วิกฤต Coldcard บานปลายหนักกว่าที่คิด! ยอดความเสียหายพุ่งจาก 594 BTC เป็น 1,367 BTC (ราว 88.6 ล้านดอลลาร์) จากกระเป๋าที่ถูกกวาดแล้ว 4,585 แอดเดรส และข้อมูลใหม่ที่น่าตกใจที่สุดคือ — ช่องโหว่นี้ ไม่ได้จำกัดแค่รุ่น Mk3 อย่างที่เข้าใจกันตอนแรก แต่ลามครอบคลุม Mk2, Mk3, Mk4, Mk5 และ Q หมายความว่าใครก็ตามที่สร้าง Seed บนอุปกรณ์เหล่านี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 เป็นต้นมา ถือว่าอยู่ในความเสี่ยงทั้งหมด
📑 สารบัญ
สถานการณ์ล่าสุด — 3 ระลอกการโจมตี
Galaxy Research ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของเหรียญบนเชนตั้งแต่ต้น ระบุว่าการโจมตีเกิดขึ้นเป็นระลอก ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ
| ระลอก | ช่วงเวลา | ความเสียหาย |
|---|---|---|
| ระลอกที่ 1 | 30 กรกฎาคม 2026 | 1,082.65 BTC จาก 1,196 แอดเดรส ภายใน 41 นาที (ราว 70.2 ล้านดอลลาร์ ณ ขณะนั้น) |
| ระลอกถัดมา | ต่อเนื่องหลังจากนั้น | ทยอยกวาดเพิ่มเรื่อยๆ ไม่หยุด |
| ระลอกที่ 3 | ศุกร์เที่ยง – เสาร์เช้า (UTC) | 207.7 BTC จาก 1,912 แอดเดรส — คราวนี้ไล่เก็บกระเป๋ายอดน้อย |
| ยอดรวมล่าสุด | ณ ต้นเดือนสิงหาคม 2026 | 1,367 BTC ราว 88.6 ล้านดอลลาร์ จาก 4,585 แอดเดรส |
ข้อมูลจาก CryptoQuant ยังชี้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเหรียญของกระเป๋าที่ถือต่ำกว่า 1 BTC ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤต FTX — สะท้อนว่ารายย่อยกำลังแห่ย้ายเหรียญกันจริง
รุ่นไหนเสี่ยงบ้าง (อัปเดตใหม่)
นี่คือส่วนที่เปลี่ยนไปจากรายงานชุดแรกอย่างมีนัยสำคัญ — ตอนแรกเข้าใจกันว่าเป็นปัญหาเฉพาะ Mk3 แต่ข้อมูลล่าสุดยืนยันว่ากระทบทุกรุ่นที่ผลิตในช่วงนั้น
| รุ่นที่ได้รับผลกระทบ | ระดับความอ่อนแอของ Seed | เฟิร์มแวร์แก้ไข (ออก 31 ก.ค.) |
|---|---|---|
| Coldcard Mk2 / Mk3 | เอนโทรปีเหลือราว 40 บิต (อ่อนแอที่สุด) | เวอร์ชัน 4.2.0 (Mk3) |
| Coldcard Mk4 / Mk5 | เอนโทรปีเหลือราว 72 บิต | เวอร์ชัน 5.6.0 |
| Coldcard Q | เอนโทรปีเหลือราว 72 บิต | เวอร์ชัน 1.5.0Q |
เทียบให้เห็นภาพ: Seed แบบ BIP-39 จำนวน 12 คำ ควรมีความแข็งแรงระดับ 128 บิต แต่เครื่องที่มีปัญหาเหลือแค่ 40–72 บิต ซึ่งอยู่ในระดับที่คอมพิวเตอร์ยุคนี้ไล่เดาได้จริง
ทำไมถึงโดน — เจาะต้นตอทางเทคนิค
ทีมวิศวกรของ Block เป็นผู้สาวไปถึงต้นตอ พบว่าเกิดจากความผิดพลาดเล็กๆ ในการตั้งค่าตอนคอมไพล์เฟิร์มแวร์เมื่อเดือนมีนาคม 2021
🔧 ต้นเหตุ
ค่า MICROPY_HW_ENABLE_RNG ถูกตั้งเป็น 0 เพราะ Coinkite ใช้ตัวเรียกชิปสุ่มฮาร์ดแวร์ของตัวเอง แต่ไลบรารีกลับไปเช็คแค่ว่า “มีค่านี้อยู่ไหม” ไม่ได้เช็คว่า “เปิดใช้งานหรือเปล่า”
🎲 ผลที่ตามมา
ระบบจึงตกไปใช้ตัวสุ่มสำรองของซอฟต์แวร์ ซึ่งเริ่มต้นค่าจากหมายเลขประจำชิป + ค่านาฬิกา แล้วไม่เก็บความสุ่มใหม่เพิ่มอีกเลย
พูดง่ายๆ คือ กุญแจที่ควรถูกสุ่มแบบเดาไม่ได้ กลับถูกสร้างจากข้อมูลที่คาดเดาได้ ผู้โจมตีจึงสามารถไล่คำนวณ Seed ที่เป็นไปได้แบบออฟไลน์ แล้วนำไปเทียบกับแอดเดรสบนบล็อกเชนสาธารณะ — โดยไม่ต้องแตะตัวเครื่องเลยแม้แต่นิดเดียว
ต้องทำอะไรบ้าง ทีละขั้น
ถ้าคุณหรือคนรู้จักใช้ Coldcard และสร้าง Seed ตั้งแต่มีนาคม 2021 เป็นต้นมา นี่คือสิ่งที่ต้องทำ
อัปเดตเฟิร์มแวร์ก่อน
ติดตั้งเฟิร์มแวร์เวอร์ชันแก้ไขจากเว็บไซต์ทางการของ Coinkite ให้ตรงรุ่นของคุณ
สร้าง Seed ใหม่ทั้งชุด
ต้องสร้างใหม่บนเฟิร์มแวร์ที่แก้แล้วเท่านั้น ห้ามกู้ Seed เดิมกลับมาใช้เด็ดขาด เพราะความเสี่ยงจะติดตามไปด้วย
ย้ายเหรียญทั้งหมดทันที
โอน BTC จากแอดเดรสเดิมไปยังแอดเดรสที่สร้างจาก Seed ใหม่ ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะการกวาดยังดำเนินอยู่
อย่ารอดูเชิง
ระลอกล่าสุดไล่เก็บกระเป๋ายอดน้อยแล้ว การคิดว่า “ของเรานิดเดียว” ไม่ใช่เกราะป้องกันอีกต่อไป
- ดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์จากเว็บไซต์ทางการเท่านั้น — ช่วงข่าวแบบนี้มิจฉาชีพจะปล่อยลิงก์ปลอมเยอะมาก
- ห้ามกรอก Seed เดิมลงเว็บไซต์หรือแอปใดๆ ที่อ้างว่า “ตรวจสอบให้ว่าคุณเสี่ยงไหม” — นั่นคือกลโกง
- ไม่มีใครจากบริษัทกระเป๋าจะทักมาขอ Seed ของคุณ ไม่ว่ากรณีใด
- เตรียมค่าธรรมเนียมเครือข่ายให้พอ เพราะช่วงคนแห่ย้ายพร้อมกันค่าธรรมเนียมจะสูงขึ้น
บทเรียนสำหรับสายเก็บเหรียญเอง
เหตุการณ์นี้จุดประเด็นถกเถียงเรื่องการเก็บเหรียญด้วยตัวเอง (Self-Custody) ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ข้อสรุปไม่ใช่ “อย่าเก็บเอง” — ประเด็นอยู่ที่การกระจายความเสี่ยง
บทเรียนที่นำไปใช้ได้จริงคือ อย่าเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้ในกระเป๋าเดียวหรือยี่ห้อเดียว การกระจายไปหลายอุปกรณ์ หลายผู้ผลิต หรือใช้ระบบหลายลายเซ็น (Multisig) ที่ผสมยี่ห้อกัน จะทำให้ช่องโหว่ของผู้ผลิตรายเดียวไม่สามารถล้มพอร์ตทั้งใบได้








