ศึกใหญ่ในวงการคริปโตเปิดฉากขึ้นแล้ว เมื่อบริษัทในเครือ Binance ยื่นฟ้อง RedotPay ผู้ออกบัตรจ่ายเงินสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลก เรียกค่าเสียหาย 472.8 ล้านดอลลาร์ กล่าวหาว่า “ดึง” ลูกค้าของ Binance ไปกว่า 470,000 ราย ผ่านช่องโหว่การเติมเงินเข้าบัตร ที่น่าสนใจที่สุดคือวิธีคิดค่าเสียหาย — Binance ตีมูลค่าลูกค้า 1 คนตลอดอายุการใช้งานไว้ที่ 925 ดอลลาร์ แล้วคูณเข้าไปตรง ๆ และนี่คือคดีที่เกิดขึ้นระหว่าง “พาร์ตเนอร์” ที่เคยจับมือกันมาตั้งแต่ปี 2023
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้น: จากพาร์ตเนอร์สู่ศาล
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 มีรายงานว่าบริษัทในเครือ Binance Holdings จำนวน 3 ราย ได้แก่ Nest Trading Ltd., DistributedTechnologies Ltd. และ Chaintecs Consulting Singapore Pte ยื่นคำร้องทางกฎหมายเอาผิดกับ RedotPay Group บริษัทชำระเงินคริปโตสัญชาติฮ่องกง พร้อมกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน คือ Gao Zhangpeng, Chan Wa Choi และ Yao Chao
ข้อกล่าวหาหลักคือ RedotPay เปิดช่องให้ผู้ใช้งานเติมเงินเข้าบัตรจ่ายเงินสเตเบิลคอยน์ของตัวเองด้วย Binance Pay ซึ่ง Binance ระบุว่าอยู่นอกขอบเขตของข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเซ็นกันไว้ ผลก็คือลูกค้าที่เคยใช้ Binance Card ถูกโยกย้ายไปใช้บัตรของคู่แข่งแทน ซึ่ง Binance เรียกพฤติกรรมนี้ว่าเป็น “แผนการฉ้อฉล”
ฝั่ง RedotPay ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่า “RedotPay รับทราบถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ Binance เป็นผู้เริ่มต้น และจะต่อสู้ทุกข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่” พร้อมปฏิเสธว่าข้อกล่าวหาทั้งหมด ไม่มีมูล
ไทม์ไลน์ 3 ปี ข้อตกลง 2 ฉบับ
ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทนี้ไม่ได้พังในวันเดียว แต่มีการเซ็นสัญญากันถึง 2 รอบ และจบลงทั้ง 2 รอบ
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ |
|---|---|
| พ.ย. 2023 | เซ็นข้อตกลงทางการค้าฉบับแรก RedotPay ได้เข้าถึงฐานผู้ใช้ Binance |
| ธ.ค. 2023 | RedotPay ประกาศความร่วมมือกับ Binance Pay อย่างเป็นทางการ |
| พ.ค. 2024 | ข้อตกลงฉบับแรกสิ้นสุด หลัง Binance พบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ |
| มี.ค. 2025 | เซ็นข้อตกลงฉบับที่สอง คราวนี้ระบุ “ห้ามเติมเงินเข้าบัตร” ชัดเจน |
| เม.ย. 2026 | Binance ยุติการรองรับ Binance Pay บนแพลตฟอร์ม RedotPay |
| ส.ค. 2026 | ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 472.8 ล้านดอลลาร์ |
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ข้อตกลงฉบับที่สองในเดือนมีนาคม 2025 ระบุข้อห้ามเรื่องการเติมเงินเข้าบัตรไว้อย่างชัดเจน ซึ่งบ่งชี้ว่า Binance รู้ปัญหานี้มาก่อนแล้วจากรอบแรก และพยายามอุดช่องโหว่ไว้ล่วงหน้า นี่คือประเด็นที่จะกลายเป็นหัวใจของการต่อสู้ในชั้นศาล
925 ดอลลาร์ต่อหัว — Binance คิดเลขยังไง
ตัวเลขค่าเสียหาย 472.8 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้มาจากการประเมินลอย ๆ แต่มาจากสูตรง่าย ๆ ที่เปิดเผยมูลค่าลูกค้าคริปโตในสายตาของ Exchange ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ตัวเลข 925 ดอลลาร์นี้คือสิ่งที่นักลงทุนและคนในวงการควรจดไว้ เพราะมันสะท้อนว่า Exchange ระดับโลกประเมินว่าลูกค้า 1 คนจะสร้างรายได้ให้ตลอดชีวิตการใช้งานเท่าไหร่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปกติแล้วไม่มีใครเปิดเผยออกมาตรง ๆ
- ค่าธรรมเนียมที่เราจ่ายทุกครั้งที่เทรด สะสมเป็นมูลค่ามหาศาลในระยะยาว
- โปรโมชั่นแจกเงิน แจกค่าธรรมเนียมฟรี ที่แพลตฟอร์มทุ่มให้ ยังถือว่า “คุ้ม” สำหรับพวกเขา
- การแย่งชิงผู้ใช้ระหว่างแพลตฟอร์ม จะดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ และลามเข้าสู่ศาลมากขึ้น
RedotPay คือใคร ทำไมถึงโตเร็วขนาดนี้
RedotPay ไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ พวกเขาประกาศตัวเป็น ผู้ออกบัตรจ่ายเงินสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลก และตัวเลขธุรกิจก็สนับสนุนคำกล่าวอ้างนั้น
| ตัวชี้วัด | ตัวเลข |
|---|---|
| ฐานผู้ใช้ทั่วโลก | มากกว่า 8 ล้านราย |
| อัตราการเติบโต | เพิ่มขึ้น 33% ในรอบ 6 เดือน |
| รายได้ต่อปี (annualized) | ราว 180 ล้านดอลลาร์ |
| ปริมาณธุรกรรมต่อปี (annualized) | ราว 14,000 ล้านดอลลาร์ |
| แผนต่อไป | เตรียม IPO ในสหรัฐฯ ระดมทุนเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ |
| มูลค่าบริษัทที่คาดหวัง | ราว 4,000 ล้านดอลลาร์ |
จุดนี้เองที่ทำให้จังหวะการฟ้องน่าสนใจเป็นพิเศษ — RedotPay กำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าราว 4,000 ล้านดอลลาร์ และคดีความมูลค่าเกือบ 473 ล้านดอลลาร์ที่ค้างอยู่ ย่อมเป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยต่อนักลงทุน และอาจกระทบทั้งราคาและไทม์ไลน์ของการ IPO
ทำไมคดีนี้สำคัญกับคนใช้บัตรคริปโต
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ทะเลาะกัน แต่จริง ๆ แล้วมันส่งสัญญาณหลายอย่างถึงผู้ใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะคนไทยที่เริ่มหันมาใช้บัตรคริปโตจ่ายเงินในชีวิตประจำวันมากขึ้น
⚠️ ความเสี่ยงเรื่องพาร์ตเนอร์
บัตรคริปโตส่วนใหญ่พึ่งพาการเชื่อมต่อกับ Exchange และผู้ให้บริการหลายเจ้า ถ้าพาร์ตเนอร์เลิกคบกัน ช่องทางเติมเงินอาจถูกตัดกลางทางแบบที่เกิดกับ Binance Pay บน RedotPay เมื่อเมษายน 2026
💀 อย่าฝากไข่ไว้ตะกร้าเดียว
ถ้าใช้บัตรใบเดียวเป็นช่องทางจ่ายเงินหลัก แล้วบริการถูกระงับกะทันหันจากข้อพิพาททางกฎหมาย เงินและการใช้จ่ายประจำวันจะสะดุดทันที
- อย่าเก็บเงินก้อนใหญ่ค้างไว้ในบัตรหรือกระเป๋าของผู้ให้บริการบัตร ใช้เท่าที่จำเป็นแล้วเติมเป็นรอบ
- มีช่องทางเติมเงินสำรองมากกว่า 1 ทาง เผื่อช่องทางหลักถูกตัด
- ติดตามประกาศของผู้ให้บริการเรื่องการเปลี่ยนแปลงพาร์ตเนอร์ เพราะมักมีผลทันทีโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้านาน
- เก็บทรัพย์สินระยะยาวไว้ในกระเป๋าที่เราถือกุญแจเอง ไม่ใช่ในแอปบัตร
อีกประเด็นหนึ่งคือคดีนี้เป็นการทดสอบครั้งสำคัญว่า “ผู้ใช้งาน” ถือเป็นทรัพย์สินที่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ในโลกที่ไม่มีสัญญาผูกมัดลูกค้า ถ้าศาลรับฟังตรรกะการคิดค่าเสียหายแบบคูณจำนวนหัว เราอาจได้เห็นคดีลักษณะเดียวกันตามมาอีกมากในอุตสาหกรรมนี้
สรุป 4 ข้อที่ต้องรู้
ฟ้องเรียก 472.8 ล้านดอลลาร์
บริษัทในเครือ Binance 3 ราย ฟ้อง RedotPay และผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คน ฐานละเมิดข้อตกลงเรื่องการเติมเงินเข้าบัตร
ลูกค้า 470,000 ราย หัวละ 925 ดอลลาร์
ค่าเสียหายมาจากการคูณจำนวนผู้ใช้ที่ถูกดึงไป กับมูลค่าลูกค้าตลอดอายุการใช้งานที่ Binance ประเมินเอง
เคยเป็นพาร์ตเนอร์กันมา 2 รอบ
เซ็นสัญญาปี 2023 และ 2025 จบไม่สวยทั้งสองรอบ ก่อน Binance ตัด Binance Pay ออกจาก RedotPay เมื่อเมษายน 2026
มาในจังหวะก่อน IPO
RedotPay เตรียมเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มูลค่าราว 4,000 ล้านดอลลาร์ คดีนี้อาจกระทบทั้งราคาและกำหนดการ
ตอนนี้ RedotPay ยืนยันจะสู้ทุกข้อกล่าวหา และมีรายงานว่ามีการนัดพิจารณาที่สิงคโปร์ตามมาหลังการยื่นฟ้อง สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือศาลจะมองว่า “การที่ผู้ใช้ย้ายไปใช้บริการคู่แข่งด้วยความสมัครใจ” เป็นความเสียหายที่เรียกเป็นเงินได้จริงหรือไม่ ซึ่งคำตอบจะกำหนดกติกาการแข่งขันของธุรกิจบัตรคริปโตทั้งอุตสาหกรรมไปอีกนาน








