หน้าแรกกิจกรรมExchangeวิธีอ่าน Order Book และ Depth Chart ก่อนเทรดคริปโต 2026 — เช็กกำแพงซื้อขายและสเปรดให้เป็นใน 10 นาที

วิธีอ่าน Order Book และ Depth Chart ก่อนเทรดคริปโต 2026 — เช็กกำแพงซื้อขายและสเปรดให้เป็นใน 10 นาที

HTX (Huobi) — เก๋าเกมคริปโตOKX Web3 — กระเป๋า DeFi + DEX
📌 คำตอบสั้น: Order Book และ Depth Chart บอกว่าตลาดฝั่งซื้อหรือขายหนากว่า สอนอ่านกำแพงจริง-กำแพงหลอก วัดสเปรด เช็กสภาพคล่องก่อนเข้าไม้บน Bitkub และ Binance TH (ข้อมูล ณ 15 ต.ค. 2569)

เปิดแอปเว็บเทรดขึ้นมาแล้วเห็นตัวเลขสีเขียวสีแดงไหลขึ้นลงเต็มจอฝั่งขวาหรือฝั่งซ้ายของกราฟ หลายคนมองผ่านไปเลยเพราะไม่รู้จะอ่านยังไง ทั้งที่สองอย่างนี้คือ Order Book และ Depth Chart เครื่องมือที่บอกได้ตรงๆ ว่าตอนนี้มีคนรอซื้อรอขายกองไหนหนาบาง ราคาไหนมีกำแพงกัน และถ้าคุณจะกดซื้อก้อนใหญ่ จะโดนราคาขยับหนีกี่ขั้น บทความนี้พาอ่านทีละจุดแบบลงมือทำได้จริงบน Bitkub และ Binance TH พร้อมเตือนกับดักกำแพงหลอกที่มือใหม่มักเข้าใจผิด

Order Book คืออะไร อ่านตรงไหนก่อน

Order Book คือบัญชีคำสั่งซื้อ-ขายที่ยังไม่จับคู่กัน แสดงแบบเรียลไทม์ว่าใครตั้งซื้อที่ราคาเท่าไหร่ จำนวนเท่าไหร่ และใครตั้งขายที่ราคาเท่าไหร่ จำนวนเท่าไหร่ ทุกเว็บเทรดคริปโตมีหน้านี้อยู่แล้ว ปกติอยู่ตรงกลางหรือขวาของหน้าเทรด มี 4 คอลัมน์หลักที่ต้องรู้จัก

คอลัมน์ ความหมาย สีที่ใช้
Bid (ราคาเสนอซื้อ) ราคาที่มีคนตั้งรอซื้ออยู่ เรียงจากสูงไปต่ำ เขียว
Ask / Offer (ราคาเสนอขาย) ราคาที่มีคนตั้งรอขายอยู่ เรียงจากต่ำไปสูง แดง
Size / Amount ปริมาณเหรียญที่ตั้งไว้ที่ราคานั้น –
Total (สะสม) ปริมาณรวมตั้งแต่ราคาที่ดีที่สุดจนถึงราคานี้ –

Highest Bid (ราคาซื้อสูงสุด) กับ Lowest Ask (ราคาขายต่ำสุด) คือสองตัวเลขที่อยู่ตรงกลางสุดของ Order Book ชิดกันที่สุด นี่คือจุดที่ธุรกรรมจะเกิดขึ้นก่อนถ้ามีคนยอมขยับราคาเข้ามาจับคู่กัน

Bitget — Copy Trade เซียนระดับโลก
✅ จำง่ายๆ: ฝั่งเขียว = คนรอซื้อ (ถ้าคุณจะขาย ราคาที่ได้จริงคือราคาเขียวบนสุด) ฝั่งแดง = คนรอขาย (ถ้าคุณจะซื้อ ราคาที่ได้จริงคือราคาแดงล่างสุด)

Depth Chart คืออะไร แปลงตัวเลขเป็นภาพ

Order Book เป็นตัวเลขล้วนๆ อ่านเร็วยาก Depth Chart คือกราฟที่เอาตัวเลขเดียวกันมาวาดเป็นภาพ ให้เห็นภาพรวมได้ในแวบเดียวว่าฝั่งไหนหนากว่า Bitkub เปิดฟีเจอร์นี้ให้ใช้บนเว็บและมือถือ อธิบายไว้ในบล็อกทางการว่า Depth Chart ช่วยให้เห็น Demand/Supply ของตลาดได้ทันที เหมาะกับเทรดเดอร์ที่เล่นไม้สั้นเป็นพิเศษ

วิธีอ่านมี 2 แกนหลัก

1

แกนนอน (X) = ราคา

ราคาไล่จากซ้ายไปขวา จุดกึ่งกลางคือราคาตลาดปัจจุบัน ยิ่งซ้ายยิ่งถูก ยิ่งขวายิ่งแพง

2

แกนตั้ง (Y) = ปริมาณสะสม

เส้นกราฟสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณคำสั่งที่สะสมจากราคาตลาดออกไป ยิ่งเส้นสูงเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีคำสั่งหนาแน่นที่ระดับราคานั้น

ฝั่งซ้ายสีเขียวคือคำสั่งซื้อสะสม ฝั่งขวาสีแดงคือคำสั่งขายสะสม ถ้าเส้นเขียวสูงชันกว่าเส้นแดงมาก แปลว่าฝั่งซื้อหนากว่า ตลาดมีโอกาสทรงตัวหรือขึ้นมากกว่าลง ตรงกันข้ามถ้าเส้นแดงชันกว่า ฝั่งขายกดหนัก ราคามีโอกาสร่วงง่ายกว่า

กำแพงซื้อ-ขาย คืออะไร และกับดัก Spoofing

บางจุดบนกราฟจะมีลักษณะเหมือนหน้าผาสูงชันขึ้นมาทันที นั่นคือ “กำแพง” (Wall) มีคำสั่งก้อนใหญ่กองอยู่ที่ราคาเดียว

ประเภทกำแพง อยู่ฝั่งไหน ความหมาย
Buy Wall เขียว (ฝั่งซื้อ) มีคนตั้งซื้อก้อนใหญ่รอไว้ ราคาลงมาถึงจุดนี้มักจะชะลอ อาจทำตัวเป็นแนวรับ
Sell Wall แดง (ฝั่งขาย) มีคนตั้งขายก้อนใหญ่รอไว้ ราคาขึ้นมาถึงจุดนี้มักจะชะลอ อาจทำตัวเป็นแนวต้าน
💡 กำแพงไม่ใช่ของแท้เสมอไป: เทรดเดอร์บางรายใช้เทคนิค “Spoofing” คือตั้งคำสั่งก้อนใหญ่หลอกให้คนอื่นเห็นว่ามีแนวรับ-แนวต้านแข็งแรง พอมีคนแห่ตามแนวโน้มที่กำแพงบอก เจ้าของกำแพงจะถอนคำสั่งออกทันทีก่อนที่จะโดนจับคู่จริง แล้วราคาก็ทะลุผ่านไปแบบไม่มีอะไรกั้นจริง กำแพงที่หายไปแบบฉับพลันโดยไม่มีการจับคู่ (ไม่มี Volume ขึ้นตรงนั้น) คือสัญญาณของการหลอก

วิธีแยกกำแพงจริงกับกำแพงหลอกแบบง่ายที่สุดคือดูว่ากำแพงนั้นอยู่มานานแค่ไหน และมี Volume จับคู่เกิดขึ้นจริงที่ราคานั้นหรือไม่ กำแพงที่อยู่ค้างนิ่งเป็นนาทีแล้วหายวับไปทันทีโดยไม่มีแท่งเทียนจับคู่ที่ราคานั้นเลย มักเป็นของหลอก

Spread คืออะไร บอกอะไรเรา

Spread คือช่องว่างระหว่าง Highest Bid กับ Lowest Ask สูตรคำนวณง่ายๆ

✅ สูตร: Spread (%) = (Lowest Ask − Highest Bid) ÷ ราคาล่าสุด × 100

ยิ่ง Spread แคบเท่าไหร่ ยิ่งแปลว่าเหรียญนั้นมีคนซื้อขายกันถี่ สภาพคล่องสูง ยิ่ง Spread กว้างเท่าไหร่ ยิ่งแปลว่าเหรียญนั้นเทรดกันน้อย ซื้อง่ายขายยาก หรือขายง่ายซื้อยาก ตัวอย่างจริงจากราคาสดบน Bitkub ขณะเขียนบทความนี้ (15 ต.ค. 2569)

คู่เหรียญ ราคาล่าสุด (บาท) Spread ระดับสภาพคล่อง
BTC/THB 2,710,517 0.027% สูงมาก — เกือบไม่มีช่องว่าง
ETH/THB 78,988 0.062% สูง
เหรียญสภาพคล่องต่ำ (ตัวอย่างจริงวันเดียวกัน) 7.66 21.87% ต่ำมาก — ซื้อกับขายต่างกันเกือบ 22%

ตัวเลขฝั่งขวาสุดคือสิ่งที่ต้องจำ ถ้าซื้อเหรียญสภาพคล่องต่ำแล้วขายคืนทันที อาจเสีย Spread ไปเกิน 20% ทั้งที่ยังไม่นับค่าธรรมเนียมเทรดเลยด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลที่เหรียญเล็กมักดู “ปั๊มง่ายดั๊มพ์ง่าย” เพราะใช้เงินน้อยก็ขยับราคาได้มาก

เปิดดูจริงบน Bitkub และ Binance TH

🚩 1. Bitkub — Depth Chart แยกแท็บชัดเจน

เข้า bitkub.com/market เลือกคู่เหรียญที่สนใจ แท็บกราฟจะมีตัวเลือกสลับระหว่าง Trading View (กราฟแท่งเทียน) กับ Depth Chart แยกกันตรงๆ กดสลับไปที่ Depth Chart จะเห็นกราฟเขียว-แดงทันที ฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้ทั้งบนเว็บและมือถือ

🚩 2. Binance TH — Order Book ข้างจอใน Trade > Spot

เข้า Trade เลือก Spot จะเห็น Order Book เป็นตัวเลขอยู่ฝั่งซ้ายของกราฟราคาแบบเรียลไทม์ แสดงทั้งราคา ปริมาณ และยอดสะสม พร้อมแถบสีเขียว-แดงแสดงสัดส่วนความหนาของแต่ละระดับราคาในตัว ใช้คู่กับ Order Book ได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแท็บ

✅ ฝึกอ่านแบบไม่เสี่ยงเงินจริง: เปิดดูคู่เหรียญที่เทรดบ่อยอย่าง BTC/THB หรือ ETH/THB เทียบกับคู่เหรียญเล็กที่เทรดน้อย จะเห็นความต่างของความหนาแน่นชัดมาก ทำแบบนี้สัก 2-3 วันก่อนเริ่มใช้ตัดสินใจเข้าไม้จริง

ตลาดลึก vs ตลาดตื้น กระทบยังไงตอนเข้าไม้ใหญ่

คำว่า “ความลึกของตลาด” (Market Depth) ไม่ได้พูดถึงกราฟอย่างเดียว แต่พูดถึงว่าตลาดรับไม้ใหญ่ได้แค่ไหนโดยไม่ทำให้ราคาขยับหนี

ลักษณะ ตลาดลึก (Thick) ตลาดตื้น (Thin)
คำสั่งในสมุด หนาแน่นหลายระดับราคา บางจุดมีคำสั่งน้อยหรือไม่มีเลย
ผลตอนเข้าไม้ใหญ่ ราคาขยับน้อย (Slippage ต่ำ) ราคากระโดดข้ามหลายขั้น (Slippage สูง)
ตัวอย่าง BTC/THB, ETH/THB เหรียญ Market Cap เล็กส่วนใหญ่

ถ้าตลาดตื้นแล้วคุณส่งคำสั่ง Market Order (ซื้อ/ขายทันทีไม่กำหนดราคา) ก้อนใหญ่ คำสั่งจะ “กิน” คำสั่งที่ตั้งไว้ไล่ขึ้นหรือลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเต็มจำนวน ราคาเฉลี่ยที่คุณได้จริงอาจต่างจากราคาที่เห็นตอนกดเยอะกว่าที่คิด

5 ขั้นเช็คก่อนเข้าไม้ใหญ่

1

เปิด Depth Chart ก่อนเปิดกราฟแท่งเทียน

ดูภาพรวมว่าฝั่งซื้อหรือขายหนากว่า ก่อนไปวิเคราะห์เทคนิคอล

2

เช็ก Spread ของคู่เหรียญที่จะเทรด

คำนวณตามสูตรข้างบน ถ้าเกิน 1-2% ให้รู้ตัวว่าเหรียญนี้สภาพคล่องต่ำ

3

ดูว่าปริมาณที่ตั้งไว้ใกล้ราคาตลาด “หนา” พอรับไม้คุณไหม

เทียบขนาดไม้ที่จะเข้ากับ Total สะสมในตาราง Order Book ที่ระดับราคาใกล้เคียง

4

สังเกตกำแพงที่ปรากฏ แล้วรอดูว่ายืนอยู่กี่นาที

กำแพงที่อยู่นิ่งสักพักมีน้ำหนักมากกว่ากำแพงที่เพิ่งโผล่มาแวบเดียว

5

ไม้ใหญ่ให้ใช้ Limit Order แทน Market Order

ตั้งราคาที่รับได้ไว้ล่วงหน้า กันราคาวิ่งหนีไปไกลเกินคาดตอนตลาดตื้น

6 กับดักที่คนอ่าน Order Book พลาดบ่อย

🚩 1. เห็นกำแพงใหญ่แล้วเชื่อว่าราคาต้องเด้งจริง

กำแพงถอนออกได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่สัญญาณยืนยัน 100% เป็นแค่ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

🚩 2. ดูแค่ Order Book โดยไม่เช็ก Spread

เห็นปริมาณมากแต่ไม่ได้แปลว่า Spread แคบ บางเหรียญมีคำสั่งเยอะแต่กระจายห่างกันมาก

🚩 3. ส่ง Market Order ก้อนใหญ่ในเหรียญสภาพคล่องต่ำ

ราคาเฉลี่ยที่ได้จริงอาจต่างจากราคาหน้าจอหลายเปอร์เซ็นต์โดยไม่รู้ตัว

🚩 4. สับสนระหว่าง Order Book กับ Volume ที่เทรดไปแล้ว

Order Book คือคำสั่งที่ “รออยู่” ยังไม่เกิดขึ้นจริง ส่วน Volume คือสิ่งที่จับคู่สำเร็จไปแล้ว คนละอย่างกัน

🚩 5. เข้าใจว่า Depth Chart อัปเดตช้ากว่าความจริง

ทั้งสองเว็บอัปเดตแบบเรียลไทม์ แต่ถ้าเน็ตช้าหรือรีเฟรชหน้าไม่ทัน ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนไปสักวินาที ให้รีเฟรชก่อนตัดสินใจไม้สำคัญ

🚩 6. มองแค่ฝั่งเดียวที่อยากเห็น

คนที่ถือเหรียญอยู่แล้วมักมองหาแต่ Buy Wall เพื่อให้สบายใจ ทั้งที่ควรเทียบทั้งสองฝั่งเสมอ ไม่ใช่หาแต่สิ่งที่อยากเจอ

เช็กลิสต์ก่อนดูกราฟทุกครั้ง

  • เปิด Depth Chart หรือ Order Book ของคู่เหรียญที่จะเทรดแล้วหรือยัง
  • คำนวณ Spread คร่าวๆ แล้วหรือยัง เกิน 1% ไหม
  • เทียบปริมาณไม้ที่จะเข้ากับ Total สะสมใกล้ราคาตลาดแล้วหรือยัง
  • สังเกตกำแพงว่าอยู่มานานหรือเพิ่งโผล่มา
  • ไม้ใหญ่เลือกใช้ Limit Order แทน Market Order แล้วหรือยัง
  • เช็กทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย ไม่ใช่มองแค่ฝั่งที่อยากเห็น
  • รีเฟรชหน้าก่อนกดยืนยันไม้สำคัญแล้วหรือยัง
  • รู้ตัวว่าเหรียญนี้สภาพคล่องสูงหรือต่ำ ก่อนตั้งขนาดไม้

คำถามที่พบบ่อย

Order Book กับ Depth Chart ต่างกันตรงไหน

ข้อมูลชุดเดียวกัน แต่ Order Book แสดงเป็นตัวเลขในตาราง ส่วน Depth Chart แปลงตัวเลขเดียวกันเป็นกราฟภาพให้เห็นภาพรวมเร็วขึ้น

Spread กว้างแปลว่าเหรียญนี้ไม่ดีเสมอไปไหม

ไม่เสมอไป แต่แปลว่าเทรดกันน้อยในช่วงเวลานั้น เหมาะกับการระมัดระวังขนาดไม้มากกว่าเหรียญสภาพคล่องสูง ไม่ได้บอกคุณภาพของโปรเจกต์

เห็นกำแพงซื้อก้อนใหญ่ ควรรีบตามซื้อไหม

ไม่ควรรีบ กำแพงถอนออกได้ทุกเมื่อโดยไม่มีต้นทุน ให้ใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่สัญญาณซื้อเดี่ยวๆ

มือใหม่ควรฝึกอ่านยังไงให้ไม่งง

เริ่มจากคู่เหรียญสภาพคล่องสูงอย่าง BTC/THB เพราะ Spread แคบและกำแพงมีน้ำหนักจริงมากกว่า พอคุ้นแล้วค่อยขยับไปดูเหรียญเล็กที่ผันผวนกว่า

สรุป

Order Book บอกว่าใครตั้งซื้อตั้งขายที่ราคาไหนบ้าง Depth Chart แปลงตัวเลขเดียวกันเป็นภาพให้อ่านไว ทั้งสองอย่างช่วยให้เห็นสภาพคล่องจริงก่อนกดไม้ ไม่ใช่เครื่องมือทำนายราคาแม่นร้อยเปอร์เซ็นต์ กำแพงที่เห็นอาจเป็นของจริงหรือของหลอกก็ได้ สิ่งที่ควบคุมได้แน่นอนคือการเช็ก Spread ก่อนเทรด เลือกใช้ Limit Order กับไม้ใหญ่ และไม่เชื่อกำแพงเดี่ยวๆ โดยไม่ดูองค์ประกอบอื่น

อยากเห็น Order Book แบบเต็มจอ ไม่ต้องสลับแท็บไปไหน ควรใช้เว็บไหน

บทความนี้พาอ่าน Order Book และ Depth Chart ให้เป็น แต่ถ้าอยากฝึกกับหน้าจอที่โชว์ Order Book เต็มรูปแบบควบคู่กราฟราคาในที่เดียว Binance TH เป็นเว็บที่ Trade > Spot เปิด Order Book ไว้ข้างจอตลอดเวลาแบบไม่ต้องสลับแท็บ และรองรับ Limit Order ที่ตั้งราคารับได้ล่วงหน้าตามที่บทความนี้แนะนำให้ใช้กับไม้ใหญ่

หลักการเดิมยังใช้ได้เสมอไม่ว่าจะเทรดบนเว็บไหน เช็ก Spread ก่อนทุกครั้ง อย่าเชื่อกำแพงเดี่ยวๆ และรู้ตัวว่าเหรียญที่ถืออยู่สภาพคล่องสูงหรือต่ำ

สมัคร Binance TH ผ่านลิงก์นี้

หมายเหตุ: ลิงก์ด้านบนเป็นลิงก์แนะนำ (affiliate) ทีมงานได้รับค่าตอบแทนหากมีการสมัครผ่านลิงก์นี้ ไม่มีผลต่อความเห็นหรือเนื้อหาที่นำเสนอ

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
Bitfinex — แพลตฟอร์มเทรดมือโปรBitget — Copy Trade เซียนระดับโลก
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด