หน้าแรกข่าว AIGoogle เปิดระบบ MPC คุมกุญแจคริปโตให้แบงก์ สู้แฮกยุค AI

Google เปิดระบบ MPC คุมกุญแจคริปโตให้แบงก์ สู้แฮกยุค AI

MEXC — 2,600+ เหรียญP2PB2B — Exchange เหรียญใหม่

Google เปิดตัวระบบรักษาความปลอดภัยกุญแจคริปโตสำหรับสถาบันการเงินชื่อ “Google Multi-Party Compute” (MPC) ในงาน Digital Assets Symposium ครั้งแรกที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ตามรายงานของ CoinDesk โดยระบบนี้แบ่งกุญแจส่วนตัวออกเป็นเศษส่วนกระจายเก็บไว้หลายระบบ เพื่อปิดช่องโหว่การขโมยกุญแจเดี่ยว ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดของการแฮกคริปโตทั่วโลก ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบกับกลุ่มสถาบันการเงินรายใหญ่ และมีแผนเปิดให้ใช้งานจริงต้นปี 2027

Bitcoin
ราคา Bitcoin (BTC) วันนี้ บิตคอยน์
฿2,732,811.62▲0.17%
ราคา Bitkub ฿2,718,773.64 (พรีเมียม -0.51%)
สูง/ต่ำ 24 ชม. ฿2,762,021.47 / ฿2,715,907.77
ดูกราฟและข้อมูลเต็ม →
ข้อมูลจาก SiamBitcoin Cap · อัปเดต 08:35
📌 สรุป 3 บรรทัด:
1. Google เปิดตัว “Multi-Party Compute” ระบบนิรภัยกุญแจคริปโตสำหรับธนาคาร ที่งาน Digital Assets Symposium นครนิวยอร์ก 28 ต.ค. 2026
2. แบ่งกุญแจส่วนตัวเป็นเศษส่วนกระจายเก็บหลายระบบ ไม่มีจุดใดประกอบกุญแจครบชุดในที่เดียว ป้องกันแฮกจากการขโมยกุญแจเดี่ยวและภัย AI
3. Alphabet ใช้ปกป้องสินทรัพย์ ETH-SOL ของตัวเองแล้ว เปิดให้สถาบันการเงินใช้จริงต้นปี 2027 เข้าแข่งกับ Fireblocks และ BitGo

Google Multi-Party Compute คืออะไร

กุญแจส่วนตัว (private key) ของกระเป๋าคริปโตปกติจะถูกเก็บไว้ในที่เดียว ถ้าแฮกเกอร์เจาะอุปกรณ์นั้นได้สำเร็จก็ยึดเหรียญไปได้ทันที Google MPC แก้ปัญหานี้ด้วยเทคนิค multi-party computation คือแบ่งกุญแจออกเป็น “เศษส่วน” (key shares) กระจายเก็บไว้คนละระบบ เช่น ธนาคารอาจเก็บเศษส่วนหนึ่งไว้บนฮาร์ดแวร์ของตัวเอง อีกส่วนไว้บน Google Cloud และอีกส่วนไว้กับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น โดยกุญแจฉบับสมบูรณ์จะไม่ถูกประกอบรวมกันที่จุดใดจุดหนึ่งเลย

สถาบันสามารถกำหนดเกณฑ์การอนุมัติธุรกรรมได้เอง เช่น 2-of-3 หรือ 5-of-7 (ต้องใช้เศษส่วนตามจำนวนที่กำหนดจึงจะลงนามธุรกรรมได้สำเร็จ) และก่อนธุรกรรมใดจะถูกเซ็นยืนยัน ระบบ “policy engine” ที่รันอยู่ใน Google Confidential Space (คอนเทนเนอร์ที่เข้ารหัสการเชื่อมต่อและตัดฟีเจอร์ที่แฮกเกอร์มักใช้โจมตี) จะตรวจสอบก่อนว่าธุรกรรมนั้นผ่านเงื่อนไขที่ตั้งไว้หรือไม่ เช่น วงเงินสูงสุดต่อครั้ง หรือปลายทางที่อนุญาต Google ระบุว่าตัวเองไม่สามารถเข้าถึงเศษส่วนกุญแจแบบไม่เข้ารหัสได้เลย

Crypto.com — แอปคริปโต + บัตร Visa
หัวข้อ Custody แบบเดิม (กุญแจเดี่ยว) Google Multi-Party Compute
จุดเสี่ยงหลัก ขโมยกุญแจจากอุปกรณ์เดียว = เสียเหรียญทันที ต้องเจาะหลายระบบพร้อมกันจึงขโมยกุญแจสำเร็จ
ที่เก็บกุญแจ เก็บรวมไว้ที่เดียว (ฮาร์ดแวร์/เซิร์ฟเวอร์) แบ่งเป็นเศษส่วน กระจาย Google Cloud + คลาวด์อื่น + ฮาร์ดแวร์ธนาคาร
การอนุมัติธุรกรรม ลงนามด้วยกุญแจเดียว ต้องรวมเศษส่วนตามเกณฑ์ เช่น 2-of-3, 5-of-7
การตรวจสอบก่อนโอน ขึ้นกับระบบของผู้ให้บริการแต่ละราย Policy engine ใน Confidential Space เช็กวงเงิน-ปลายทางก่อน sign ทุกครั้ง

ทำไม Google ต้องออกระบบนี้ตอนนี้

ข้อมูลจาก Chainalysis ชี้ว่า 43.8% ของมูลค่าคริปโตที่ถูกแฮกไปในปี 2024 มาจากกุญแจส่วนตัวที่ถูกขโมย ขณะที่ DeFiLlama รายงานว่าตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึงเดือนมิถุนายน มีความเสียหายจากการแฮกคริปโตรวมแล้วราว 16.69 พันล้านดอลลาร์ และประมาณ 40% ของตัวเลขนี้มาจากการถูกขโมยกุญแจ ตัวอย่างที่ชัดคือเหตุการณ์ Humanity Protocol เมื่อเดือนมิถุนายนที่แฮกเกอร์ขโมยกุญแจ 7 ชุดจากคอมพิวเตอร์นักพัฒนาเพียงคนเดียว แล้วดูดเหรียญออกจาก 2 เครือข่ายพร้อมกัน สะท้อนว่าการรวมอำนาจลงนามไว้ที่จุดเดียวคือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม

Google ยังชูประเด็นภัยจาก AI โดย Chainalysis พบว่าการหลอกลวงที่ใช้เครื่องมือ AI สร้างความเสียหายเฉลี่ยครั้งละ 3.2 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าการหลอกลวงทั่วไปที่เฉลี่ยราว 719,000 ดอลลาร์ต่อครั้งอย่างมาก

💡 นักวิจัย Ethereum อย่าง Justin Drake เคยเตือนว่าในอนาคต AI อาจค้นพบช่องโหว่ทางคณิตศาสตร์ที่ทำให้ลายเซ็นกระเป๋าคริปโตอ่อนแอลงได้ แม้ปัจจุบันยังไม่มี AI ตัวใดแสดงความสามารถระดับนั้นจริง ส่วนความเสี่ยงระยะยาวกว่านั้นคือคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งนักวิจัยของ Google เองประเมินว่าเครื่องควอนตัมที่ทรงพลังพอในอนาคตอาจถอดกุญแจส่วนตัวของ Bitcoin จาก public key ที่เปิดเผยอยู่ได้ภายในเวลาประมาณ 9 นาที และปัจจุบันมี Bitcoin ราว 6.9 ล้านเหรียญที่ public key เปิดเผยอยู่ในลักษณะนี้ Google บอกว่าโครงสร้างของ MPC รองรับการอัปเกรดไปใช้ลายเซ็นต้านควอนตัม (post-quantum) ได้ในอนาคตโดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมด แต่ยังไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน

มุมไทย นักลงทุนไทยต้องรู้อะไร

นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ฝากสินทรัพย์ไว้กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งหลายรายก็ใช้มาตรฐาน custody ระดับสถาบันอยู่แล้ว แต่ก็มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่เลือกเก็บเหรียญเองด้วย hardware wallet เพื่อควบคุมกุญแจด้วยตัวเอง ซึ่งความเสี่ยงจากกุญแจส่วนตัวไม่ใช่เรื่องไกลตัว อย่างกรณีช่องโหว่เฟิร์มแวร์ของ Coldcard ที่ SiamBitcoin เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ ทำให้การสุ่มกุญแจไม่แน่นพอจนมีผู้ใช้สูญเงินรวมกันหลายสิบล้านดอลลาร์ ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่าการจัดการกุญแจส่วนตัวคือจุดอ่อนใหญ่สุดของอุตสาหกรรมคริปโตทั้งระดับรายย่อยและสถาบัน เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ระดับ Google เริ่มลงมาแข่งในตลาด custody สถาบัน ก็เป็นสัญญาณว่ามาตรฐานความปลอดภัยของกระดานเทรดและธนาคารที่เข้าสู่ธุรกิจดิจิทัลแอสเซทจะถูกยกระดับขึ้นตามไปด้วยในระยะต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

Google MPC ใช้งานได้แล้วหรือยัง

ยัง อยู่ในสถานะ private preview ทดสอบกับสถาบันการเงินบางรายเท่านั้น Google วางแผนเปิดให้ใช้งานจริง (commercial availability) ช่วงต้นปี 2027 และยังไม่เปิดเผยราคา

คนทั่วไปใช้ Google MPC ได้ไหม

ไม่ได้ใช้ตรง ๆ ระบบนี้ออกแบบมาสำหรับธนาคารและสถาบันการเงินที่ต้องการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ไม่ใช่แอปกระเป๋าคริปโตสำหรับผู้ใช้รายย่อยทั่วไป

MPC ต่างจาก Multisig ทั่วไปอย่างไร

Multisig ใช้กุญแจหลายชุดที่สมบูรณ์แยกกันลงนามประกอบกัน ส่วน MPC แบ่ง “กุญแจชุดเดียว” ออกเป็นเศษส่วนที่ไม่มีค่าในตัวเองโดยไม่ต้องประกอบกุญแจฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาเลยในทุกขั้นตอนของการลงนาม

ที่มา: Bitcoin Magazine, SiliconANGLE อ้างอิงรายงานต้นทางจาก CoinDesk

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นการรายงานข่าวเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด