Binance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียมBinance TH — เปิดบัญชีฟรี
วันศุกร์, สิงหาคม 28, 2026
หน้าแรกข่าวสาร คริปโตข่าว Bitcoinทำได้จริงแล้ว! StarkWare ส่งธุรกรรม Bitcoin ต้านควอนตัมครั้งแรกบนเมนเน็ต โอน 3.1 BTC สำเร็จ ไม่ต้อง Soft Fork

ทำได้จริงแล้ว! StarkWare ส่งธุรกรรม Bitcoin ต้านควอนตัมครั้งแรกบนเมนเน็ต โอน 3.1 BTC สำเร็จ ไม่ต้อง Soft Fork

Bybit — เทรด Futures โบนัส $30,000

ทำได้จริงแล้ว! StarkWare ประกาศความสำเร็จในการส่งธุรกรรม Bitcoin ที่ “ต้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม” ครั้งแรกบนเมนเน็ตจริง โอน 3.1 BTC ด้วยวิธี Quantum-Safe Bitcoin (QSB) ที่ไม่ต้องรอ soft fork ไม่ต้องแก้กฎเครือข่ายแม้แต่บรรทัดเดียว — จากงานวิจัยบนกระดาษเมื่อเดือนเมษายน กลายเป็นธุรกรรมที่ขุดลงบล็อกจริงแล้ววันนี้

เกิดอะไรขึ้น

วันที่ 26 สิงหาคม 2026 StarkWare บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี zero-knowledge proof เบื้องหลัง Starknet ประกาศว่าได้ส่งธุรกรรม Bitcoin ที่ออกแบบมาให้ทนต่อการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมสำเร็จเป็นครั้งแรกบนเมนเน็ตของ Bitcoin จริง

ธุรกรรมดังกล่าวโอน 3.1 BTC โดยใช้วิธีที่พัฒนาโดย Avihu Levy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ (CPO) ของ StarkWare ซึ่งเคยเผยแพร่เป็นงานวิจัยชื่อ Quantum-Safe Bitcoin (QSB) ไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 — ครั้งนั้นยังเป็นแค่ข้อเสนอบนกระดาษ แต่คราวนี้คือของจริงที่ขุดลงบล็อกแล้ว

OKX Web3 — กระเป๋า DeFi + DEX

StarkWare อธิบายผลลัพธ์สั้น ๆ ว่าเป็น “การใช้จ่ายที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องไหนปลอมแปลงได้ ภายใต้กฎของ Bitcoin ที่มีอยู่ในวันนี้”

📌 จุดสำคัญคือ ไม่ต้อง soft fork — ที่ผ่านมาแนวทางป้องกันควอนตัมของ Bitcoin เช่น BIP-360 ล้วนต้องอัปเกรดโปรโตคอล ซึ่งเป็นกระบวนการที่ถกเถียงกันหนักและใช้เวลาหลายปี แต่ QSB ใช้เฉพาะกฎ consensus ที่มีอยู่แล้ว จึงข้ามขั้นตอนนั้นไปได้ทั้งหมด

QSB ทำงานยังไง ทำไมควอนตัมแฮกไม่ได้

ต้องเข้าใจก่อนว่าจุดอ่อนของ Bitcoin ต่อควอนตัมอยู่ตรงไหน ปกติ Bitcoin ใช้ Elliptic Curve Cryptography (ECC) ในการเซ็นธุรกรรม ความปลอดภัยของมันวางอยู่บนสมมติฐานว่า “รู้ public key แล้วย้อนกลับไปหา private key ไม่ได้” — แต่ อัลกอริทึมของ Shor บนคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่แรงพอ จะทำลายสมมติฐานนี้ได้

QSB แก้ปัญหาด้วยการ เปลี่ยนฐานความปลอดภัยจาก “คณิตศาสตร์เส้นโค้ง” ไปเป็น “การย้อนกลับฟังก์ชันแฮช” ซึ่งเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำไม่ได้ (Shor แก้ได้เฉพาะปัญหาแบบ ECC/RSA ส่วนแฮชโดนแค่ Grover ซึ่งลดความปลอดภัยลงครึ่งเดียว ไม่ใช่ทำลายทั้งหมด)

ในทางเทคนิค มันคือการวางโจทย์ “hash-to-signature” ลงไปใน Bitcoin Script — ผู้ที่จะใช้จ่ายเหรียญต้องแก้โจทย์ที่อาศัยการแฮชล้วน ๆ ร่วมกับเทคนิค signature grinding คือไม่ยอมรับลายเซ็นที่ถูกต้องตัวแรกที่คำนวณได้ แต่ไล่สุ่มหาลายเซ็นเป็นล้าน ๆ ตัว จนกว่าจะได้ตัวที่ไม่เปิดเผยข้อมูล public key ที่ควอนตัมจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้

ประเด็น ธุรกรรม Bitcoin ปกติ Quantum-Safe Bitcoin (QSB)
ฐานความปลอดภัย Elliptic Curve (ECC) Hash function
ทนอัลกอริทึม Shor แทบเป็นศูนย์ ราว 118 บิต
ต้อง soft fork ไหม ไม่ต้อง ใช้กฎเดิม
โหนดทั่วไปรีเลย์ให้ไหม รีเลย์ปกติ ไม่รีเลย์ ต้องส่งตรงเข้าเหมือง
ค่าธรรมเนียม/ต้นทุน ระดับเศษสตางค์ หลักพันบาทต่อธุรกรรม
เวลาสร้างธุรกรรม ทันที หลายชั่วโมง

ทำไมต้องส่งตรงเข้าเหมือง ไม่ผ่านเครือข่ายปกติ

นี่คือรายละเอียดที่หลายคนมองข้าม — ธุรกรรม QSB มีรูปแบบที่ “ผิดปกติ” ในสายตาโหนด Bitcoin มาตรฐาน แม้จะถูกกฎ consensus ทุกประการ แต่ซอฟต์แวร์โหนดทั่วไปมีกฎ standardness ของตัวเองที่เข้มกว่า จึงไม่ยอมรีเลย์ธุรกรรมหน้าตาแบบนี้ต่อไปในเครือข่าย

ทางออกคือส่งตรงเข้ามือนักขุดเลย ธุรกรรมนี้จึงถูกขุดผ่าน MARA พูลขุดรายใหญ่ ด้วยบริการชื่อ Slipstream ที่เปิดรับธุรกรรมนอกมาตรฐานโดยเฉพาะ

💡 แปลเป็นภาษาชาวบ้าน: ตอนนี้ QSB ยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปกดจากกระเป๋าเงินได้ ต้องอาศัยช่องทางพิเศษกับนักขุดโดยตรง ซึ่งเป็นข้อจำกัดใหญ่เรื่องการกระจายศูนย์

ราคาที่ต้องจ่าย — แพงและช้ามาก

StarkWare ยอมรับตรง ๆ ว่าวิธีนี้ “แพงโดยเจตนา” เพราะกระบวนการ grinding ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล จากงานวิจัยเดิม ประเมินต้นทุนไว้ราว 75–150 ดอลลาร์ต่อธุรกรรม (ราว 2,500–5,000 บาท) เมื่อคิดจากราคาเช่า GPU บนคลาวด์ ขณะที่ค่าธรรมเนียมธุรกรรม Bitcoin เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 30 เซนต์ หรือราว 10 บาทเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น การสร้างธุรกรรมหนึ่งรายการอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง ไม่ใช่ไม่กี่วินาทีแบบปกติ

แล้วใครจะใช้: เป้าหมายจริงของ QSB ไม่ใช่คนซื้อกาแฟด้วย BTC แต่คือ

  • ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ (custodian) ที่ถือเหรียญก้อนใหญ่แทนลูกค้า
  • กองทุนและบริษัทที่มี BTC ในงบดุล ซึ่งย้ายเหรียญไม่บ่อย แต่ต้องมั่นใจว่าย้ายได้แน่ ๆ
  • สถานการณ์ฉุกเฉิน หากวันหนึ่งควอนตัมมาถึงจริงก่อนที่ Bitcoin จะอัปเกรดทัน

Eli Ben-Sasson ซีอีโอของ StarkWare สรุปความหมายของงานนี้ไว้ว่า “สิ่งสำคัญคือการที่โอกาสถูกคว้าไว้… สิ่งที่ Avihu แสดงให้เห็นคือมันมีเรือชูชีพอยู่”

คำว่า “เรือชูชีพ” สื่อความหมายชัดเจน — นี่คือมาตรการทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่ทางแก้ถาวร StarkWare เองก็ยังยืนยันว่าการอัปเกรดในระดับโปรโตคอลคือคำตอบที่แท้จริงในระยะยาว

ความเสี่ยงจริงไม่ใช่ “ถูกขโมย” แต่คือ “ขยับไม่ได้”

ประเด็นที่ StarkWare เน้นย้ำและมักถูกเข้าใจผิดในวงกว้าง คือความเสี่ยงหลักจากควอนตัมไม่ใช่การที่เหรียญถูกขโมยไปเป็นอันดับแรก แต่คือ ภาวะอัมพาต (paralysis) — หากวิทยาการเข้ารหัสถูกเจาะเมื่อไหร่ เหรียญที่อยู่ในที่อยู่ซึ่งเปิดเผย public key แล้วจะตกอยู่ในสภาพ “ค้างเติ่ง” คือเจ้าของก็ไม่กล้าขยับ เพราะการเซ็นธุรกรรมเท่ากับเปิดช่องให้ผู้โจมตีชิงตัดหน้า

นี่คือเหตุผลที่การถกเถียงเรื่องเหรียญของซาโตชิราว 1.1 ล้าน BTC และเหรียญเก่ารูปแบบ P2PK อีกหลายล้านเหรียญ กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการมาตลอดปีนี้

ด้านราคาโทเคน STRK ของ Starknet ตอบรับข่าวด้วยการปรับขึ้นราว 4.5% แตะระดับ 0.027 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัวลงจากจุดสูงสุด

สรุป 4 ประเด็นที่ต้องรู้

1

พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง

จากงานวิจัยบนกระดาษเมื่อเมษายน กลายเป็นธุรกรรม 3.1 BTC ที่ขุดลงบล็อกจริงบนเมนเน็ต

2

ไม่ต้องรอ soft fork

ใช้กฎ consensus เดิมทั้งหมด ข้ามกระบวนการอัปเกรดที่ถกเถียงกันยาวนานไปได้

3

แพงและช้ามาก

ต้นทุนหลักพันบาทต่อธุรกรรม ใช้เวลาสร้างหลายชั่วโมง และโหนดทั่วไปไม่รีเลย์ให้

4

ยังเป็นแค่ “เรือชูชีพ”

เหมาะกับ custodian และกรณีฉุกเฉิน ไม่ใช่ทางแก้ถาวรแทนการอัปเกรดโปรโตคอล

📌 มองภาพใหญ่: ข่าวนี้ไม่ได้แปลว่าควอนตัมกำลังจะมาถล่ม Bitcoin พรุ่งนี้ แต่แปลว่าวงการมี “แผนสำรอง” ที่ใช้งานได้จริงแล้วอย่างน้อยหนึ่งทาง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเรื่องเส้นตายในการอัปเกรดโปรโตคอลลงได้พอสมควร
⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
Bitfinex — แพลตฟอร์มเทรดมือโปร
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด

MEXC — 2,600+ เหรียญ
×OKX — เทรดเหรียญใหม่ก่อนใคร