กลางวงประชุมผู้บริหารคริปโตที่ทำเนียบขาวเมื่อ 19 สิงหาคม 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เอ่ยชื่อ “Hyperliquid” ออกมาแบบไม่มีใครคาดคิด พร้อมบอกว่า ไมเคิล เซลิก (Michael Selig) ประธาน CFTC กำลังหาทางให้แพลตฟอร์มนี้เข้ามาเปิดบริการในสหรัฐฯ ได้ “อย่างถูกกฎหมายเต็มรูปแบบ” — ประโยคเดียวทำให้ราคาโทเคน HYPE ดีดจากราว 62 ดอลลาร์ขึ้นไปแตะ 73 ดอลลาร์ในเวลาไม่ถึงวัน ทั้งที่ทุกวันนี้ Hyperliquid ยังบล็อกผู้ใช้อเมริกันอยู่
📑 สารบัญ
ทรัมป์พูดอะไรกลางทำเนียบขาว
วันที่ 19 สิงหาคม 2026 ทำเนียบขาวจัดวงประชุมผู้บริหารระดับสูงจากวงการคริปโตและเทคโนโลยี มีทั้ง Coinbase, Ripple, a16z, Chainlink และอีกหลายราย ระหว่างที่ทรัมป์พูดบนเวที เขาเอ่ยถึง Hyperliquid ตรง ๆ ว่าประธาน CFTC คนใหม่กำลังทำงานเพื่อเปิดทางให้แพลตฟอร์มเข้ามาให้บริการในสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย
ประเด็นที่ต้องเน้นให้ชัด คือ นี่ไม่ใช่การอนุมัติ ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีเอกสารทางการ ไม่มีกรอบเวลา มีแค่คำพูดของประธานาธิบดีที่บอกว่าหน่วยงานกำกับ “กำลังทำงานอยู่” เท่านั้น
ฝั่งอุตสาหกรรมตอบรับเร็วมาก ฉางเผิง จ้าว (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance โพสต์สนับสนุน โดยชี้ว่าหลายคนมองไม่เห็นภาพใหญ่ — นโยบายไม่มีทางบังคับใช้กับบริษัทเดียว สิ่งที่ดีกับรายหนึ่งย่อมดีกับทั้งอุตสาหกรรม นั่นแปลว่าถ้า Hyperliquid เข้าสหรัฐฯ ได้ ประตูจะเปิดให้แพลตฟอร์มกระจายศูนย์รายอื่นตามไปด้วย
ทำไม Hyperliquid ถึงสำคัญขนาดนั้น
Hyperliquid ไม่ใช่เว็บเทรดธรรมดา มันคือ decentralized exchange สำหรับ perpetual futures ที่รันคำสั่งซื้อขายทั้งหมดบนบล็อกเชนของตัวเอง ทุกออเดอร์ ทุกการจับคู่ ทุกการล้างสถานะ มองเห็นได้แบบสาธารณะ ต่างจากเว็บเทรดรวมศูนย์ที่ order book อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ปิด
ที่สำคัญกว่านั้นคือขนาด — มีรายงานว่า Hyperliquid กินส่วนแบ่งตลาด perp บน DEX ไปราว 60–80% กลายเป็นสนามเทรดอนุพันธ์กระจายศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่ยังไม่มีลูกค้าอเมริกันสักคนเดียว
| ประเด็น | สถานะปัจจุบัน | ถ้าเข้าสหรัฐฯ ได้ |
|---|---|---|
| ผู้ใช้อเมริกัน | ถูกบล็อก (restricted) | เข้าถึงได้ผ่านช่องทางที่มีใบอนุญาต |
| ส่วนแบ่งตลาด perp DEX | ราว 60–80% | มีโอกาสขยายเพิ่มอีก |
| ค่าธรรมเนียม 30 วัน | ราว 41.7 ล้านดอลลาร์ | เพิ่มตามวอลุ่มที่เข้ามาใหม่ |
| KYC | ไม่บังคับ | เกือบแน่นอนว่าต้องมี |
ถ้าเข้าสหรัฐฯ จริง จะเข้าแบบไหน
หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ปลดบล็อก IP อเมริกาก็จบ แต่ในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้ โมเดลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการมี “ประตูหน้าบ้าน” ที่อยู่ในกำกับแทน
โบรกเกอร์สหรัฐฯ เป็นด่านหน้า
โบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตรับหน้าที่เปิดบัญชี ทำ KYC จัดการเอกสารและข้อกำหนดตามกฎหมายทั้งหมด
Hyperliquid เป็นสนามเทรดหลังบ้าน
ตัวแพลตฟอร์มยังทำหน้าที่จับคู่ออเดอร์บนเชนเหมือนเดิม โดยไม่ต้องถือเงินลูกค้าโดยตรง
CFTC กำกับผ่านโบรกเกอร์
หน่วยงานกำกับดูแลผ่านนิติบุคคลที่มีใบอนุญาต แทนที่จะไล่กำกับโปรโตคอลที่ไม่มีเจ้าของ
ข้อดีของโมเดลนี้คือทุกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการ — สหรัฐฯ ได้ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย ส่วนโปรโตคอลไม่ต้องเปลี่ยนสถาปัตยกรรม แต่ข้อเสียคือประสบการณ์ใช้งานของฝั่งอเมริกาจะไม่ “ไร้ตัวตน” เหมือนเดิมอีกต่อไป
ทำไม HYPE ถึงตอบสนองแรงขนาดนี้
เหตุผลไม่ใช่แค่กระแส แต่อยู่ที่โครงสร้างรายได้ของโทเคน — Hyperliquid เก็บค่าธรรมเนียมได้ราว 41.7 ล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วัน และนำเงินราว 97–99% ของจำนวนนั้นไปซื้อ HYPE คืนจากตลาด
- ผู้ใช้อเมริกันเข้ามา → วอลุ่มเทรดเพิ่ม
- วอลุ่มเพิ่ม → ค่าธรรมเนียมเพิ่ม
- ค่าธรรมเนียมเพิ่ม → ซื้อ HYPE คืนมากขึ้น
- ซื้อคืนมากขึ้น → เหรียญในตลาดหมุนเวียนน้อยลง
ตลาดสหรัฐฯ คือแหล่งวอลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดที่ Hyperliquid ยังไม่เคยแตะเลย การเปิดประตูนั้นจึงถูกตีความเป็นตัวเร่งรายได้โดยตรง ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงจิตวิทยา
ผลคือ HYPE วิ่งจากราว 62 ดอลลาร์ ขึ้นไปทำจุดสูงราว 73 ดอลลาร์ ก่อนย่อลงมาแถว 69–70 ดอลลาร์ คิดเป็นบวกราว 20–26% ใน 24 ชั่วโมง ดันมูลค่าตลาดขึ้นไปอยู่ในกลุ่มเหรียญขนาดใหญ่ที่สุดสิบอันดับแรก ขณะที่หุ้นของ Hyperliquid Strategies บวกตามไปราว 32%
ข้อควรระวังที่นักเทรดไทยต้องรู้
🚩 1. ยังไม่มีอะไรเป็นทางการสักอย่าง
ทั้งหมดคือคำพูดบนเวที ไม่ใช่ประกาศจาก CFTC ไม่มีเอกสาร ไม่มีไทม์ไลน์ และยังต้องผ่านทั้งขั้นตอนกำกับดูแลและการวางระบบจริงอีกยาว
🚩 2. มีปลดล็อกเหรียญรออยู่ต้นเดือนกันยายน
วันที่ 6 กันยายน 2026 จะมีการปลดล็อก HYPE ราว 9.92 ล้านเหรียญเข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นแรงขายที่จ่อรออยู่ ไม่ว่าข่าวจะดีแค่ไหนก็ตาม
🚩 3. ราคาวิ่งขึ้นบนข่าว ไม่ใช่บนรายได้ที่เกิดจริง
วอลุ่มจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้เข้ามาแม้แต่ดอลลาร์เดียว ตัวเลขค่าธรรมเนียมที่ตลาดเอามาคำนวณเป็นของเดิมทั้งหมด ถ้าดีลไม่เกิดหรือลากยาว ราคาที่วิ่งไปล่วงหน้ามีโอกาสย่อกลับ
🚩 4. อย่าลืมว่าตลาดรวมกำลังร้อนอยู่พอดี
ช่วงเดียวกันนี้บิตคอยน์เพิ่งเด้งแรงจนล้างสถานะชอร์ตไปหลายพันล้านดอลลาร์ การขึ้นของ HYPE จึงมีทั้งปัจจัยเฉพาะตัวและแรงหนุนจากตลาดขาขึ้นปนกันอยู่ แยกให้ออกก่อนตัดสินใจ
สรุป
ทรัมป์เอ่ยชื่อกลางทำเนียบขาว
บอกว่าประธาน CFTC กำลังหาทางให้ Hyperliquid เข้าสหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมาย แต่ยังไม่ใช่การอนุมัติ
HYPE พุ่งราว 20–26%
จาก 62 ขึ้นไปแตะ 73 ดอลลาร์ ก่อนย่อกลับ เพราะตลาดมองว่าวอลุ่มใหม่จะแปลงเป็นการซื้อโทเคนคืน
ทางเข้ามาพร้อม KYC
โมเดลที่เป็นไปได้คือใช้โบรกเกอร์สหรัฐฯ เป็นด่านหน้า ซึ่งแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวที่ลดลง
ระวังปลดล็อก 6 กันยายน
HYPE ราว 9.92 ล้านเหรียญจะเข้าตลาด เป็นแรงขายที่รออยู่ข้างหน้า








