บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน BitOK เปิดรายงานเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่าแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือขโมยคริปโตรวม 7.61 พันล้านดอลลาร์ จาก 38 เหตุการณ์ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2569 และจุดร่วมที่น่าตกใจคือ 6 เหตุการณ์ใหญ่ที่สุด ไม่มีครั้งไหนต้องแฮกโค้ดสัญญาอัจฉริยะเลย — แฮกเกอร์เลือกเจาะ “คน” และ “ระบบเซ็นธุรกรรม” แทน ทำให้การถอนเงินที่ขโมยไปดูเป็นธุรกรรมถูกต้องตามกฎทุกประการ
1. BitOK รายงานเกาหลีเหนือขโมยคริปโต 7.61 พันล้านดอลลาร์ใน 38 เหตุการณ์ปี 2569 กู้คืนได้ 2.86 พันล้านดอลลาร์ ที่เหลือ 4.75 พันล้านดอลลาร์สูญหายถาวร
2. วิธีใหม่คือแฮก “คนและอุปกรณ์เซ็นธุรกรรม” ไม่ใช่เจาะบั๊กโค้ด — Binance ถูกเจาะผ่านแล็ปท็อปวิศวกร DevOps คนเดียว
3. TRM Labs ยืนยันแยกต่างหากว่าเกาหลีเหนือครองสัดส่วนถึง 85% ของมูลค่าแฮกคริปโตทั่วโลกปีนี้ จากแค่ 7% เมื่อปี 2563
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้น
BitOK บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนเปิดรายงาน “North Korean Hackers Crypto Theft 2026” นับเหตุการณ์แฮกที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือรวม 38 ครั้งตลอด 10 เดือนแรกของปี 2569 ครอบคลุมทั้งการโจมตีเอ็กซ์เชนจ์และแพลตฟอร์ม DeFi โดยเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดคือแฮก Binance เมื่อ 29 ตุลาคม ที่สูญเงินไปราว 6.41 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นก้อนใหญ่ที่สุดในยอดรวมทั้งหมด
จากยอดความเสียหาย 7.61 พันล้านดอลลาร์ หน่วยงานและบริษัทผู้ให้บริการสเตเบิลคอยน์สามารถอายัด/ยึดคืนได้ 2.86 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 4.75 พันล้านดอลลาร์ที่หลุดลอยไปแล้วแบบถาวร BitOK ระบุว่าการกู้คืนได้ดีที่สุดเกิดขึ้นเมื่อทรัพย์สินที่ถูกขโมยยังอยู่ในรูปสเตเบิลคอยน์ หรือค้างอยู่ในบริการที่สามารถบล็อกการโอนได้ทัน
อีกบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนอย่าง TRM Labs ก็ออกรายงานแยกเมื่อ 30 ตุลาคม ระบุตัวเลขใกล้เคียงกันคือเกาหลีเหนือขโมยคริปโตสะสม 12.8 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2560 โดย 7.4 พันล้านดอลลาร์เกิดขึ้นในปี 2569 ปีเดียว และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 85% ของมูลค่าการแฮกคริปโตทั่วโลกในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเพียง 7% ในปี 2563 — ตัวเลขจากสองบริษัทต่างกันเล็กน้อยเพราะวิธีนับเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน แต่ทิศทางและขนาดความเสียหายตรงกัน
วิธีใหม่ — เจาะคนแทนเจาะโค้ด
จุดที่ BitOK เน้นย้ำคือใน 6 เหตุการณ์ใหญ่ที่สุด ไม่มีครั้งไหนที่แฮกเกอร์ต้องหาช่องโหว่ในโค้ดสัญญาอัจฉริยะเลย แต่เข้าควบคุม “คนและระบบ” ที่มีสิทธิ์อนุมัติการถอนเงินแทน ทำให้ธุรกรรมที่โอนออกไปมีลายเซ็นถูกต้องและผ่านการตรวจสอบมาตรฐานทุกขั้นตอน — ระบบมองไม่เห็นความผิดปกติเลยเพราะในทางเทคนิคมันคือธุรกรรมที่ได้รับอนุมัติจริง
| เป้าหมาย | จุดที่ถูกเจาะ | ลักษณะการโจมตี |
|---|---|---|
| Binance | แล็ปท็อปวิศวกร DevOps + container ระบบเซ็นธุรกรรม | เข้าควบคุมระบบอนุมัติถอนเงินโดยตรง |
| Drift (Solana) | ผู้ถือกุญแจ multisig | ควบคุมลายเซ็นร่วมของกระเป๋า |
| KelpDAO | ผู้ตรวจสอบสะพานข้ามเชน (bridge verifier) รายเดียว | ปลอมการยืนยันข้ามเชน |
BitOK ยังพบว่าก่อนลงมือทุกครั้ง แฮกเกอร์จะ “ทดสอบเส้นทาง” ด้วยการโอนเงินจำนวนน้อยก่อนเสมอ เช่นกรณี Binance ที่ตรวจพบ contract ของผู้โจมตีทำงานอยู่ล่วงหน้าถึง 4 ชั่วโมงก่อนเหตุใหญ่ และจากการสุ่มตรวจ 540 ธุรกรรม พบว่า 48% เกิดขึ้นในช่วงเวลา 16.00-21.00 น. ตามเขตเวลาเปียงยาง ขณะที่วันเสาร์-อาทิตย์-จันทร์รวมกันมีกิจกรรมเพียง 10% เท่านั้น สะท้อนว่าเป็นการทำงานแบบมีเวลาราชการ ไม่ใช่แฮกเกอร์อิสระกระจัดกระจาย
ตัวเลขเปรียบเทียบ Binance กับเหตุการณ์อื่น
แม้ Binance จะเป็นเหยื่อรายใหญ่ที่สุดในแง่มูลค่า แต่กลับกู้คืนเงินได้สัดส่วนสูงกว่าเหตุการณ์อื่นมาก เพราะมีการประสานงานอายัดเร็วกว่าและมีผู้ออกสเตเบิลคอยน์ให้ความร่วมมือทันที อย่างไรก็ตาม Tether ได้รับคำขออายัดครั้งแรกหลังเหตุการณ์ Binance ผ่านไปแล้วถึง 34 นาที ซึ่งในช่วงเวลานั้น USDT กว่า 345 ล้านดอลลาร์ได้หลุดออกจากกระเป๋าต้นทางไปแล้ว — นาทีแรกๆ จึงเป็นตัวตัดสินว่าจะอายัดทันหรือไม่
| รายการ | Binance | เหตุการณ์อื่นเฉลี่ย |
|---|---|---|
| สัดส่วนอายัด/ยึดคืนได้ | 43% | 6% |
| ความเร็วแจ้งอายัดครั้งแรก | 34 นาทีหลังเหตุ | ช้ากว่า/ไม่มีข้อมูล |
| ต้นทุนฟอกเงิน | 0.50% จากการสวอป 2,257 ครั้ง (55.8 ล้านดอลลาร์) | ไม่เปิดเผยแยก |
มุมนักลงทุนไทย
เหตุการณ์นี้เตือนนักลงทุนไทยว่าความเสี่ยงใหญ่สุดของการฝากเงินไว้บนเอ็กซ์เชนจ์ไม่ใช่แค่บั๊กโค้ดหรือแฮกเกอร์ภายนอกอย่างเดียว แต่รวมถึง “คนใน” และอุปกรณ์ที่พนักงานเอ็กซ์เชนจ์ใช้งานด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปตรวจสอบเองไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือกระจายความเสี่ยงอย่าฝากเงินก้อนใหญ่ไว้ในเอ็กซ์เชนจ์เดียว โอนส่วนที่ไม่ได้เทรดบ่อยเข้ากระเป๋า self-custody และติดตามว่าเอ็กซ์เชนจ์ไทยที่ใช้อยู่ (Binance TH, OKX, Bitkub ฯลฯ) มีมาตรการยืนยันตัวตนหลายชั้นสำหรับระบบเซ็นธุรกรรมภายในหรือไม่ เพราะ ก.ล.ต. ไทยเองก็กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์และการเก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้าแยกจากเงินทุนบริษัทอยู่แล้ว
คำถามที่พบบ่อย
เกาหลีเหนือขโมยคริปโตไปทำอะไร?
หน่วยงานสหรัฐฯ และนักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่าเงินที่ขโมยได้ถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการอาวุธและขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ เนื่องจากประเทศถูกคว่ำบาตรจนเข้าถึงระบบการเงินโลกตามปกติไม่ได้
ทำไมอายัดเงินคืนได้แค่บางส่วน?
เพราะสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT หรือ USDC มีบริษัทผู้ออกที่สามารถอายัดกระเป๋าได้ แต่ Bitcoin และ ETH ไม่มีผู้ออกกลางให้สั่งอายัด เมื่อแฮกเกอร์แปลงเงินที่ขโมยเป็น BTC/ETH สำเร็จ โอกาสกู้คืนแทบเป็นศูนย์
รายงานนี้ฟันธงว่าเป็นเกาหลีเหนือร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่?
BitOK ระบุว่าเชื่อมโยงเหตุการณ์ผ่านรูปแบบการฟอกเงินที่คล้ายกัน แต่ยอมรับว่าอาจมีทีมแฮกหลายทีมที่แยกกันก่อเหตุ โดยมีทีมฟอกเงินร่วมเพียงทีมเดียวหรือไม่กี่ทีมรับช่วงต่อ ยังไม่มีการชี้ตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีในเหตุการณ์ปี 2569 เหล่านี้





















