Polygon Labs ประกาศปิดดีลเข้าซื้อ Coinme บริษัทเพย์เมนต์คริปโตที่มีใบอนุญาตผู้โอนเงินถูกกฎหมายครบ 48 รัฐของสหรัฐฯ เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ปูทางให้ Polygon ก้าวข้ามจากการเป็นแค่เครือข่ายบล็อกเชน มาเก็บค่าธรรมเนียมแปลงเงินคริปโตเป็นเงินสดด้วยตัวเอง — ธุรกิจที่เคยตกเป็นของบริษัทอื่นมาตลอด ซีอีโอ Marc Boiron ให้สัมภาษณ์ CoinDesk ว่าธุรกิจเพย์เมนต์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลนี้จะทำกำไรได้ภายในปี 2570 แม้ต้องเจอคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Visa และ Stripe ที่ครองตลาดอยู่
1) Polygon Labs ปิดดีลซื้อ Coinme มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ (รวม Sequence) สำเร็จ 17 ต.ค. 2569
2) ได้ใบอนุญาตผู้โอนเงิน 48 รัฐสหรัฐฯ มาด้วย เปลี่ยนจาก “แค่เครือข่าย” เป็น “ผู้เก็บค่าธรรมเนียมเพย์เมนต์เอง”
3) ตั้งเป้าธุรกิจนี้ทำกำไรปี 2570 ท้าชน Visa (ปริมาณธุรกรรม 12.3 ล้านล้านดอลลาร์/ปี) และ Stripe (1.9 ล้านล้านดอลลาร์/ปี)
📑 สารบัญ
ดีลนี้ทำอะไร Polygon ได้อะไรจาก Coinme
ดีลซื้อ Coinme ถูกประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2569 เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ (เงินสด+หุ้น) ที่รวมการซื้อบริษัท Sequence ด้วย ล่าสุด Polygon Labs ยืนยันกับ CoinDesk ว่าปิดดีลสมบูรณ์แล้วเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 จุดสำคัญคือ Coinme มีใบอนุญาตผู้โอนเงิน (money transmitter license) ที่ถูกกฎหมายครบ 48 รัฐในสหรัฐฯ พร้อมเครือข่ายจุดรับเงินสดหน้าร้านจำนวนมาก ทำให้ Polygon สามารถแปลงเงินระหว่างคริปโต สเตเบิลคอยน์ และเงินสด ได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง ไม่ต้องส่งลูกค้าไปให้บริษัทอื่นจัดการเหมือนที่ผ่านมา
Boiron อธิบายว่าที่ผ่านมา Polygon ให้แค่ “เทคโนโลยีย้ายเงิน” แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับลูกค้าปลายทาง ทำให้เก็บค่าธรรมเนียมจากการโอนเงินไม่ได้เลย ต่างจากตอนนี้ที่ธุรกิจเพย์เมนต์ควบคุมโดย Polygon เอง 100% ดีลนี้จึงเป็นส่วนขยายของ “Open Money Stack” เฟรมเวิร์กที่ Polygon เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคมเพื่อรองรับการโอนเงินข้ามประเทศด้วยสเตเบิลคอยน์
ท้าชน Visa-Stripe ได้จริงไหม
ตัวเลขช่องว่างยังห่างกันมาก — ปีงบการเงิน 2568 Visa มีปริมาณธุรกรรมรวม 12.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วน Stripe อยู่ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ระบบเพย์เมนต์แบบรวมของ Polygon ยังอยู่ในขั้น technical preview ทดสอบกับลูกค้ากลุ่มเล็กเท่านั้น (Tazapay, Mesh, Toku, Kira) ที่น่าสนใจคือฝั่งตรงข้ามก็เดินเข้ามาหา Polygon เหมือนกัน — Visa ขยายเครือข่าย settlement สเตเบิลคอยน์ให้รองรับ Polygon ไปแล้ว ส่วน Stripe ก็เปิดรับจ่ายด้วยคริปโตผ่านเครือข่าย Polygon PoS เช่นกัน กลายเป็นคู่แข่งที่ต้องพึ่งพากันไปพร้อมๆ กัน
| บริษัท | ปริมาณธุรกรรม/ปี | สถานะธุรกิจเพย์เมนต์ |
|---|---|---|
| Visa | 12.3 ล้านล้านดอลลาร์ (FY2025) | ผู้นำตลาดเดิม |
| Stripe | 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ (FY2025) | ผู้นำตลาดเดิม |
| Polygon Labs | ยังไม่เปิดเผย (Technical Preview) | เพิ่งเริ่มต้นหลังปิดดีล Coinme |
- Polygon เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเพย์เมนต์แยกจากค่าแก๊สออนเชน (ที่ยังเป็นเศษเสี้ยวเซนต์) ทำให้มีรายได้ใหม่ที่ไม่ผูกกับราคา POL
- คู่แข่งสายดั้งเดิมอย่าง SWIFT และธนาคารใหญ่ก็กำลังสร้างระบบบล็อกเชนของตัวเองคู่ขนาน
มุมนักลงทุนไทย
สำหรับคนไทยที่ถือ POL หรือใช้เครือข่าย Polygon ดีลนี้ไม่ได้ทำให้ราคาเหรียญพุ่งทันที (POL ยังซื้อขายราว 0.0917 ดอลลาร์ ลดลงกว่า 2% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา) แต่สะท้อนเทรนด์ใหญ่ที่ธุรกิจคริปโตพยายามแทรกตัวเข้าสู่ระบบเพย์เมนต์จริง ไม่ใช่แค่เทรดเหรียญเก็งกำไร ถ้า Polygon ทำสำเร็จ อาจเห็นบริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านสเตเบิลคอยน์ที่ถูกกว่าธนาคารเข้ามาในตลาดเอเชียรวมถึงไทยในอนาคต ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ธนาคารไทยบางแห่งเริ่มศึกษาเรื่องสเตเบิลคอยน์และ cross-border payment อยู่แล้ว
คำถามที่พบบ่อย
Coinme คือใคร เกี่ยวอะไรกับ Polygon
Coinme เป็นบริษัทเพย์เมนต์คริปโตสัญชาติสหรัฐฯ ที่ถือใบอนุญาตผู้โอนเงินถูกกฎหมายครบ 48 รัฐ และมีเครือข่ายจุดรับฝาก-ถอนเงินสดเป็นคริปโตจำนวนมาก Polygon Labs ซื้อกิจการเพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้เก็บค่าธรรมเนียมเพย์เมนต์โดยตรง
ดีลนี้ทำให้ราคา POL ขึ้นหรือไม่
ยังไม่มีผลทันทีต่อราคา ณ ตอนที่เผยแพร่ข่าว POL ซื้อขายอยู่ราว 0.09 ดอลลาร์ ทิศทางราคาต้องรอดูว่าธุรกิจเพย์เมนต์จะสร้างรายได้จริงตามเป้าปี 2570 หรือไม่
Polygon จะแข่งกับ Visa และ Stripe ได้จริงไหม
ในเชิงปริมาณธุรกรรมยังห่างกันมาก (Visa 12.3 ล้านล้านดอลลาร์ vs Polygon ที่ยังอยู่ขั้นทดสอบ) แต่ Polygon เลือกเจาะจุดที่ Visa-Stripe ยังมีช่องว่าง คือการแปลงเงินคริปโตเป็นเงินสดและโอนข้ามประเทศด้วยสเตเบิลคอยน์ที่ถูกกว่าระบบธนาคารเดิม
ที่มา: CoinDesk, Crowdfund Insider




















