บริษัท Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ของ Michael Saylor รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ขาดทุนมหาศาล 8.22 พันล้านดอลลาร์ พลิกจากกำไร 14 พันล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้า หลังราคาบิตคอยน์ร่วงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของบริษัท และที่สั่นสะเทือนวงการยิ่งกว่าคือ ผู้บริหารประกาศชัดว่าจะ ขายบิตคอยน์ต่อไปแบบฉวยจังหวะ พร้อมยุติสูตรเดิมที่เคยเทเงินระดมทุนทั้งหมดเข้าซื้อ BTC
📑 สารบัญ
ขาดทุน 8.22 พันล้านดอลลาร์ เกิดจากอะไร
Strategy เปิดเผยผลขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัลในไตรมาส 2 ปี 2026 รวม 8.32 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (unrealized loss) 8.31 พันล้านดอลลาร์ และขาดทุนที่รับรู้แล้วอีกส่วนหนึ่ง เมื่อรวมเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ 400.7 ล้านดอลลาร์เข้าไปด้วย ทำให้ผลขาดทุนที่ตกกับผู้ถือหุ้นสามัญพุ่งไปถึง 8.62 พันล้านดอลลาร์
สาเหตุหลักคือราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลงราว 14% ในไตรมาส จนหลุดต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยที่ Strategy สะสมไว้ ภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ที่ให้บันทึกสินทรัพย์ดิจิทัลตามราคาตลาด (fair value) ทุกการเคลื่อนไหวของราคา BTC จึงสะท้อนเข้างบกำไรขาดทุนทันที — ขาขึ้นก็กำไรมหาศาล ขาลงก็ขาดทุนมหาศาลเช่นกัน
| รายการ | ตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2026 |
|---|---|
| ขาดทุนสินทรัพย์ดิจิทัลรวม | ราว 8.32 พันล้านดอลลาร์ |
| ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ | ราว 8.31 พันล้านดอลลาร์ |
| เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ | 400.7 ล้านดอลลาร์ |
| ขาดทุนต่อผู้ถือหุ้นสามัญ | ราว 8.62 พันล้านดอลลาร์ |
| ทุนสำรองเงินดอลลาร์ | 3.75 พันล้านดอลลาร์ |
ขายบิตคอยน์จริง — ครั้งแรกในรอบหลายปี
ประเด็นที่ตลาดจับตามากที่สุดไม่ใช่ตัวเลขขาดทุน แต่คือการที่ Strategy ขายบิตคอยน์ออกจริง หลังจากสะสมแบบแทบไม่หยุดมานานหลายปี
🚩 1. ขาย 32 BTC ในเดือนพฤษภาคม
รายการขายทดสอบขนาดเล็ก รับรู้ขาดทุนราว 1 ล้านดอลลาร์ — เป็นสัญญาณแรกว่าบริษัทเปิดประตูการขายแล้ว
🚩 2. ขาย 3,588 BTC ในเดือนกรกฎาคม
ขายที่ราคาเฉลี่ยราว 60,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ได้เงินเข้ามาราว 216 ล้านดอลลาร์ และรับรู้ขาดทุนราว 203 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจ่ายภาระเงินปันผล
🚩 3. เปิดโครงการขาย BTC วงเงินถึง 1.25 พันล้านดอลลาร์
ภายใต้กรอบการเงินใหม่ Digital Credit Capital Framework บริษัทตั้งโครงการ BTC Monetization Program ที่อนุญาตให้ขายบิตคอยน์แบบมีเป้าหมายได้สูงสุดถึง 1.25 พันล้านดอลลาร์
เปลี่ยนสูตร: จากสะสม BTC สู่การถือเงินสด
ผู้บริหาร Strategy ระบุว่าบริษัทจะไม่นำเงินระดมทุนใหม่ทั้งหมดไปซื้อบิตคอยน์อีกต่อไป แต่จะแบ่งไปสร้างทุนสำรองเงินดอลลาร์ ซื้อคืนหลักทรัพย์ และรักษาสภาพคล่องแทน
ปัจจุบันบริษัทมีทุนสำรองเงินดอลลาร์ 3.75 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมภาระเงินปันผลและดอกเบี้ยได้ราว 2.1 ปี อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2-3 ปี นอกจากนี้ยังประกาศแผนซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ STRC วงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อดันราคากลับสู่ระดับพาร์ โดยตั้งเป้าหมายวันที่ 8 กันยายน
📉 สูตรเดิม (2020-2025)
ระดมทุนผ่านหุ้นและหุ้นกู้ → เทเข้าซื้อ BTC เกือบทั้งหมด → เพิ่มจำนวนเหรียญต่อหุ้นให้ผู้ถือหุ้น
💵 สูตรใหม่ (2026)
ระดมทุน → แบ่งเข้าทุนสำรองดอลลาร์ + ซื้อคืนหลักทรัพย์ + จ่ายปันผล → ขาย BTC ฉวยจังหวะเมื่อจำเป็น
ถือ BTC เท่าไหร่ และยังเป็นผู้ซื้อสุทธิหรือไม่
แม้จะมีการขายออก แต่ Strategy ยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิอยู่ ผู้บริหารระบุว่าตลอดปีนี้บริษัทซื้อบิตคอยน์มากกว่าที่ขายถึง 48 เท่า
ในไตรมาส 2 บริษัทเพิ่มบิตคอยน์เข้าพอร์ต 83,901 BTC ที่ราคาเฉลี่ยราว 75,500 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ทำให้ยอดถือครองรวมขึ้นไปที่ 843,775 BTC เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน คิดเป็นราว 4% ของบิตคอยน์ทั้งหมดที่จะมีอยู่บนโลก ขณะเดียวกันบริษัทยังลดภาระหนี้ลงราว 18%
- บริษัท “ยังซื้อมากกว่าขาย” — พอร์ตรวมยังโตขึ้น 11%
- แต่ “ยอมขายแล้ว” — เพดานทางจิตวิทยาที่เคยบอกว่าไม่ขายถูกทำลาย
- ราคาเฉลี่ยที่ซื้อเพิ่มไตรมาสนี้ราว 75,500 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันมาก
ผลกระทบต่อตลาดและนักลงทุนไทย
Strategy คือผู้ถือบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน การที่บริษัทเปลี่ยนจาก “ผู้ซื้อที่ไม่มีวันขาย” มาเป็น “ผู้ซื้อที่พร้อมขายเมื่อต้องการสภาพคล่อง” ย่อมกระทบโครงสร้างแรงซื้อของตลาดในระยะยาว
| ประเด็น | ผลที่อาจตามมา |
|---|---|
| แรงซื้อจากบริษัทจดทะเบียน | อาจชะลอตัว หากบริษัทอื่นเดินตามสูตร “เก็บเงินสดก่อน” |
| แรงขายบนตลาด | มีวงเงินขายที่ประกาศไว้ชัดเจน ตลาดคาดการณ์ได้ระดับหนึ่ง |
| ความเชื่อมั่นนักลงทุนรายย่อย | สั่นคลอน เพราะ Saylor เคยเป็นสัญลักษณ์ของการถือยาว |
| ราคาบิตคอยน์ระยะสั้น | เพิ่มแรงกดดันในช่วงที่ตลาดอ่อนแออยู่แล้ว |
สรุปประเด็นสำคัญ
ขาดทุนหนัก
Strategy ขาดทุนไตรมาส 2 ปี 2026 ราว 8.22 พันล้านดอลลาร์ พลิกจากกำไรก้อนใหญ่ก่อนหน้า
ขายบิตคอยน์จริง
ขาย 3,588 BTC ที่ราคาเฉลี่ยราว 60,000 ดอลลาร์ รับรู้ขาดทุนราว 203 ล้านดอลลาร์
เปลี่ยนสูตรระดมทุน
เลิกเทเงินระดมทุนทั้งหมดเข้า BTC หันมาสร้างทุนสำรองดอลลาร์ 3.75 พันล้านดอลลาร์
ยังเป็นผู้ซื้อสุทธิ
ถือครองรวม 843,775 BTC เพิ่มขึ้น 11% ซื้อมากกว่าขายถึง 48 เท่าในปีนี้








