1) ตำรวจการเงินอิตาลี (Guardia di Finanza) ประกาศ 21 ต.ค. 2026 ว่าทลายเครือข่าย “ธนาคารลับ” ของกลุ่มมาเฟีย ‘Ndrangheta, Camorra และ Foggia ที่บังหน้าด้วยร้านเช่ารถใกล้มิลาน จับกุม/คุมประพฤติ 30 คน
2) เครือข่ายออกใบแจ้งหนี้ปลอมกว่า 110 ล้านยูโร (~128 ล้านดอลลาร์) และโยกเงินออกนอกประเทศราว 68 ล้านยูโร (~79 ล้านดอลลาร์) ผ่านธนาคารในลักเซมเบิร์ก ลิทัวเนีย เยอรมนี ก่อนแปลงเป็นคริปโตและ USDT
3) ยึดทรัพย์สินรวมประมาณ 21 ล้านยูโร (~23.6 ล้านดอลลาร์) ทั้งเงินสด บัญชีธนาคาร คริปโต เรือ นาฬิกาหรู และเครื่องประดับ — ในกลุ่มผู้ถูกจับมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจการเงินและเจ้าหน้าที่ศาลร่วมขบวนการด้วย
อิตาลีสั่นสะเทือนอีกครั้งหลังสำนักข่าว ANSA รายงานว่า Guardia di Finanza ตำรวจการเงินของอิตาลี เปิดปฏิบัติการทลาย “ธนาคารใต้ดิน” ที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติใช้ฟอกเงินมานานกว่า 3 ปี โดยซ่อนตัวอยู่หลังร้านเช่ารถธรรมดาแห่งหนึ่งในเมือง Pero ชานเมืองมิลาน เครือข่ายนี้เชื่อมโยงกับกลุ่มมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิตาลีอย่าง ‘Ndrangheta, Camorra และกลุ่มอาชญากรรมจาก Foggia ทางตอนใต้ของประเทศ และที่น่าสนใจสำหรับวงการคริปโตคือเงินส่วนหนึ่งถูกแปลงผ่านกระดานเทรดคริปโตและกระเป๋าเงินดิจิทัลก่อนกระจายไปทั่วยุโรป
📑 สารบัญ
ปฏิบัติการจับกุม — ธนาคารลับหลังร้านเช่ารถ
ตามคำสั่งอัยการต้านมาเฟียแห่งมิลาน เจ้าหน้าที่กว่า 350 นายบุกเข้าตรวจค้นพร้อมกันหลายจุดเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2026 โดยระบุว่าธุรกิจเช่ารถใน Pero เป็นฉากหน้าของ “ธนาคารใต้ดิน” ที่มีชายชาวอิตาลี 3 คน — Giuseppe Piscioneri, Paolo Pelaggi และ Luigi Mercadante เป็นผู้ควบคุม โดยสองในสามเคยถูกตัดสินคดีมาเฟียมาก่อน และมีผู้ร่วมขบวนการชาวจีนและแอลเบเนียช่วยบริหารเครือข่าย นักสืบพบว่าการดำเนินงานเป็นระบบมาก มีทั้งสเปรดชีตบันทึกธุรกรรม เครื่องนับเงินสดระดับมืออาชีพ และทีมคนขนเงินสดจำนวนมหาศาล
| รายการ | ตัวเลขจากการสอบสวน |
|---|---|
| ใบแจ้งหนี้ปลอมที่ออก | มากกว่า 110 ล้านยูโร (~128 ล้านดอลลาร์) |
| เงินที่โยกออกนอกประเทศ | ประมาณ 68 ล้านยูโร (~79 ล้านดอลลาร์) ผ่านธนาคาร + คริปโต |
| ทรัพย์สินที่ถูกยึด | ประมาณ 21 ล้านยูโร (~23.6 ล้านดอลลาร์) — เงินสด บัญชีธนาคาร คริปโต เรือ นาฬิกาหรู เครื่องประดับ |
| ผู้ถูกดำเนินคดี | 30 คน (ควบคุมตัว 16 ราย + กักบริเวณ 14 ราย รวมจับกุมในสเปน 2 ราย สวิตเซอร์แลนด์ 1 ราย) |
| เจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการ | มากกว่า 350 นาย |
| ระยะเวลาที่เครือข่ายดำเนินงาน | ประมาณ 3 ปี |
เส้นทางฟอกเงิน: จากใบแจ้งหนี้ปลอมสู่คริปโตและ USDT
รูปแบบการฟอกเงินเริ่มจากบริษัทบังหน้า (shell companies) ออกใบแจ้งหนี้ปลอมให้ธุรกิจทั่วไปสำหรับบริการที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ลูกค้าจ่ายเงินผ่านการโอนธนาคารเพื่อสร้างรายจ่ายปลอมไว้ลดภาษี แล้วได้รับเงินสดคืนหลังหักค่าคอมมิชชัน 2-5% เงินที่ตกค้างอยู่ในบัญชีบริษัทบังหน้าจะถูกโอนไปยังธนาคารในลักเซมเบิร์ก ลิทัวเนีย และเยอรมนี ก่อนจะถูกส่งต่อผ่านกระดานเทรดคริปโตและกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เครือข่ายควบคุมอยู่ โดยมีการระบุชัดว่าธุรกรรมบางส่วนใช้ สเตเบิลคอยน์ USDT เป็นตัวกลาง เพราะมูลค่าคงที่ใกล้เคียง 1 ดอลลาร์ โอนข้ามพรมแดนได้เร็วและมีสภาพคล่องสูงในหลายกระดานเทรด
นอกจากเงินจากใบแจ้งหนี้ปลอมแล้ว นักสืบยังพบว่าเครือข่ายรับแลกเงินสดให้พ่อค้ายาเสพติด (จ่ายคืนเป็นคริปโตหรือโอนเงินระหว่างประเทศ) และรับฟอกเงินที่มาจากเหยื่อของแก๊งหลอกลงทุนคริปโตออนไลน์ด้วย อัยการระบุว่าเงินบางส่วนถูกนำไปใช้ดูแลสมาชิกมาเฟียที่ถูกจำคุกอยู่ และใช้จัดหาอาวุธ
- มีคนเสนอให้ “รับโอนเงิน” เข้าบัญชีแล้วโอนต่อเป็นคริปโตให้ หักค่าคอมมิชชันให้ — นี่คือรูปแบบ money mule ที่แก๊งฟอกเงินใช้จริง
- ธุรกิจที่จ่ายค่าบริการแพงผิดปกติให้บริษัทที่ไม่มีตัวตนชัดเจน มักเป็นสัญญาณใบแจ้งหนี้ปลอม
- การใช้สเตเบิลคอยน์โอนเงินก้อนใหญ่ข้ามประเทศแบบไม่ผ่าน KYC คือจุดที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกจับตาเป็นพิเศษ
มุมไทย — บทเรียนสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการคริปโตไทย
แม้คดีนี้เกิดในยุโรป แต่รูปแบบ “เงินสด → บัญชีม้า/บริษัทบังหน้า → สเตเบิลคอยน์ → กระจายผ่านหลายกระดานเทรด” คือแพทเทิร์นเดียวกับที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยเฝ้าระวังมาตลอด เพราะศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในไทยถูกกำหนดให้เป็น “ผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรม” ตามกฎหมายฟอกเงิน ต้องทำ KYC และรายงานธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงหรือมีลักษณะผิดปกติต่อ ปปง. สำหรับนักลงทุนไทยทั่วไป ข้อควรระวังที่ตรงประเด็นที่สุดคือการรับคำชวน “รับโอนเงินแล้วซื้อคริปโตให้” จากคนไม่รู้จัก หรือเทรดผ่านแพลตฟอร์ม P2P ที่ไม่มีการยืนยันตัวตน เพราะอาจทำให้บัญชีธนาคารหรือบัญชีเทรดคริปโตของตัวเองถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีความผิดทางกฎหมายตามมาได้แม้จะอ้างว่าไม่ทราบที่มาของเงิน
คำถามที่พบบ่อย
คริปโตเป็นช่องทางหลักที่แก๊งนี้ใช้ฟอกเงินหรือไม่
ไม่ใช่ช่องทางเดียว เงินส่วนใหญ่เคลื่อนผ่านธนาคารในยุโรปก่อน แล้วค่อยแปลงเป็นคริปโตและ USDT ในขั้นตอนท้ายๆ เพื่อโอนข้ามพรมแดนเร็วขึ้นและซ่อนปลายทางเงิน
ทำไมแก๊งถึงเลือกใช้ USDT แทน Bitcoin
เพราะ USDT มีมูลค่าคงที่ใกล้เคียง 1 ดอลลาร์ ไม่ผันผวนระหว่างขั้นตอนฟอกเงิน และมีสภาพคล่องสูงในกระดานเทรดหลายแห่งทั่วโลก ทำให้โอนและแปลงกลับเป็นเงินสดได้ง่ายกว่า
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนักลงทุนคริปโตทั่วไปแค่ไหน
ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก รวมถึง ปปง. และ ก.ล.ต. ไทย จะเข้มงวดเรื่อง KYC และตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยมากขึ้น ผู้ใช้ทั่วไปควรเลี่ยงการรับโอนเงิน/แลกคริปโตให้คนแปลกหน้าหรือแพลตฟอร์ม P2P ที่ไม่มี KYC
ที่มา: Decrypt, Bitcoin.com อ้างอิงรายงานต้นทางจาก ANSA



















