Chamath Palihapitiya อดีตรองประธานบริหาร Facebook และซีอีโอ Social Capital หนึ่งในนักลงทุนที่เคยเชียร์บิตคอยน์แรงที่สุดในวงการ ถึงขั้นเรียกมันว่า “ทองคำ 2.0” และทำนายราคาแตะ 1 ล้านดอลลาร์ กลับพลิกมุมมองแบบสุดขั้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประกาศว่าบิตคอยน์ “มีเพดานจำกัด” และสุดท้ายจะถูกปัญญาประดิษฐ์ (AI) แฮกจนมูลค่าร่วงเหลือศูนย์ คำพูดนี้สร้างแรงสะเทือนในชุมชนคริปโตทันทีที่คลิปเผยแพร่ออกมา
📑 สารบัญ
“มีเพดาน แล้วถูกแฮก แล้วเหลือศูนย์”
Palihapitiya ให้สัมภาษณ์ใน Podcast “Moonshots with Peter Diamandis” ตอนที่ 304 เผยแพร่สัปดาห์นี้ เมื่อถูกถามว่าบิตคอยน์ “จบแล้วหรือยัง” เขาตอบตรงๆ ว่า “ผมคิดว่ามันมีเพดาน แล้วผมคิดว่าสุดท้ายมันจะถูกแฮก แล้วมันจะเหลือศูนย์” ตามรายงานของ Bitcoin.com
เขาอธิบายเหตุผลหลัก 3 ข้อ: หนึ่ง บิตคอยน์ขาดความเป็นส่วนตัวทางการเงิน เพราะบัญชีธุรกรรมเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ธนาคารกลางซึ่งต้องการความลับระดับสูงไม่สามารถถือเป็นสินทรัพย์สำรองได้ ปิดกั้นกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในระยะยาว สอง AI ที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แบบ recursively self-improving อาจหาช่องโหว่เจาะระบบเข้ารหัส SHA-256 ของบิตคอยน์ได้ในอนาคต โดยเฉพาะกระเป๋าเงินที่เชื่อว่าเป็นของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้างบิตคอยน์ที่หายตัวไปนานกว่า 10 ปี — ตามรายงานของ TradingView/Benzinga เขาระบุว่าแฮกเกอร์อาจทำกำไร 2 ต่อ คือขโมยเหรียญไปขาย แล้ว short บิตคอยน์ไว้ก่อนประกาศข่าวการแฮกต่อสาธารณะ
| ความเสี่ยงที่ Chamath ชี้ | รายละเอียด |
|---|---|
| ขาดความเป็นส่วนตัว (Fungibility) | บัญชีสาธารณะเปิดเผยกิจกรรมกระเป๋า ธนาคารกลางถือเป็นสินทรัพย์สำรองไม่ได้ |
| AI แฮกระบบเข้ารหัส | AI ขั้นสูงอาจเจาะ SHA-256 หรือกระเป๋า Satoshi ได้ในอนาคต ทำกำไร 2 ต่อจากการขโมย+short |
| Quantum Computing | คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจทำลายวิธีเข้ารหัสที่ใช้ปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัล |
Palihapitiya ยังมองว่าการให้ชุมชนบิตคอยน์ร่วมมือกันเปลี่ยนไปใช้การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม (quantum-resistant cryptography) เป็น “เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย” เพราะ Bitcoin Core มีปัญหาเรื่องการตกลงร่วมกันในประเด็นพื้นฐานอยู่แล้ว นอกจากนี้เขายังอ้างกรณีการลักพาตัวในฝรั่งเศสที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือคริปโต เป็นตัวอย่างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลจากการเปิดเผยข้อมูลการถือครองคริปโตต่อสาธารณะ
ทิ้งบิตคอยน์หมดแล้ว สลับเป็นหุ้น DCG
จุดที่น่าสนใจไม่น้อยกว่าคำเตือน คือ Palihapitiya เปิดเผยว่าตัวเองไม่ได้ถือบิตคอยน์โดยตรงแล้ว เขาโยกสถานะการลงทุนระยะยาวของตัวเองไปเป็นหุ้นของ Digital Currency Group (DCG) บริษัทแม่ของ Grayscale แทน โดยให้เหตุผลว่าต้องการลดความเสี่ยงด้านการเก็บรักษา (custody) และความปลอดภัยส่วนตัวจากการถือเหรียญเอง
ประวัติพลิกลิ้น จาก “ทองคำ 2.0” ถึง “เหลือศูนย์”
คำเตือนรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Palihapitiya พลิกมุมมองการลงทุนแบบสุดขั้ว เขาเริ่มสะสมบิตคอยน์ตั้งแต่ช่วงปี 2012-2013 ที่ราคา 80-100 ดอลลาร์ต่อเหรียญ และเคยแนะนำให้นักลงทุนถือบิตคอยน์ 1% ของทรัพย์สินในฐานะ “schmuck insurance” ปี 2017 เขามองเป้าราคา 100,000 ดอลลาร์ แล้วขยับเป็น 1 ล้านดอลลาร์ และเดือนมกราคม 2021 ยังเคยทำนายราคาแตะ 200,000 ดอลลาร์ภายใน 5-10 ปี
แต่ตามรายงานของ Bitcoin.com เขาเคยใช้บิตคอยน์ราว 2,739 BTC (มูลค่าตอนนั้นประมาณ 1.6 ล้านดอลลาร์) ซื้อที่ดินริม Lake Tahoe ตั้งแต่ปี 2014 และในเดือนพฤศจิกายน 2024 ยอมรับในพอดแคสต์ All-In ว่าการขายเหรียญช่วงนั้นเป็น “ความผิดพลาดมูลค่า 3-4 พันล้านดอลลาร์ที่ยังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ” รูปแบบการพลิกมุมมองแบบนี้เคยเกิดกับการลงทุนอื่นของเขาด้วย เช่น ขายหุ้น Tesla ทิ้งทั้งหมดในปี 2021 ทั้งที่ยังเชียร์บริษัทต่อสาธารณะ และยอมรับว่าโครงสร้าง SPAC ที่เขาปั้นมาหลายดีล (Virgin Galactic, Clover Health, Opendoor) มีผลประโยชน์ทับซ้อน “totally and fundamentally misaligned” หลังหุ้นหลายตัวร่วงหนักต่อเนื่อง
มุมนักลงทุนไทย
ราคาบิตคอยน์ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80,300 ดอลลาร์ หรือราว 2.70 ล้านบาท นักลงทุนไทยที่ติดตามข่าวนี้ควรแยกให้ออกระหว่าง “ความเสี่ยงทางทฤษฎีระยะยาว” กับ “สัญญาณขายระยะสั้น” คำเตือนของ Palihapitiya เป็นมุมมองส่วนตัวที่ยังไม่มีหลักฐานการโจมตีจริงรองรับ ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจซื้อ-ขาย ที่สำคัญกว่าคือ ความเสี่ยงด้าน quantum computing ไม่ได้เกิดกับบิตคอยน์เท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่ทั้งอุตสาหกรรมบล็อกเชนกำลังเร่งพัฒนาทางแก้คู่กัน เช่นที่ทีม Ethereum เคยเสนอ EIP-8288 เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงควอนตัมในอนาคต ซึ่ง SiamBitcoin เคยรายงานไปก่อนหน้านี้
คำถามที่พบบ่อย
Chamath Palihapitiya คือใคร?
อดีตรองประธานบริหารฝ่ายเติบโตผู้ใช้ของ Facebook ปัจจุบันเป็นซีอีโอ Social Capital นักลงทุนที่รู้จักกันในชื่อ “SPAC King” จากการปั้นดีล SPAC หลายรายการ และเป็นหนึ่งในเจ้าของทีมบาสเกตบอล Golden State Warriors
บิตคอยน์เสี่ยงถูก AI แฮกจริงไหมตอนนี้?
ยังเป็นแค่สมมติฐานทางทฤษฎี ปัจจุบันยังไม่มีการโจมตีจริงต่อระบบเข้ารหัส SHA-256 หรือลายเซ็นกระเป๋าบิตคอยน์เกิดขึ้น แม้แต่ Palihapitiya เองก็ยอมรับว่าเป็นความเสี่ยงในอนาคตที่ขึ้นกับพัฒนาการ AI และ quantum computing ไม่ใช่ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นแล้ว
ทำไม Chamath เปลี่ยนใจจากที่เคยเชียร์บิตคอยน์หนักมาก?
เขามีประวัติพลิกมุมมองการลงทุนหลายครั้ง ทั้งกับ Tesla และ SPAC โดยยอมรับว่าตัวเองขายบิตคอยน์ไปจำนวนมากตั้งแต่ปี 2014 และปัจจุบันโยกไปถือหุ้น Digital Currency Group (DCG) แทน เพื่อลดความเสี่ยงด้านการเก็บรักษาเหรียญด้วยตัวเอง
ที่มา: Bitcoin.com, Benzinga, CoinPedia





















