Reuters เปิดเอกสารคดีที่สั่นสะเทือนวงการคริปโต — Binance ส่งข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าชาวรัสเซียให้ทางการรัสเซีย และข้อมูลชุดนั้นถูกใช้เป็นหลักฐานตั้งข้อหา “สนับสนุนการก่อการร้าย” กับชายที่โอนเงินช่วยยูเครนรวมกันแค่ราว 700 ดอลลาร์ ตอนนี้เขาถูกขังรอขึ้นศาลตั้งแต่กันยายน 2025 ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ Binance ประกาศถอนตัวออกจากรัสเซียไปตั้งแต่ปี 2023 แล้ว แต่ช่องทางส่งข้อมูลกลับยังทำงานอยู่
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้น
รายงานพิเศษของ Reuters เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 อ้างเอกสารคดีที่ระบุว่า Binance ซึ่งเป็นเว็บเทรดคริปโตใหญ่สุดของโลก ได้ส่งรายละเอียดลูกค้าให้คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซีย (Investigative Committee) และข้อมูลนั้นกลายเป็นหลักฐานหลักในการตั้งข้อหากับ Yuri Belenkiy ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีชาวรัสเซีย
ข้อกล่าวหาคือ Belenkiy โอนเงินระหว่างมกราคม 2023 ถึงมีนาคม 2024 หลังเห็นการเรียกร้องรับบริจาคจาก Arkady Babchenko นักวิจารณ์เครมลินที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ โดยเงินถูกส่งไปให้กองทัพยูเครนและกลุ่มที่เกี่ยวโยงกับกองพลน้อย Azov ซึ่งรัสเซียขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้าย
| ประเด็น | รายละเอียด |
|---|---|
| ผู้ถูกดำเนินคดี | Yuri Belenkiy ผู้เชี่ยวชาญไอทีชาวรัสเซีย |
| ข้อหา | สนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย |
| ยอดเงินที่โอน | รวมกันมากกว่า 700 ดอลลาร์ |
| ช่วงเวลาที่โอน | มกราคม 2023 – มีนาคม 2024 |
| ถูกควบคุมตัว | กันยายน 2025 (ยังถูกขังรอขึ้นศาล) |
| ผู้เปิดเผย | Reuters อ้างเอกสารคดี |
ข้อมูลอะไรบ้างที่ถูกส่งให้
ตามเอกสารที่ Reuters ได้มา ข้อมูลที่ Binance ส่งให้ทางการรัสเซียไม่ใช่แค่ชื่อบัญชี แต่เป็นชุดข้อมูลระบุตัวตนเกือบครบ
- วันเดือนปีเกิด
- ที่อยู่
- เบอร์โทรศัพท์
- เลขหนังสือเดินทาง
- สำเนาพาสปอร์ตรัสเซีย
- สำเนาใบถิ่นที่อยู่บัลแกเรีย
นี่คือข้อมูลระดับที่ผูกกระเป๋าคริปโตเข้ากับตัวบุคคลจริงได้ทันที — เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทุกคนมอบให้เว็บเทรดตอนทำ KYC โดยไม่ค่อยได้คิดว่าวันหนึ่งมันจะเดินทางไปอยู่ในแฟ้มคดีของรัฐไหน
ฝั่ง Binance ให้ความเห็นว่าบริษัท “ให้ความร่วมมือกับคำร้องขอที่ชอบด้วยกฎหมายจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมาย ความเป็นส่วนตัว และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง” แต่ปฏิเสธที่จะพูดถึงคดีของ Belenkiy เป็นการเฉพาะ
ถอนตัวแล้ว แต่ยังส่งข้อมูลได้?
จุดที่ทำให้เรื่องนี้แสบที่สุดคือไทม์ไลน์ Binance ประกาศเมื่อกันยายน 2023 ว่าขายธุรกิจในรัสเซียให้ CommEX และถอนตัวออกจากตลาดรัสเซียเพื่อยกระดับกลยุทธ์ด้านการกำกับดูแล แต่รายงานระบุว่าผู้สอบสวนรัสเซียยังติดต่อ Binance ผ่านช่องทางเฉพาะได้อยู่หลังจากนั้น
⚠️ สิ่งที่ผู้ใช้เข้าใจ
“ถอนตัวออกจากประเทศ” = ข้อมูลของเราไม่ถูกส่งให้ทางการประเทศนั้นอีก
💀 สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
บริษัทออกจากตลาด แต่ข้อมูลเดิมยังอยู่ และช่องทางร้องขอข้อมูลยังเปิดใช้งานได้
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนถือคริปโต
หลายคนเข้าใจว่าคริปโตคือ “เงินที่ไม่มีใครแตะได้” แต่คดีนี้ชี้ให้เห็นว่าจุดอ่อนไม่ได้อยู่ที่บล็อกเชน — บล็อกเชนทำงานตามปกติ จุดอ่อนอยู่ที่ ตัวกลางที่ถือข้อมูลของเรา
🚩 1. บล็อกเชนโปร่งใสถาวร
ธุรกรรมทุกรายการอยู่บนเชนตลอดไป ถ้าวันใดมีคนเชื่อมที่อยู่กระเป๋าเข้ากับตัวตนได้ ประวัติย้อนหลังทั้งหมดก็เปิดออกพร้อมกัน แม้จะโอนไปแล้วหลายปี
🚩 2. KYC คือกุญแจเชื่อมตัวตน
ข้อมูลที่เว็บเทรดถือไว้คือสะพานระหว่าง “ที่อยู่กระเป๋า” กับ “คนจริง” เมื่อมีคำร้องขอทางกฎหมาย สะพานนี้ถูกส่งมอบได้
🚩 3. กฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ประเทศหนึ่งมองว่าเป็นการบริจาคเพื่อมนุษยธรรม อีกประเทศอาจตีความเป็นการสนับสนุนก่อการร้าย ความเสี่ยงจึงขึ้นกับว่าใครเป็นผู้ร้องขอข้อมูล
🚩 4. ยอดเงินเล็กก็โดนได้
คดีนี้ไม่ใช่การฟอกเงินหลักล้าน แต่เป็นยอดรวมหลักร้อยดอลลาร์ ความเข้าใจที่ว่า “โอนน้อยไม่มีใครสนใจ” ใช้ไม่ได้
ลดความเสี่ยงยังไงได้บ้าง
สำหรับคนไทยทั่วไปที่ซื้อขายคริปโตตามปกติ เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกใช้เว็บเทรด แต่ควรเข้าใจว่าเราฝากอะไรไว้กับใครบ้าง
- อย่าเก็บทรัพย์สินระยะยาวไว้บนเว็บเทรด — ย้ายเข้ากระเป๋าที่เราถือกุญแจเอง (self-custody)
- แยกกระเป๋าตามวัตถุประสงค์ อย่าให้กระเป๋าเดียวเชื่อมทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน
- เลือกใช้แพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้กฎหมายที่เราเข้าใจและตรวจสอบได้
- อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวเรื่องการส่งข้อมูลให้หน่วยงานรัฐก่อนสมัคร
- ตั้งค่าความปลอดภัยบัญชีให้แน่นหนา ลดโอกาสข้อมูลรั่วจากช่องทางอื่นซ้ำเติม
สรุป
เอกสารคดีเปิดโปง
Reuters รายงานว่า Binance ส่งข้อมูลลูกค้าให้ทางการรัสเซีย จนนำไปสู่การตั้งข้อหาก่อการร้ายกับ Yuri Belenkiy
ข้อมูลชุดใหญ่
ทั้งวันเกิด ที่อยู่ เบอร์โทร เลขพาสปอร์ต สำเนาพาสปอร์ต และใบถิ่นที่อยู่บัลแกเรีย
ถอนตัวไม่เท่ากับตัดขาด
แม้ประกาศออกจากรัสเซียตั้งแต่ปี 2023 แต่ช่องทางร้องขอข้อมูลยังใช้งานได้
บทเรียนสำหรับผู้ใช้
ยอดเงินเล็กแค่ไหนก็ตามรอยได้ ความเสี่ยงจริงอยู่ที่ตัวกลางที่ถือข้อมูล ไม่ใช่ที่บล็อกเชน








