ธนาคารและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ 21 แห่งทั่วโลก นำโดย Goldman Sachs, Bank of America และ Citi ประกาศจับมือตั้งบริษัทใหม่เพื่อออกสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วมกัน ตั้งเป้าจัดตั้งบริษัทภายในครึ่งหลังปี 2026 และปล่อยเหรียญจริงในครึ่งแรกของปี 2027 งานนี้ไม่ใช่แค่ธนาคารเดียวทดลองเล่น แต่เป็นการรวมตัวข้ามทวีปครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่วงการสเตเบิลคอยน์เคยเจอ และเล็งตรงไปที่บัลลังก์ของ Tether กับ Circle
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้น
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 สถาบันการเงิน 21 แห่งจากอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ประกาศร่วมกันว่าจะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาหนึ่งแห่ง มีภารกิจเดียวคือออกสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตรา 1 ต่อ 1 โดยรายงานจาก Decrypt และ crypto.news ระบุตรงกันว่าบริษัทนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ
โครงการนี้ไม่ได้โผล่มาลอย ๆ แต่ต่อยอดมาจากการศึกษาร่วมกันของธนาคาร 10 แห่งเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ก่อนจะขยายวงจนมีสมาชิกครบ 21 รายในวันนี้ การจัดตั้งบริษัทมีกำหนดในครึ่งหลังของปี 2026 แต่ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดดีล ส่วนตัวเหรียญตั้งเป้าออกสู่ตลาดในครึ่งแรกของปี 2027 และมีแผนทำเวอร์ชันสกุลยูโรตามมาเป็นลำดับถัดไป
ใครอยู่ในวงบ้าง — 21 สถาบัน 5 ภูมิภาค
จุดที่ทำให้ข่าวนี้หนักกว่าความร่วมมือครั้งก่อน ๆ คือรายชื่อสมาชิก ซึ่งไม่ได้กระจุกอยู่แค่วอลล์สตรีท แต่ลากยาวไปถึงยุโรป ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้
| ภูมิภาค | จำนวน | รายชื่อ |
|---|---|---|
| อเมริกาเหนือ | 10 | Goldman Sachs, Bank of America, Citi, Capital One, Fidelity Investments, PNC Financial Services, Scotiabank, TD Bank Group, Wells Fargo, WisdomTree |
| ยุโรป | 8 | Santander, BBVA, Commerzbank, Credit Agricole, Deutsche Bank, Lloyds Banking Group, Rabobank, UBS |
| เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา | 3 | MUFG Bank, Sirius International Holding, Standard Bank |
ชื่อที่คนไทยน่าจะคุ้นที่สุดคือ MUFG ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งนำร่องเคลียร์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นบนบล็อกเชนไปหมาด ๆ ส่วน Citi ก็เพิ่งประกาศเปิดบริการรับฝากบิตคอยน์ให้ลูกค้าสถาบันภายในปีนี้ สะท้อนว่าธนาคารใหญ่หลายรายเดินเกมสินทรัพย์ดิจิทัลมาสักพักแล้ว ไม่ได้เพิ่งตื่น
ทำไมธนาคารเพิ่งกล้าลงสนามตอนนี้
คำตอบสั้น ๆ คือกฎหมายเพิ่งจะนิ่ง กลุ่มธนาคารระบุชัดว่าจะออกแบบเหรียญให้สอดคล้องกับ GENIUS Act ของสหรัฐฯ และกรอบ MiCA ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นสองชุดกติกาที่กำหนดว่าใครออกสเตเบิลคอยน์ได้ ต้องถือสำรองแบบไหน และต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างไร
ก่อนหน้านี้ธนาคารที่อยู่ใต้การกำกับดูแลเข้มงวดแทบไม่มีทางแตะสเตเบิลคอยน์ได้เลย เพราะไม่รู้ว่าออกไปแล้วจะผิดกฎข้อไหน พอกรอบกติกาชัดขึ้น สิ่งที่ธนาคารมีแล้วคู่แข่งไม่มีก็กลายเป็นแต้มต่อทันที นั่นคือเครือข่ายลูกค้าทั่วโลก ระบบตรวจสอบลูกค้า และระบบบริหารความเสี่ยงที่ผ่านการตรวจของหน่วยงานกำกับมาแล้ว
- บริษัทจะจดทะเบียนที่ประเทศไหน เพราะมีผลต่อว่าใครเป็นผู้กำกับดูแลหลัก
- สำรองหนุนเหรียญจะถือเป็นเงินสดกับพันธบัตรระยะสั้นในสัดส่วนเท่าไร
- จะมีการเปิดเผยรายงานสำรองถี่แค่ไหน และใครเป็นผู้ตรวจสอบ
ต่างจาก USDT และ USDC ตรงไหน
ตลาดสเตเบิลคอยน์วันนี้ยังเป็นเกมของผู้เล่นสองราย ข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2026 มูลค่าตลาดสเตเบิลคอยน์รวมอยู่ที่ราว 289,800 ล้านดอลลาร์ โดย USDT ของ Tether ครองอยู่ราว 183,300 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นส่วนแบ่งราว 63.3 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วย USDC ที่ราว 73,400 ล้านดอลลาร์ สองเหรียญรวมกันกินตลาดไปแล้วราว 88.6 เปอร์เซ็นต์
🏦 เหรียญของกลุ่ม 21 ธนาคาร
ออกโดยบริษัทที่ธนาคารร่วมกันถือหุ้น สำรองอยู่ในมือธนาคารสมาชิก จุดขายคือช่องทางกระจายผ่านเครือข่ายลูกค้าธนาคารทั่วโลกที่มีอยู่แล้ว
💵 USDT และ USDC
ออกโดยบริษัทฟินเทคที่โตมาจากฝั่งคริปโต จุดแข็งคือสภาพคล่องมหาศาลบนกระดานเทรดและระบบ DeFi ที่รองรับอยู่แล้วทั่วโลก
ความได้เปรียบของฝั่งธนาคารจึงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นการเข้าถึงลูกค้าองค์กรและช่องทางโอนเงินข้ามประเทศที่ตัวเองคุมอยู่แล้ว ขณะที่ความได้เปรียบของ Tether และ Circle คือเวลา เพราะกว่าเหรียญของกลุ่มธนาคารจะออกจริงก็ปี 2027 ซึ่งเป็นเวลาอีกกว่าหนึ่งปีให้เจ้าตลาดเดิมขยายฐานต่อ
เข้าใจผิดบ่อย — นี่ไม่ใช่เงินดิจิทัลของแบงก์ชาติ
ประเด็นที่คนสับสนมากที่สุดเวลาเห็นข่าวแบบนี้คือคิดว่าเป็น CBDC หรือเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกเอง ซึ่งไม่ใช่เลย
เหรียญของกลุ่ม 21 ธนาคารนี้เป็นหนี้สินของบริษัทเอกชน หนุนหลังด้วยสินทรัพย์สำรองที่ธนาคารสมาชิกถือไว้เอง ไม่มีงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ มาเกี่ยวข้อง ต่างจาก CBDC ที่เป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันหมายความว่าความเสี่ยงของเหรียญขึ้นอยู่กับคุณภาพสำรองและฐานะของผู้ออก ไม่ใช่เครดิตของรัฐ
| ประเด็น | เหรียญกลุ่ม 21 ธนาคาร | CBDC |
|---|---|---|
| ผู้ออก | บริษัทเอกชนที่ธนาคารร่วมถือหุ้น | ธนาคารกลาง |
| สถานะทางบัญชี | หนี้สินของบริษัทเอกชน | หนี้สินของธนาคารกลาง |
| สิ่งที่หนุนหลัง | สินทรัพย์สำรองที่ธนาคารถือไว้ | เครดิตของรัฐโดยตรง |
| ความเสี่ยงหลัก | คุณภาพสำรองและฐานะผู้ออก | แทบไม่มีความเสี่ยงด้านผู้ออก |
มุมมองสำหรับคนไทย
สำหรับคนไทย ผลกระทบระยะสั้นแทบเป็นศูนย์ เพราะเหรียญยังไม่ออกจนถึงปี 2027 และการซื้อขายสเตเบิลคอยน์ในไทยยังต้องผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. อยู่ดี แต่สิ่งที่ควรจับตาคือช่องทางโอนเงินข้ามประเทศ เพราะถ้าธนาคารระดับโลกอย่าง MUFG ผลักดันเหรียญนี้เข้าไปในระบบชำระเงินภูมิภาคเอเชียได้จริง ค่าธรรมเนียมและเวลาการโอนเงินระหว่างประเทศของธุรกิจนำเข้าส่งออกไทยอาจเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ถือ USDT หรือ USDC อยู่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องรีบทำ
สรุป
21 สถาบันการเงินระดับโลกตั้งบริษัทร่วม
นำโดย Goldman Sachs, Bank of America และ Citi ครอบคลุม 5 ภูมิภาค เพื่อออกสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์หนุนหลัง 1 ต่อ 1
ตั้งบริษัทปลายปี 2026 ออกเหรียญปี 2027
จัดตั้งครึ่งหลังปี 2026 ปล่อยเหรียญครึ่งแรกปี 2027 ตามด้วยเวอร์ชันยูโร เล็งงานโอนเงินข้ามประเทศเป็นอันดับแรก
ไม่ใช่ CBDC และยังไม่กระทบตลาดวันนี้
เป็นหนี้สินของบริษัทเอกชน ไม่ใช่ของธนาคารกลาง และ Tether กับ Circle ยังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งปีก่อนเจอคู่แข่งจริง
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: เหรียญนี้ชื่ออะไร ซื้อได้ที่ไหน
ตอบ: ยังไม่มีชื่อ และยังซื้อไม่ได้ บริษัทผู้ออกยังไม่ถูกจัดตั้งด้วยซ้ำ กำหนดออกเหรียญคือครึ่งแรกปี 2027
ถาม: จะมาแทน USDT หรือ USDC เลยไหม
ตอบ: ยากในระยะสั้น เพราะ USDT กับ USDC รวมกันครองตลาดราว 88.6 เปอร์เซ็นต์ และมีสภาพคล่องบนกระดานเทรดกับระบบ DeFi ที่สร้างมาหลายปี
ถาม: ธนาคารไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยหรือเปล่า
ตอบ: ไม่มี ธนาคารจากเอเชียที่เข้าร่วมมีเพียง MUFG ของญี่ปุ่นเท่านั้น
ถาม: ต่างจากข่าว BankChain ของสมาคมธนาคารสหรัฐฯ อย่างไร
ตอบ: คนละเรื่อง BankChain เป็นความร่วมมือของสมาคมธนาคารระดับรัฐเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน ส่วนข่าวนี้คือการตั้งบริษัทขึ้นมาออกเหรียญโดยตรง


















