เกิดเหตุแฮกระลอกใหญ่สะเทือนวงการคริปโต! ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมงของวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 แฮกเกอร์บุกเจาะโปรโตคอลที่เชื่อมโยงกับ Bitcoin และ Ethereum ถึง 3 แห่งติดต่อกัน สร้างความเสียหายรวมกันกว่า 35 ล้านดอลลาร์ โดยเป้าหมายหลักคือ “สะพานข้ามเชน” (Cross-chain Bridge) ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนซ้ำซากที่สุดของโลก DeFi
📑 สารบัญ
6 ชั่วโมงแห่งความเสียหาย: สรุป 3 เหตุการณ์
ตามรายงานจากบริษัทความปลอดภัยและสำนักข่าวคริปโตหลายแห่ง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันไม่ถึง 6 ชั่วโมง ทำให้นักลงทุนต้องหันกลับมาจับตาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน DeFi อีกครั้ง โดยสรุปได้ดังนี้
| โปรโตคอล | ประเภท | ความเสียหาย | ต้นตอ |
|---|---|---|---|
| Verus–Ethereum Bridge | สะพาน Ethereum | 7.54 ล้านดอลลาร์ | Proof ข้ามเชนปลอม |
| B² Network | Bitcoin Layer 2 | 3.86 ล้านดอลลาร์ | สิทธิอัปเกรดสัญญาหลุด |
| AFX Trade | บน Arbitrum | 24.15 ล้านดอลลาร์ | กุญแจสะพานถูกขโมย |
Verus Bridge — โดนซ้ำสองในรอบ 2 เดือน
กรณีที่น่าตกใจที่สุดคือ Verus–Ethereum Bridge ที่ถูกดูดเงินไปราว 7.54 ล้านดอลลาร์ ทั้งในรูปของ Ether, Bitcoin แบบโทเคน (tokenized BTC) และ Stablecoin โดยแฮกเกอร์ใช้วิธี “สร้างหลักฐานการโอนข้ามเชนปลอม” (Forged Cross-chain Proofs) เพื่อหลอกให้ระบบปล่อย ETH ออกมา ทั้งที่ไม่เคยมีการฝากเงินเข้าจริง
ที่เจ็บกว่านั้นคือ นี่เป็นการโดนแฮก ครั้งที่สอง ด้วยช่องโหว่เดิม! ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 สะพานแห่งนี้เคยถูกเจาะไปแล้ว 11.58 ล้านดอลลาร์ จากช่องโหว่ที่การตรวจสอบ “จำนวนเงินขาเข้า” ไม่ตรงกับ “จำนวนเงินขาออก” หลังเหตุการณ์นั้นแฮกเกอร์คืนเงินส่วนใหญ่เพื่อแลกกับค่าหัว (Bounty) และทีมงานเพิ่งนำเงินกลับเข้าสะพานอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม — แต่ผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ก็ถูกดูดออกไปอีกรอบด้วยวิธีเดิม
B² Network และ AFX Trade — กุญแจหลุด เงินหาย
B² Network ซึ่งเป็นเครือข่าย Layer 2 ของ Bitcoin สูญเงินราว 3.86 ล้านดอลลาร์ หลังแฮกเกอร์เข้าควบคุม “สิทธิการอัปเกรดสัญญา Staking” (Upgrade Authority) ได้สำเร็จ จากนั้นแลกโทเคน B2 ที่ขโมยมาเป็น WBNB โอนไปยัง Ethereum แล้วฟอกผ่าน NEAR Intents ไปเข้า Zcash เพื่ออำพรางเส้นทางเงิน
ล่าสุดทีม B² Network ได้ติดต่อกลุ่มแฮกเกอร์ พร้อมยื่นข้อเสนอว่าจะ ไม่ดำเนินคดี หากยอมคืนเงินอย่างน้อย 10% ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่หลายโปรเจกต์ DeFi เลือกใช้เพื่อกู้เงินคืนบางส่วน
ส่วนความเสียหายก้อนใหญ่ที่สุดมาจาก AFX Trade บนเครือข่าย Arbitrum ที่สูญไปถึง 24.15 ล้านดอลลาร์ จากการที่ “กุญแจของสะพาน” (Bridge Keys) ถูกขโมย ทำให้แฮกเกอร์เข้าถึงเงินในระบบได้โดยตรง
ทำไม “สะพานคริปโต” ถึงตกเป็นเป้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Cross-chain Bridge คือระบบที่ทำหน้าที่ “ล็อกเหรียญ” ไว้ฝั่งหนึ่ง แล้ว “สร้างเหรียญตัวแทน” ขึ้นมาอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อให้โอนสินทรัพย์ข้ามบล็อกเชนได้ จุดนี้เองที่ทำให้สะพานต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ในที่เดียว กลายเป็น “หม้อน้ำผึ้ง” (Honeypot) ที่ล่อตาล่อใจแฮกเกอร์มากที่สุด
- อย่าเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ในโปรโตคอล DeFi หรือสะพานข้ามเชนเป็นเวลานาน
- เลือกใช้สะพาน/แพลตฟอร์มที่ผ่านการ Audit จากบริษัทความปลอดภัยชั้นนำและมีประวัติยาวนาน
- สำหรับการซื้อขายทั่วไป การใช้ Exchange ที่มีระบบความปลอดภัยเข้มงวดอย่าง Binance TH ปลอดภัยกว่าการฝากเงินไว้กับโปรโตคอลที่ไม่รู้จัก
- ระวังโปรเจกต์ที่เพิ่ง “แก้บั๊ก” แล้วรีบเปิดให้ฝากเงินทันที — ดูกรณี Verus เป็นตัวอย่าง
สรุป
เหตุการณ์แฮก 3 โปรโตคอลรวดภายใน 6 ชั่วโมง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 35 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำว่าปี 2026 ยังคงเป็นปีที่ “สะพานข้ามเชน” เป็นจุดอ่อนอันดับหนึ่งของ DeFi และเตือนใจนักลงทุนว่าเงินที่วางอยู่บนโปรโตคอลไม่เคยปลอดภัย 100% แม้แต่โปรเจกต์ที่เพิ่งแก้ช่องโหว่ไปหมาดๆ ก็ยังโดนซ้ำได้เสมอ
ที่มา: CryptoBriefing, Coinpedia








