หน้าแรกข่าวสาร คริปโตข่าว BitcoinBinance โดนแฮกครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ เงินหาย 5.57 พันล้านดอลลาร์

Binance โดนแฮกครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ เงินหาย 5.57 พันล้านดอลลาร์

HTX (Huobi) — เก๋าเกมคริปโตTradingView — กราฟวิเคราะห์ #1

Binance เผชิญเหตุเงินไหลออกจากกระเป๋าร้อน (hot wallet) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดคริปโต มูลค่ารวมกว่า 5.57 พันล้านดอลลาร์ กระจายอยู่บนเครือข่าย Ethereum, Bitcoin และ Tron เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 (ตามเวลาสหรัฐฯ) ล่าสุด Tether และ Circle อายัดสเตเบิลคอยน์ที่เกี่ยวข้องได้แล้วกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Binance ยืนยันว่าเงินของผู้ใช้ปลอดภัยและจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

Bitcoin
ราคา Bitcoin (BTC) วันนี้ บิตคอยน์
฿2,607,891.05▼4.59%
ราคา Bitkub ฿2,600,356.61 (พรีเมียม -0.29%)
สูง/ต่ำ 24 ชม. ฿2,766,910.85 / ฿2,592,012.70
ดูกราฟและข้อมูลเต็ม →
ข้อมูลจาก SiamBitcoin Cap · อัปเดต 08:15
📌 สรุป 3 บรรทัด:
1) เงินไหลออกจากกระเป๋าร้อน Binance อย่างน้อย 5.57 พันล้านดอลลาร์ ผ่านช่องโหว่ที่เกี่ยวกับ EIP-7702 บน Ethereum
2) Tether อายัด USDT ได้กว่า 975 ล้าน–1,567 ล้านดอลลาร์ (ตัวเลขขยับขึ้นตามการสอบสวน) Circle อายัด USDC ราว 823 ล้านดอลลาร์
3) ราคา Bitcoin ร่วงหลุด 79,000 ดอลลาร์ ส่วน BNB ร่วงกว่า 7% ท่ามกลางตลาดที่อ่อนไหวอยู่แล้วจากการประชุมเฟดและวัน options expiry 11,000 ล้านดอลลาร์

เกิดอะไรขึ้นกับ Binance

ข้อมูลออนเชนที่ Decrypt ตรวจสอบพบว่า มีเงินไหลออกจากกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับ Binance อย่างน้อย 5.57 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นบน Ethereum 3.51 พันล้านดอลลาร์ บน Bitcoin 1.44 พันล้านดอลลาร์ (18,270 BTC) และบน Tron 630 ล้านดอลลาร์ ธุรกรรมแรกเกิดขึ้นเวลา 20:24 UTC ของวันที่ 29 ตุลาคม โดยโยกเงิน 167,464 ETH พร้อมโทเคนอีก 63 รายการ รวมมูลค่า USDT ราว 1.615 พันล้านดอลลาร์ ไปยังกระเป๋าใหม่ที่สร้างขึ้นมาเฉพาะ

สามนาทีก่อนหน้านั้น มีกระเป๋าที่รับเงินทุนจาก Tornado Cash (บริการผสมธุรกรรมเพื่อซ่อนที่มาของเงิน) ส่งคำสั่ง “delegation” ไปยังกระเป๋าร้อนของ Binance โดยใช้ฟีเจอร์ EIP-7702 ของ Ethereum ซึ่งเปิดให้กระเป๋าธรรมดารันโค้ดแบบสมาร์ตคอนแทร็กต์ได้ Odysseas Lamtzidi ผู้ก่อตั้ง Phylax Systems อธิบายว่า “EIP-7702 ให้กระเป๋าปกติรันโค้ดที่ได้รับมอบอำนาจ และคำสั่งมอบอำนาจนี้จะคงอยู่ต่อเนื่อง โค้ดนั้นจึงสามารถอนุมัติการโยกเงินครั้งต่อไปได้โดยไม่ต้องให้กระเป๋าเซ็นอนุมัติซ้ำอีก” ส่วนที่มาของลายเซ็นที่แฮกเกอร์ใช้ได้มาอย่างไรนั้น ยังอยู่ระหว่างสอบสวน

Bitget — Copy Trade เซียนระดับโลก
💡 Binance โพสต์ผ่าน X อย่างเป็นทางการว่า “ทีมของเรารับทราบรายงานเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น และกำลังตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเงินของผู้ใช้ได้รับผลกระทบ” พร้อมระงับการฝาก-ถอนเงินชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย และหยุดการเทรดบนแพลตฟอร์ม Binance Alpha ไว้ก่อน

Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ที่ไม่ได้บริหารงานประจำวันแล้ว โพสต์ผ่าน X ว่า “มันดูเหมือนเป็นการแฮก Binance จริงๆ … ผมไม่ได้บริหาร Binance(.com) แล้ว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้น ผมคาดว่าเงินของผู้ใช้ทุกคนจะได้รับการชดเชยครบถ้วน” ขณะที่ Yi He ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอร่วม ยืนยันกับ Reuters ว่า Binance จะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดจากเหตุแฮกครั้งนี้ และเงินของผู้ใช้ยังปลอดภัย หากได้รับการยืนยันว่าเป็นการแฮกจริง นี่จะเป็นการแฮกคริปโตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา มากกว่า 3 เท่าของเหตุแฮก Bybit มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์เมื่อกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเคยเป็นสถิติสูงสุด

Tether-Circle อายัดเงินได้แค่ไหน

จุดที่ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่านี้คือผู้ออกสเตเบิลคอยน์สามารถอายัด (blacklist) ที่อยู่กระเป๋าต้องสงสัยได้ทันที แม้จะไม่สามารถดึงเงินกลับคืนให้เจ้าของเดิมได้ก็ตาม

ผู้ออกเหรียญ จำนวนที่อายัด หมายเหตุ
Tether (USDT) 975 ล้าน → กว่า 1,567 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขขยับขึ้นหลังสอบสวนเพิ่ม
Circle (USDC) ราว 823 ล้านดอลลาร์ CEO Jeremy Allaire ยืนยันผ่าน X
Ripple (RLUSD) ราว 200 ล้านดอลลาร์ ยืนยันโดย Yi He ผ่าน Reuters
World Liberty Financial 27 ล้านดอลลาร์ + โทเคน WLFI ~2 ล้านดอลลาร์ ทำงานร่วมกับผู้คัสโตดี้ BitGo
รวมตามแถลงการณ์ Binance 2.54 พันล้านดอลลาร์ บริษัทระบุตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นอีก
✅ สิ่งที่อายัดไม่ได้: ETH และ Bitcoin ที่ถูกโยกออกไป (167,464 ETH และ 18,270 BTC) ไม่มีกลไกอายัดแบบสเตเบิลคอยน์ เพราะเป็นเหรียญแบบกระจายศูนย์เต็มรูปแบบ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าแฮกเกอร์กำลังเร่งโยกเงินผ่านช่องทางต่างๆ ก่อนถูกติดตามตัวได้

ผลกระทบต่อราคาตลาด

ข่าวนี้มาซ้อนกับความกังวลเดิมที่ตลาดมีอยู่แล้ว — เฟดเพิ่งประชุมคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75-4% พร้อมเสียงแตกเป็น 2 เสียงที่อยากขึ้นดอกเบี้ย และตรงกับวันที่สัญญา Bitcoin options มูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์หมดอายุพอดี ทำให้ตลาดผันผวนหนักขึ้นไปอีก

สินทรัพย์ เปลี่ยนแปลง (24 ชม.) ระดับราคา
Bitcoin (BTC) -2.6% ถึง -5% หลุด 79,000 ดอลลาร์ บางช่วงแตะต่ำกว่า 77,000 ดอลลาร์
BNB ราว -7% ลงมาอยู่ที่ประมาณ 699 ดอลลาร์
Monero (XMR) ราว +6% ขึ้นไปที่ประมาณ 637 ดอลลาร์

Monero ซึ่งเป็นเหรียญไพรเวซี่ที่ซ่อนผู้ส่ง-ผู้รับได้ มักปรับขึ้นทุกครั้งที่มีข่าวแฮกใหญ่ เพราะนักเทรดบางกลุ่มคาดว่าแฮกเกอร์อาจใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน เช่นเดียวกับที่ราคาเคยพุ่งกว่า 51% หลังเหตุโยกเงิน Bitcoin 333 ล้านดอลลาร์ต้องสงสัยเมื่อเมษายน 2568 ด้าน Binance.US และ Coinbase ต่างยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

มุมนักลงทุนไทย

สิ่งที่ควรแยกให้ชัดคือเหตุแฮกครั้งนี้เกิดกับกระเป๋าร้อนของ Binance.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลก ไม่ใช่ Binance TH ที่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ไทยและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงใช้งาน Binance.com โดยตรงสำหรับเหรียญที่ไม่มีในกระดานไทย จึงควรติดตามสถานะการระงับฝาก-ถอนเงินของ Binance.com อย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทเรียนเดิมที่นักลงทุนคริปโตควรยึดไว้เสมอ: ไม่ควรฝากเงินจำนวนมากไว้บนกระดานเทรดนานเกินจำเป็น โดยเฉพาะเหรียญที่ไม่ได้ใช้เทรดบ่อย ควรโยกกลับเข้ากระเป๋าส่วนตัว (self-custody) หรือ hardware wallet เมื่อเทรดเสร็จ และกระจายความเสี่ยงไม่ฝากทุกอย่างไว้ที่เดียว แม้ Binance จะเป็นกระดานเทรดที่ใหญ่และมีกองทุนประกัน SAFU รองรับ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีกระดานเทรดใดปลอดภัย 100%

คำถามที่พบบ่อย

Binance ถูกแฮกจริงหรือยัง ยืนยันแล้วหรือไม่?

ณ เวลาที่เผยแพร่ข่าวนี้ Binance ยังไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็น “การแฮก” เต็มรูปแบบ ระบุเพียงว่ากำลังสอบสวน “ปัญหาความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น” แต่ผู้ก่อตั้ง CZ ระบุว่า “ดูเหมือนเป็นการแฮกจริง” และข้อมูลออนเชนยืนยันว่ามีเงินไหลออกจากกระเป๋าร้อนของ Binance จริงมูลค่ากว่า 5.57 พันล้านดอลลาร์

เงินของผู้ใช้ Binance ปลอดภัยหรือไม่?

Binance ระบุว่ายังไม่พบผลกระทบต่อเงินของผู้ใช้ และ Yi He ผู้ร่วมก่อตั้งยืนยันว่าบริษัทจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดจากเหตุนี้ ไม่ว่าผลสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร

ทำไม Tether กับ Circle อายัดเงินได้แต่ Bitcoin กับ ETH อายัดไม่ได้?

เพราะ USDT และ USDC เป็นสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยบริษัทกลาง (Tether, Circle) ซึ่งมีสิทธิ์ขึ้นบัญชีดำที่อยู่กระเป๋าได้ตามเงื่อนไขการใช้งาน ขณะที่ Bitcoin และ Ethereum เป็นเครือข่ายกระจายศูนย์เต็มรูปแบบ ไม่มีศูนย์กลางใดสั่งอายัดเหรียญในกระเป๋าใครได้

ที่มา: Decrypt, Reuters ผ่าน Channel News Asia, Al Jazeera

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นการรายงานข่าวเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน (NFA) สถานการณ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและอาจมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม การลงทุนในคริปโตมีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทุนเฉพาะเงินที่พร้อมจะเสีย
TradingView — กราฟวิเคราะห์ #1HTX (Huobi) — เก๋าเกมคริปโต
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด