วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาผ่านมติด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย 89-10 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 เพื่อแบนธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกสกุลเงินดิจิทัลของรัฐ หรือ CBDC แต่ที่น่าสนใจคือ มาตราแบน CBDC นี้ถูก “สอดไส้” ไว้ในร่างกฎหมายที่อยู่อาศัย (21st Century ROAD to Housing Act) ซึ่งอนาคตของร่างกฎหมายนี้ยังไม่แน่นอนในสภาผู้แทนราษฎร
แบน CBDC ซ่อนอยู่ในร่างกฎหมายบ้าน?
ร่างกฎหมายนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยโดยตรง — มีเนื้อหาหลักคือจำกัดไม่ให้กองทุน Private Equity กว้านซื้อบ้านเดี่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ในส่วนท้ายๆ ของเอกสาร 302 หน้า มีมาตราระบุชัดเจนว่า:
“Fed จะไม่สามารถออกหรือสร้าง CBDC หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะคล้าย CBDC ได้ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านสถาบันการเงินตัวกลาง”
![]()
ข้อห้ามนี้มีผลถึงอย่างน้อยสิ้นปี 2030 — เท่ากับปิดประตู CBDC ของสหรัฐไปอีกหลายปี
ทำไมพรรครีพับลิกันถึงต้องการแบน CBDC?
การแบน CBDC เป็นประเด็นที่ฝ่ายรีพับลิกันผลักดันมานาน โดยมองว่า CBDC จะให้อำนาจรัฐบาลในการติดตามและควบคุมการใช้จ่ายของประชาชน ขัดกับหลักเสรีภาพทางการเงิน
Cody Carbone ซีอีโอของ Digital Chamber กล่าวว่า:
“ความเป็นส่วนตัวทางการเงินเป็นรากฐานของเสรีภาพอเมริกัน นวัตกรรมดิจิทัลควรนำโดยภาคเอกชน ไม่ใช่รัฐบาล”
แน่นอนว่าฝั่ง Stablecoin อย่าง USDT และ USDC ได้ประโยชน์เต็มๆ ถ้า CBDC ถูกปิดตาย เพราะจะไม่มีคู่แข่งจากภาครัฐ
อนาคตยังไม่ชัด — สภาล่างอาจแก้ไข
แม้จะผ่านวุฒิสภาแบบถล่มทลาย แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนส่งสัญญาณว่าอาจขอแก้ไขร่างกฎหมายนี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจำกัดกองทุนซื้อบ้าน
ยิ่งกว่านั้น ประธานาธิบดี Trump เพิ่งประกาศว่าจะไม่เซ็นร่างกฎหมายใดๆ จนกว่าสภาจะส่งกฎหมาย Voter ID ให้ก่อน ซึ่งทำให้ทั้งร่างกฎหมายที่อยู่อาศัยนี้ และร่างกฎหมายคริปโตอื่นๆ อย่าง Digital Asset Market Clarity Act ต้องติดค้างไปด้วย
แล้วบาทดิจิทัลของไทยล่ะ?
ในขณะที่สหรัฐเลือกเส้นทาง “แบน CBDC + ส่งเสริม Stablecoin เอกชน” ไทยกลับเดินทางคนละฝั่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงศึกษาและทดสอบ“บาทดิจิทัล” ผ่านโครงการ mBridge ร่วมกับธนาคารกลางจีนและฮ่องกง
คำถามสำคัญคือ — ถ้าสหรัฐปิดประตู CBDC แล้ว มันจะส่งผลต่อทิศทางของไทยไหม? ปัจจุบัน ธปท. เน้นทดสอบ CBDC ระหว่างธนาคาร (wholesale) มากกว่าจะแจก CBDC ให้ประชาชนใช้ (retail) แต่แนวโน้มทั่วโลกที่หันไปหา Stablecoin เอกชนอาจทำให้ไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์อีกครั้ง
ที่มา: CoinDesk









