Binance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียมBinance TH — เปิดบัญชีฟรี
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 6, 2026
หน้าแรกข่าว Stablecoinด่วน! Binance ฟ้อง RedotPay 472.8 ล้านดอลลาร์ — ตีค่าหัวลูกค้าที่ถูกดึงไป คนละ 925 ดอลลาร์

ด่วน! Binance ฟ้อง RedotPay 472.8 ล้านดอลลาร์ — ตีค่าหัวลูกค้าที่ถูกดึงไป คนละ 925 ดอลลาร์

OKX — เทรดเหรียญใหม่ก่อนใคร

ศึกใหญ่ในวงการคริปโตเปิดฉากขึ้นแล้ว เมื่อบริษัทในเครือ Binance ยื่นฟ้อง RedotPay ผู้ออกบัตรจ่ายเงินสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลก เรียกค่าเสียหาย 472.8 ล้านดอลลาร์ กล่าวหาว่า “ดึง” ลูกค้าของ Binance ไปกว่า 470,000 ราย ผ่านช่องโหว่การเติมเงินเข้าบัตร ที่น่าสนใจที่สุดคือวิธีคิดค่าเสียหาย — Binance ตีมูลค่าลูกค้า 1 คนตลอดอายุการใช้งานไว้ที่ 925 ดอลลาร์ แล้วคูณเข้าไปตรง ๆ และนี่คือคดีที่เกิดขึ้นระหว่าง “พาร์ตเนอร์” ที่เคยจับมือกันมาตั้งแต่ปี 2023

เกิดอะไรขึ้น: จากพาร์ตเนอร์สู่ศาล

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 มีรายงานว่าบริษัทในเครือ Binance Holdings จำนวน 3 ราย ได้แก่ Nest Trading Ltd., DistributedTechnologies Ltd. และ Chaintecs Consulting Singapore Pte ยื่นคำร้องทางกฎหมายเอาผิดกับ RedotPay Group บริษัทชำระเงินคริปโตสัญชาติฮ่องกง พร้อมกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน คือ Gao Zhangpeng, Chan Wa Choi และ Yao Chao

ข้อกล่าวหาหลักคือ RedotPay เปิดช่องให้ผู้ใช้งานเติมเงินเข้าบัตรจ่ายเงินสเตเบิลคอยน์ของตัวเองด้วย Binance Pay ซึ่ง Binance ระบุว่าอยู่นอกขอบเขตของข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเซ็นกันไว้ ผลก็คือลูกค้าที่เคยใช้ Binance Card ถูกโยกย้ายไปใช้บัตรของคู่แข่งแทน ซึ่ง Binance เรียกพฤติกรรมนี้ว่าเป็น “แผนการฉ้อฉล”

Bitget — Copy Trade เซียนระดับโลก
💡 จุดที่ต้องเข้าใจ: นี่ไม่ใช่คดีแฮก ไม่ใช่คดีโกงลูกค้า แต่เป็นข้อพิพาททางธุรกิจระหว่างคู่ค้าเดิม ที่เถียงกันว่า “ลูกค้าที่ไหลจากแพลตฟอร์มหนึ่งไปอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง” นับเป็นความเสียหายที่ตีเป็นเงินได้หรือไม่

ฝั่ง RedotPay ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่า “RedotPay รับทราบถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ Binance เป็นผู้เริ่มต้น และจะต่อสู้ทุกข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่” พร้อมปฏิเสธว่าข้อกล่าวหาทั้งหมด ไม่มีมูล

ไทม์ไลน์ 3 ปี ข้อตกลง 2 ฉบับ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทนี้ไม่ได้พังในวันเดียว แต่มีการเซ็นสัญญากันถึง 2 รอบ และจบลงทั้ง 2 รอบ

ช่วงเวลา เหตุการณ์
พ.ย. 2023 เซ็นข้อตกลงทางการค้าฉบับแรก RedotPay ได้เข้าถึงฐานผู้ใช้ Binance
ธ.ค. 2023 RedotPay ประกาศความร่วมมือกับ Binance Pay อย่างเป็นทางการ
พ.ค. 2024 ข้อตกลงฉบับแรกสิ้นสุด หลัง Binance พบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
มี.ค. 2025 เซ็นข้อตกลงฉบับที่สอง คราวนี้ระบุ “ห้ามเติมเงินเข้าบัตร” ชัดเจน
เม.ย. 2026 Binance ยุติการรองรับ Binance Pay บนแพลตฟอร์ม RedotPay
ส.ค. 2026 ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 472.8 ล้านดอลลาร์

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ข้อตกลงฉบับที่สองในเดือนมีนาคม 2025 ระบุข้อห้ามเรื่องการเติมเงินเข้าบัตรไว้อย่างชัดเจน ซึ่งบ่งชี้ว่า Binance รู้ปัญหานี้มาก่อนแล้วจากรอบแรก และพยายามอุดช่องโหว่ไว้ล่วงหน้า นี่คือประเด็นที่จะกลายเป็นหัวใจของการต่อสู้ในชั้นศาล

925 ดอลลาร์ต่อหัว — Binance คิดเลขยังไง

ตัวเลขค่าเสียหาย 472.8 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้มาจากการประเมินลอย ๆ แต่มาจากสูตรง่าย ๆ ที่เปิดเผยมูลค่าลูกค้าคริปโตในสายตาของ Exchange ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

📌 สูตรคำนวณ: ผู้ใช้ที่ถูกดึงไป 470,000 ราย × มูลค่าลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Value) 925 ดอลลาร์ต่อคน = 472.8 ล้านดอลลาร์

ตัวเลข 925 ดอลลาร์นี้คือสิ่งที่นักลงทุนและคนในวงการควรจดไว้ เพราะมันสะท้อนว่า Exchange ระดับโลกประเมินว่าลูกค้า 1 คนจะสร้างรายได้ให้ตลอดชีวิตการใช้งานเท่าไหร่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปกติแล้วไม่มีใครเปิดเผยออกมาตรง ๆ

มุมที่ควรคิดต่อ: ถ้าลูกค้า 1 คนมีค่า 925 ดอลลาร์ในสายตาแพลตฟอร์ม แปลว่า

  • ค่าธรรมเนียมที่เราจ่ายทุกครั้งที่เทรด สะสมเป็นมูลค่ามหาศาลในระยะยาว
  • โปรโมชั่นแจกเงิน แจกค่าธรรมเนียมฟรี ที่แพลตฟอร์มทุ่มให้ ยังถือว่า “คุ้ม” สำหรับพวกเขา
  • การแย่งชิงผู้ใช้ระหว่างแพลตฟอร์ม จะดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ และลามเข้าสู่ศาลมากขึ้น

RedotPay คือใคร ทำไมถึงโตเร็วขนาดนี้

RedotPay ไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ พวกเขาประกาศตัวเป็น ผู้ออกบัตรจ่ายเงินสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลก และตัวเลขธุรกิจก็สนับสนุนคำกล่าวอ้างนั้น

ตัวชี้วัด ตัวเลข
ฐานผู้ใช้ทั่วโลก มากกว่า 8 ล้านราย
อัตราการเติบโต เพิ่มขึ้น 33% ในรอบ 6 เดือน
รายได้ต่อปี (annualized) ราว 180 ล้านดอลลาร์
ปริมาณธุรกรรมต่อปี (annualized) ราว 14,000 ล้านดอลลาร์
แผนต่อไป เตรียม IPO ในสหรัฐฯ ระดมทุนเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์
มูลค่าบริษัทที่คาดหวัง ราว 4,000 ล้านดอลลาร์

จุดนี้เองที่ทำให้จังหวะการฟ้องน่าสนใจเป็นพิเศษ — RedotPay กำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าราว 4,000 ล้านดอลลาร์ และคดีความมูลค่าเกือบ 473 ล้านดอลลาร์ที่ค้างอยู่ ย่อมเป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยต่อนักลงทุน และอาจกระทบทั้งราคาและไทม์ไลน์ของการ IPO

💡 ตัวเลขที่ควรเทียบ: ค่าเสียหายที่ถูกเรียก 472.8 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 12% ของมูลค่าบริษัทที่ RedotPay คาดหวังไว้ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์ และมากกว่ารายได้ต่อปีของบริษัทถึงราว 2.6 เท่า

ทำไมคดีนี้สำคัญกับคนใช้บัตรคริปโต

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ทะเลาะกัน แต่จริง ๆ แล้วมันส่งสัญญาณหลายอย่างถึงผู้ใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะคนไทยที่เริ่มหันมาใช้บัตรคริปโตจ่ายเงินในชีวิตประจำวันมากขึ้น

⚠️ ความเสี่ยงเรื่องพาร์ตเนอร์

บัตรคริปโตส่วนใหญ่พึ่งพาการเชื่อมต่อกับ Exchange และผู้ให้บริการหลายเจ้า ถ้าพาร์ตเนอร์เลิกคบกัน ช่องทางเติมเงินอาจถูกตัดกลางทางแบบที่เกิดกับ Binance Pay บน RedotPay เมื่อเมษายน 2026

💀 อย่าฝากไข่ไว้ตะกร้าเดียว

ถ้าใช้บัตรใบเดียวเป็นช่องทางจ่ายเงินหลัก แล้วบริการถูกระงับกะทันหันจากข้อพิพาททางกฎหมาย เงินและการใช้จ่ายประจำวันจะสะดุดทันที

สิ่งที่ควรทำถ้าใช้บัตรคริปโตอยู่:

  • อย่าเก็บเงินก้อนใหญ่ค้างไว้ในบัตรหรือกระเป๋าของผู้ให้บริการบัตร ใช้เท่าที่จำเป็นแล้วเติมเป็นรอบ
  • มีช่องทางเติมเงินสำรองมากกว่า 1 ทาง เผื่อช่องทางหลักถูกตัด
  • ติดตามประกาศของผู้ให้บริการเรื่องการเปลี่ยนแปลงพาร์ตเนอร์ เพราะมักมีผลทันทีโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้านาน
  • เก็บทรัพย์สินระยะยาวไว้ในกระเป๋าที่เราถือกุญแจเอง ไม่ใช่ในแอปบัตร

อีกประเด็นหนึ่งคือคดีนี้เป็นการทดสอบครั้งสำคัญว่า “ผู้ใช้งาน” ถือเป็นทรัพย์สินที่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ในโลกที่ไม่มีสัญญาผูกมัดลูกค้า ถ้าศาลรับฟังตรรกะการคิดค่าเสียหายแบบคูณจำนวนหัว เราอาจได้เห็นคดีลักษณะเดียวกันตามมาอีกมากในอุตสาหกรรมนี้

สรุป 4 ข้อที่ต้องรู้

1

ฟ้องเรียก 472.8 ล้านดอลลาร์

บริษัทในเครือ Binance 3 ราย ฟ้อง RedotPay และผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คน ฐานละเมิดข้อตกลงเรื่องการเติมเงินเข้าบัตร

2

ลูกค้า 470,000 ราย หัวละ 925 ดอลลาร์

ค่าเสียหายมาจากการคูณจำนวนผู้ใช้ที่ถูกดึงไป กับมูลค่าลูกค้าตลอดอายุการใช้งานที่ Binance ประเมินเอง

3

เคยเป็นพาร์ตเนอร์กันมา 2 รอบ

เซ็นสัญญาปี 2023 และ 2025 จบไม่สวยทั้งสองรอบ ก่อน Binance ตัด Binance Pay ออกจาก RedotPay เมื่อเมษายน 2026

4

มาในจังหวะก่อน IPO

RedotPay เตรียมเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มูลค่าราว 4,000 ล้านดอลลาร์ คดีนี้อาจกระทบทั้งราคาและกำหนดการ

ตอนนี้ RedotPay ยืนยันจะสู้ทุกข้อกล่าวหา และมีรายงานว่ามีการนัดพิจารณาที่สิงคโปร์ตามมาหลังการยื่นฟ้อง สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือศาลจะมองว่า “การที่ผู้ใช้ย้ายไปใช้บริการคู่แข่งด้วยความสมัครใจ” เป็นความเสียหายที่เรียกเป็นเงินได้จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบจะกำหนดกติกาการแข่งขันของธุรกิจบัตรคริปโตทั้งอุตสาหกรรมไปอีกนาน

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด

Binance — Exchange อันดับ 1 ของโลก
×SiamBitcoin Card — มินต์การ์ดคริปโต