก่อนค่อยชวนไปลงทุนบนแพลตฟอร์มคริปโตปลอม
⚠️ ขนาดความเสียหายรายคน
รายงานพบเคสที่เหยื่อรายเดียวสูญเงินตั้งแต่ 640,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 6 เดือน
แหล่งเงินที่เหยื่อควักออกมาก็สะท้อนความรุนแรงของปัญหา FinCEN ระบุว่ามีทั้งเงินจากบัญชีเกษียณ วงเงินกู้ที่ใช้บ้านค้ำ การรีไฟแนนซ์บ้านรอบสอง และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนสัดส่วนเคสที่เข้าข่ายการหลอกลวงผู้สูงอายุอยู่ที่ราว 25% ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในกลุ่มเหยื่อทั้งหมดที่ 24.4% แปลว่าแก๊งนี้ไม่ได้เจาะจงล่าแต่ผู้สูงอายุอย่างที่หลายคนเข้าใจ
เส้นทางเงิน: แปลงเป็น USDT แล้ววิ่งผ่าน DeFi
ในแง่เส้นทางการฟอกเงิน รายงานพบว่ามีสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า 22 ชนิด แต่ตัวหลักคือ Ethereum, USDT และ USDC โดยเงินที่หลอกมาได้มักถูกแปลงเป็น USDT อย่างสม่ำเสมอ ก่อนวิ่งต่อผ่านโปรโตคอล DeFi หรือกระดานเทรดต่างประเทศที่อยู่นอกเขตอำนาจของสหรัฐฯ
- ลูกค้าเพิ่งรู้จักคนใหม่ทางออนไลน์แล้วเริ่มโอนเงินก้อนใหญ่ซ้ำ ๆ
- เงินถูกแปลงเป็นสเตเบิลคอยน์แล้วส่งออกทันทีโดยไม่ถือไว้
- ที่อยู่กระเป๋าปลายทางถูกใช้ซ้ำกับเหยื่อหลายราย
- ลูกค้าถอนเงินจากบัญชีเกษียณหรือกู้เงินโดยใช้บ้านค้ำเพื่อ “ลงทุน”
FinCEN ยังอ้างถึงผลงานของโครงการ Rapid Response Program ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2558 ว่าสกัดเงินได้แล้ว 1.8 พันล้านดอลลาร์ และคืนเงินให้เหยื่อ 5,790 รายไปแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ประเด็นที่คนมักเข้าใจผิด
เพื่อเทียบกัน ตัวเลขความเสียหายจริงของเหยื่อชาวอเมริกันจากการฉ้อโกงการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเฉพาะปี 2568 ปีเดียวอยู่ที่ราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้นการอ่านพาดหัวว่า “คริปโตทำคนหายไป 1.27 หมื่นล้าน” จึงเป็นการอ่านผิดวิธี ตัวเลขนี้บอกขนาดของ “กระแสเงินที่ระบบเฝ้าระวังจับได้” มากกว่าจะบอกยอดเงินที่หายไปจากกระเป๋าคน
อีกจุดที่มักเข้าใจผิดคือการโทษเทคโนโลยีบล็อกเชน จริง ๆ แล้วสิ่งที่รายงานฉบับนี้ทำได้ก็เพราะธุรกรรมบนเชนตรวจสอบย้อนหลังได้ ทำให้สถาบันการเงินเห็นว่าที่อยู่กระเป๋าเดียวกันถูกใช้ซ้ำกับเหยื่อหลายราย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ขบวนการค้ามนุษย์และการหลอกลวงที่ใช้เทคโนโลยีเป็นท่อส่งเงิน
มุมมองสำหรับคนไทย
รายงานฉบับนี้ไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศไทยโดยตรง แต่ประเทศที่ถูกระบุคือกัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งล้วนมีพรมแดนติดไทย และหลายคอมพาวด์ตั้งอยู่ในระยะที่คนไทยเดินทางถึงได้ในไม่กี่ชั่วโมง สิ่งที่คนไทยควรอ่านจากรายงานนี้จึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือความเสี่ยงในฐานะเหยื่อการลงทุน เพราะสคริปต์หลอกลวงชุดเดียวกันถูกแปลเป็นภาษาไทยและใช้กับคนไทยมานานแล้ว ชั้นที่สองคือความเสี่ยงในฐานะ “เหยื่อประกาศรับสมัครงาน” ที่โฆษณาเงินเดือนสูงในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรายงานยืนยันชัดว่าเป็นช่องทางหลักในการป้อนคนเข้าคอมพาวด์ ใครที่ได้รับข้อเสนองานลักษณะนี้ควรถือเป็นสัญญาณอันตรายทันที ไม่ใช่โอกาส
สรุป
ตัวเลขคือธุรกรรมต้องสงสัย ไม่ใช่ยอดเสียหาย
1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ มาจากรายงานธุรกรรมน่าสงสัย 33,904 ฉบับ ในช่วง ก.ย. 2566 – ธ.ค. 2568
ฐานปฏิบัติการอยู่รอบบ้านเรา
กัมพูชา เมียนมา ลาว เป็นศูนย์กลาง และกำลังขยายไปเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา
USDT คือท่อหลักของเงินสกปรก
เงินที่หลอกมาถูกแปลงเป็นสเตเบิลคอยน์แล้วส่งผ่าน DeFi หรือกระดานต่างประเทศทันที
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: FinCEN คือหน่วยงานอะไร
ตอบ: Financial Crimes Enforcement Network เป็นหน่วยงานในกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์รายงานธุรกรรมน่าสงสัยจากสถาบันการเงิน เพื่อต่อต้านการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงิน
ถาม: Pig Butchering คืออะไร
ตอบ: กลโกงที่คนร้ายใช้เวลาสร้างความไว้ใจกับเหยื่อหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน มักผ่านบทบาทคนคุยโรแมนติกหรือเพื่อนที่ทักผิด แล้วค่อยชวนลงทุนบนแพลตฟอร์มคริปโตปลอมที่โชว์กำไรหลอก ก่อนตัดขาดการติดต่อเมื่อเหยื่อโอนเงินก้อนใหญ่
ถาม: ถ้าโอนคริปโตให้แก๊งพวกนี้ไปแล้ว ยังได้เงินคืนไหม
ตอบ: โอกาสได้คืนต่ำและขึ้นกับความเร็ว หากเงินยังค้างอยู่ที่กระดานเทรดที่มีการกำกับดูแลและแจ้งได้ทัน อาจมีการอายัดได้ แต่ถ้าถูกแปลงเป็นสเตเบิลคอยน์และวิ่งผ่าน DeFi แล้ว การติดตามจะยากขึ้นมาก จึงควรแจ้งความและแจ้งกระดานเทรดทันทีที่รู้ตัว
ถาม: รายงานนี้พูดถึงประเทศไทยหรือไม่
ตอบ: ไม่ได้ระบุชื่อไทยโดยตรง ประเทศที่ถูกระบุคือกัมพูชา เมียนมา และลาว
แหล่งอ้างอิง: Decrypt · Crypto Briefing · Bitcoin.com News


















