หน้าแรกข่าวสาร คริปโตข่าวต่างประเทศสหรัฐฯ เลิกกฎคุมโอนคริปโตเข้ากระเป๋าส่วนตัวเกิน 10,000 ดอลลาร์

สหรัฐฯ เลิกกฎคุมโอนคริปโตเข้ากระเป๋าส่วนตัวเกิน 10,000 ดอลลาร์

MEXC — 2,600+ เหรียญOKX Web3 — กระเป๋า DeFi + DEX

เครือข่ายปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินของสหรัฐฯ (FinCEN) ถอนร่างกฎ 2 ฉบับที่ค้างมานานเกือบ 6 ปี ซึ่งจะบังคับให้ธนาคารและเว็บเทรดคริปโตต้องรายงานข้อมูลลูกค้าทุกครั้งที่โอนคริปโตเข้า-ออกกระเป๋าส่วนตัว (self-custody wallet) เกิน 10,000 ดอลลาร์ พร้อมถอนร่างกฎที่จะขึ้นบัญชีมิกเซอร์คริปโตเป็น “ภัยฟอกเงินระดับต้น” มีผลตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2569 ตามประกาศใน Federal Register

Bitcoin
ราคา Bitcoin (BTC) วันนี้ บิตคอยน์
฿2,898,089.02▲0.25%
ราคา Bitkub ฿2,895,759.37 (พรีเมียม -0.08%)
สูง/ต่ำ 24 ชม. ฿2,912,731.91 / ฿2,853,968.93
ดูกราฟและข้อมูลเต็ม →
ข้อมูลจาก SiamBitcoin Cap · อัปเดต 18:50
📌 สรุป 3 บรรทัด:
1. FinCEN ถอนร่างกฎปี 2563 ที่จะให้ธนาคาร/เว็บเทรดรายงานการโอนคริปโตเข้ากระเป๋าส่วนตัวเกิน 10,000 ดอลลาร์ และเก็บบันทึกข้อมูลตั้งแต่ 3,000 ดอลลาร์ขึ้นไป
2. ถอนร่างกฎปี 2566 ที่จะขึ้นบัญชีการใช้มิกเซอร์คริปโตข้ามประเทศเป็น “กลุ่มธุรกรรมที่น่าสงสัยฟอกเงินระดับต้น” ตามกฎหมาย PATRIOT Act
3. ทั้งสองร่างไม่เคยมีผลบังคับใช้จริงมาก่อน — FinCEN ระบุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดกฎระเบียบของรัฐบาลทรัมป์ แต่ยังเฝ้าดูมิกเซอร์ต่อและอาจกลับมาออกกฎใหม่ได้

FinCEN ถอนกฎอะไรบ้าง

ตามประกาศทางการของ FinCEN (Financial Crimes Enforcement Network หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินสังกัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ) เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 หน่วยงานถอนร่างกฎที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล 2 ฉบับพร้อมกัน โดยมีผลตามประกาศใน Federal Register ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

1

OKX Web3 — กระเป๋า DeFi + DEX

กฎกระเป๋าส่วนตัว (ปี 2563)

เสนอครั้งแรก 23 ธ.ค. 2563 — บังคับรายงานโอนคริปโตเข้า-ออก unhosted wallet เกิน 10,000 ดอลลาร์

2

กฎมิกเซอร์คริปโต (ปี 2566)

ขึ้นบัญชีมิกเซอร์คริปโตข้ามประเทศเป็นภัยฟอกเงินระดับต้น ตาม Section 311 ของ PATRIOT Act

FinCEN ระบุว่าได้พิจารณาความเห็นสาธารณะที่ส่งเข้ามาต่อร่างทั้งสองฉบับแล้ว และตัดสินใจถอนออกเพื่อให้สอดคล้องกับ “นโยบายลดกฎระเบียบ” ของรัฐบาลทรัมป์ และให้กฎด้านสินทรัพย์ดิจิทัล “ตรงจุดกับการใช้งานจริง” (fit-for-purpose)

กฎกระเป๋าส่วนตัวที่ถูกถอน เคยจะบังคับอะไร

ร่างกฎปี 2563 นิยาม “กระเป๋าส่วนตัว” หรือ unhosted wallet ว่าเป็นกระเป๋าที่ไม่มีธนาคารหรือสถาบันการเงินใดเดินธุรกรรมแทนผู้ใช้ — ตรงข้ามกับการฝากเหรียญไว้บนเว็บเทรด หากร่างนี้มีผลจริง จะกระทบขั้นตอนของธนาคารและผู้ให้บริการด้านการเงินที่เกี่ยวกับคริปโต (MSB) ดังนี้

เงื่อนไข สิ่งที่ต้องทำ (ถ้ากฎมีผล)
โอนเกิน 10,000 ดอลลาร์ ธนาคาร/เว็บเทรดต้องยื่นรายงานและยืนยันตัวตนคู่สัญญาฝั่งกระเป๋าส่วนตัว
โอนสะสมใน 24 ชม. นับรวมหลายรายการที่ยอดรวมทะลุ 10,000 ดอลลาร์ ก็ต้องรายงานเหมือนโอนครั้งเดียว
โอนเกิน 3,000 ดอลลาร์ ต้องเริ่มเก็บบันทึกข้อมูลธุรกรรมไว้ แม้ยังไม่ถึงเกณฑ์รายงาน
กระเป๋าในต่างประเทศ กระเป๋าที่ฝากไว้ในบางประเทศที่ FinCEN ขึ้นบัญชี ถูกคุมเข้มเป็นพิเศษ
✅ สรุปง่ายๆ: ร่างนี้ไม่ได้ห้ามใช้กระเป๋าส่วนตัว (hardware wallet, MetaMask ฯลฯ) แต่จะเพิ่มขั้นตอนเอกสาร/การรายงานให้ธนาคารและเว็บเทรดทุกครั้งที่ลูกค้าโอนเงินจำนวนมากออกจากระบบที่มีคนกลางดูแล — ตอนนี้ภาระนี้หายไปแล้ว เพราะร่างถูกถอนทั้งหมด

กฎมิกเซอร์คริปโตที่ถูกถอนไปด้วย

ร่างกฎฉบับที่สองเสนอในปี 2566 อ้างอำนาจตาม Section 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act ต้องการขึ้นบัญชี “การผสมคริปโตข้ามประเทศ” (international crypto mixing) หรือการนำเหรียญของผู้ใช้หลายคนมาปนกันจนตามรอยต้นทางยาก ให้เป็นกลุ่มธุรกรรมที่มีความเสี่ยงฟอกเงินระดับต้น หากมีผลจริง สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องต้องรายงานธุรกรรมที่รู้หรือสงสัยว่าเชื่อมกับมิกเซอร์ต่างประเทศ พร้อมแจ้งจำนวนเงิน ที่อยู่กระเป๋า แฮชธุรกรรม และ IP แอดเดรส รวมถึงเก็บข้อมูลตัวตนลูกค้าแบบเต็มรูปแบบ

FinCEN ระบุชัดว่าการถอนร่างนี้ไม่ได้แปลว่าเลิกสนใจมิกเซอร์ไปเลย หน่วยงานยังจะติดตามความเสี่ยงฟอกเงินจากมิกเซอร์ต่อไป และอาจออกมาตรการใหม่ในอนาคตได้หากเห็นความจำเป็น

ทำไมถอนตอนนี้

เอกสารถอนร่างกฎกระเป๋าส่วนตัวลงนามโดยรองผู้อำนวยการ FinCEN จิมมี แอล. เคอร์บี (Jimmy L. Kirby) โดยอ้างอิงรายงานของคณะทำงานทำเนียบขาวด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (President’s Working Group on Digital Asset Markets) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง ทั้งนี้ร่างกฎกระเป๋าส่วนตัวที่เสนอครั้งแรกปลายสมัยทรัมป์สมัยแรก (ธ.ค. 2563) มีผู้ส่งความเห็นสาธารณะเข้ามาหลายพันฉบับ และคาราคาซังมาเกือบ 6 ปีโดยไม่เคยถูกบังคับใช้

เสียงจากอุตสาหกรรม vs คดี Samourai Wallet

Crypto Council for Innovation (CCI) กลุ่มล็อบบี้อุตสาหกรรมคริปโตที่เคยส่งความเห็นคัดค้านร่างกฎมิกเซอร์ ออกมาเรียกการถอนทั้งสองร่างว่า “เป็นผลดีต่อระบบสินทรัพย์ดิจิทัล” ผ่าน X พร้อมระบุว่านี่คือ “กระบวนการออกกฎที่ทำงานถูกต้อง” โดย CCI มองว่านิยามมิกเซอร์ที่กว้างเกินไปในร่างเดิมอาจครอบคลุมถึงกิจกรรมที่ถูกกฎหมายไปด้วย ส่วนฝั่งกระเป๋าส่วนตัว CCI ชี้ว่าการถอนช่วยป้องกันไม่ให้หน่วยงานกำกับเดินไปทางห้ามหรือจำกัดการใช้กระเป๋าแบบ self-hosted ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การถอนกฎระดับนโยบายนี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินกับบริการที่เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวหยุดไปด้วย เพราะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Samourai Wallet กระเป๋าคริปโตที่มีฟีเจอร์มิกเซอร์ในตัว ถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุก 5 ปีและ 4 ปี จากคดีช่วยฟอกเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ผ่านธุรกรรมที่อัยการระบุว่ามีมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าสหรัฐฯ เลือกถอนกฎ “เชิงนโยบายกว้างๆ” แต่ยังเดินคดีอาญากับผู้ให้บริการที่ศาลเห็นว่าตั้งใจช่วยฟอกเงินโดยตรงต่อไป

มุมนักลงทุนไทย

กฎที่ถูกถอนนี้ไม่ได้บังคับใช้ในไทยอยู่แล้ว แต่ทิศทาง “ลดกฎกระเป๋าส่วนตัว” ของสหรัฐฯ กลับสวนทางกับทิศทางของไทยเองที่กำลังเข้มงวดขึ้นในจุดเดียวกัน — ก.ล.ต. ไทยออกเกณฑ์ Travel Rule ที่จะบังคับเว็บเทรดตรวจสอบและเก็บข้อมูลก่อนโอนคริปโตเข้า-ออกกระเป๋าส่วนตัวของลูกค้า มีผลตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป พูดง่ายๆ คือ ขณะที่สหรัฐฯ เลือกผ่อนคลายภาระเอกสารฝั่งกระเป๋าส่วนตัว ไทยกำลังเพิ่มภาระตรวจสอบในจุดเดียวกันนี้ นักลงทุนไทยที่โยกคริปโตจากกระดานไทยอย่าง Bitkub หรือ Binance TH ไปเก็บใน hardware wallet หรือ MetaMask ของตัวเอง จึงควรเตรียมใจว่าเกณฑ์ตรวจสอบของเว็บเทรดไทยจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าสหรัฐฯ จะเดินทิศทางไหนก็ตาม เพราะกฎไทยอ้างอิงมาตรฐาน FATF ของตัวเอง ไม่ได้ผูกกับนโยบายของ FinCEN โดยตรง

จับตาอะไรต่อ

FinCEN ย้ำว่าจะไม่ดำเนินการต่อกับร่างกฎกระเป๋าส่วนตัวอีกแล้ว แต่สำหรับมิกเซอร์ หน่วยงานเปิดช่องไว้ว่าจะยังเฝ้าติดตามความเสี่ยงฟอกเงินต่อไปและอาจเสนอมาตรการใหม่ในอนาคตได้หากเห็นสัญญาณอันตราย ฝั่งคดีอาญาที่เกี่ยวกับมิกเซอร์อย่าง Samourai Wallet ก็ยังเป็นประเด็นที่ฝั่งผู้สนับสนุนความเป็นส่วนตัวในคริปโตจับตาต่อเนื่อง เพราะเป็นคนละสนามกับการถอนร่างกฎเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นสัปดาห์นี้

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้โอนคริปโตเข้ากระเป๋าส่วนตัวเกิน 10,000 ดอลลาร์ ต้องรายงานไหม?

ไม่ต้อง ร่างกฎที่จะบังคับให้ธนาคาร/เว็บเทรดรายงานกรณีนี้ถูก FinCEN ถอนออกไปแล้วอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2569 และ FinCEN ระบุว่าจะไม่ดำเนินการต่อกับร่างนี้อีก

ใช้มิกเซอร์คริปโตผิดกฎหมายไหมหลังข่าวนี้?

การถอนร่างกฎนี้คือการไม่ขึ้นบัญชีมิกเซอร์เป็น “ภัยฟอกเงินระดับต้น” ในเชิงนโยบายเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าการใช้มิกเซอร์เพื่อฟอกเงินถูกกฎหมาย คดีอาญาอย่าง Samourai Wallet ที่ผู้ก่อตั้งถูกจำคุกเพราะช่วยฟอกเงินยังดำเนินไปตามกฎหมายปกติ

ข่าวนี้กระทบนักลงทุนไทยยังไง?

ไม่กระทบโดยตรง เพราะกฎนี้ใช้กับธนาคาร/เว็บเทรดในสหรัฐฯ แต่เป็นสัญญาณว่าทิศทางกำกับคริปโตของสหรัฐฯ กำลังผ่อนคลายลง สวนทางกับไทยที่กำลังเข้มงวดเกณฑ์ Travel Rule กับกระเป๋าส่วนตัวมากขึ้นตั้งแต่ปี 2570

⚠️ คำเตือน: บทความนี้เป็นการรายงานข่าวเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือคำแนะนำทางกฎหมาย (NFA) รายละเอียดกฎระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรติดตามประกาศทางการจากหน่วยงานกำกับโดยตรงก่อนตัดสินใจ

ที่มา: FinCEN (ข่าวประชาสัมพันธ์ทางการ), Federal Register (ประกาศถอนร่างกฎ), CoinDesk, CryptoPotato, The Defiant

Bitfinex — แพลตฟอร์มเทรดมือโปรHTX (Huobi) — เก๋าเกมคริปโต
ติดตาม Siambitcoin

ข่าวล่าสุด