📑 สารบัญ

บล็อกเชนคืออะไร
บล็อกเชน (Blockchain) คือฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ที่ไม่มีเจ้าของคนเดียวคอยควบคุม ทุกเครื่องที่เข้าร่วมเครือข่าย เรียกว่า โหนด (Node) เก็บสำเนาข้อมูลชุดเดียวกัน ข้อมูลถูกจัดเป็นชุด ๆ เรียกว่า บล็อก แต่ละบล็อกอ้างอิงถึงบล็อกก่อนหน้า เรียงต่อกันเป็นสายโซ่ จึงเรียกว่า “บล็อกเชน”
ต่างจากระบบธนาคารที่มีศูนย์กลาง (Centralized) ซึ่งธนาคารเป็นผู้ถือบัญชีเพียงรายเดียว และทุกคนต้องเชื่อธนาคารนั้น บนบล็อกเชน ใครก็ตรวจสอบบัญชีทั้งหมดได้เอง โดยไม่ต้องเชื่อตัวกลาง ตัวอย่างที่รู้จักกันดีที่สุดคือ Bitcoin ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี 2009
บล็อกเชนทำงานอย่างไร 5 ขั้นตอน
ยกตัวอย่างการโอน Bitcoin จากนาย A ไปนาย B
- สร้างและเซ็นธุรกรรม — นาย A สร้างคำสั่งโอน แล้วเซ็นด้วยกุญแจส่วนตัว (Private Key) ของตัวเอง ลายเซ็นนี้พิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของเหรียญจริง โดยไม่ต้องเปิดเผยกุญแจ
- กระจายธุรกรรมไปทั่วเครือข่าย — ธุรกรรมถูกส่งต่อไปยังโหนดต่าง ๆ และไปรอใน “คิวธุรกรรม” (Mempool)
- ตรวจสอบความถูกต้อง — แต่ละโหนดเช็กเองว่าลายเซ็นถูกต้อง และนาย A มีเหรียญพอ ไม่ได้ใช้เหรียญเดียวกันซ้ำ (Double Spending)
- รวมเป็นบล็อกใหม่ — ผู้ผลิตบล็อก (นักขุดในระบบ Proof of Work หรือ Validator ในระบบ Proof of Stake) หยิบธุรกรรมจากคิวมารวมเป็นบล็อก และใส่ค่าแฮชของบล็อกก่อนหน้าไว้ในบล็อกใหม่
- เครือข่ายยอมรับบล็อก — เมื่อบล็อกผ่านกติกาฉันทามติ ทุกโหนดเพิ่มบล็อกนั้นต่อท้ายสำเนาของตัวเอง ธุรกรรมของนาย A จึงถือว่ายืนยันแล้ว และยิ่งมีบล็อกใหม่ต่อท้ายมากขึ้น ธุรกรรมก็ยิ่งมั่นคง
บน Bitcoin บล็อกใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยทุกราว 10 นาที ส่วน Ethereum มีรอบสร้างบล็อก (slot) ทุก 12 วินาที

ข้างในหนึ่งบล็อกมีอะไรบ้าง
| ส่วนประกอบ | หน้าที่ |
|---|---|
| ค่าแฮชของบล็อกก่อนหน้า | ร้อยบล็อกเข้าด้วยกันเป็นสายโซ่ ถ้าบล็อกเก่าถูกแก้ ค่านี้จะไม่ตรงทันที |
| Merkle Root | ค่าแฮชสรุปของธุรกรรมทั้งหมดในบล็อก ใช้ตรวจว่าไม่มีธุรกรรมไหนถูกแก้หรือแทรก |
| เวลา (Timestamp) | บอกว่าบล็อกถูกสร้างเมื่อไหร่ |
| ค่า Nonce และความยาก (เฉพาะ Proof of Work) | ตัวเลขที่นักขุดต้องหาให้ได้ เพื่อให้แฮชของบล็อกผ่านเกณฑ์ความยาก |
| รายการธุรกรรม | ข้อมูลการโอนทั้งหมดที่ถูกบันทึกในบล็อกนั้น |
ทำไมแก้ข้อมูลย้อนหลังไม่ได้
ค่าแฮช (Hash) คือ “ลายนิ้วมือ” ของข้อมูล เปลี่ยนข้อมูลแค่ตัวอักษรเดียว ค่าแฮชก็เปลี่ยนไปทั้งหมด เพราะทุกบล็อกเก็บค่าแฮชของบล็อกก่อนหน้าไว้ ถ้ามีคนแก้ธุรกรรมในบล็อกเก่า ค่าแฮชของบล็อกนั้นจะเปลี่ยน และทำให้ทุกบล็อกที่ต่อท้ายมาหลังจากนั้นไม่ตรงกันทั้งหมด
ผู้โกงจึงต้องสร้างบล็อกใหม่ทั้งหมดตั้งแต่จุดที่แก้ และต้องทำได้เร็วกว่าเครือข่ายที่เหลือ ซึ่งหมายถึงต้องคุมพลังขุดหรือเหรียญที่วางค้ำไว้เกินครึ่งของทั้งเครือข่าย (เรียกว่า 51% Attack) บนเครือข่ายใหญ่อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ต้นทุนนี้สูงมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่บนเชนเล็กที่มีผู้ร่วมน้อยเคยเกิดขึ้นจริง
Proof of Work กับ Proof of Stake ต่างกันอย่างไร
กลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism) คือกติกาที่ทำให้โหนดนับหมื่นเครื่องตกลงกันได้ว่าบล็อกไหนคือบล็อกที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องมีผู้ตัดสินกลาง
| หัวข้อ | Proof of Work (PoW) | Proof of Stake (PoS) |
|---|---|---|
| ใครสร้างบล็อก | นักขุด (Miner) แข่งกันคำนวณหาคำตอบ | Validator ที่วางเหรียญค้ำประกัน (Stake) ถูกสุ่มเลือก |
| ต้นทุนของผู้สร้างบล็อก | ค่าไฟและเครื่องขุด | เหรียญที่ล็อกไว้ ถ้าโกงจะถูกยึดบางส่วน (Slashing) |
| ตัวอย่าง | Bitcoin | Ethereum (เปลี่ยนจาก PoW เป็น PoS ในเหตุการณ์ The Merge เดือนกันยายน 2022) |
| การใช้พลังงาน | สูง | ต่ำกว่ามาก |
บล็อกเชนสาธารณะกับบล็อกเชนแบบมีผู้อนุญาต
- บล็อกเชนสาธารณะ (Public / Permissionless) — ใครก็เข้าร่วมเป็นโหนดและอ่านข้อมูลได้ เช่น Bitcoin และ Ethereum
- บล็อกเชนแบบมีผู้อนุญาต (Permissioned) — เฉพาะองค์กรที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่เข้าร่วมได้ มักใช้ภายในกลุ่มธนาคารหรือบริษัท แลกความเร็วและความเป็นส่วนตัวกับการกระจายศูนย์ที่ลดลง
ข้อดีและข้อจำกัด
| ข้อดี | ข้อจำกัด |
|---|---|
| ไม่มีจุดล้มเหลวจุดเดียว ถ้าบางโหนดดับ เครือข่ายยังทำงานต่อ | รองรับธุรกรรมต่อวินาทีได้น้อยกว่าระบบรวมศูนย์ จึงเกิดเครือข่าย Layer 2 มาช่วย |
| ทุกคนตรวจสอบบัญชีได้เอง ไม่ต้องเชื่อตัวกลาง | โอนผิดแล้วเรียกคืนไม่ได้ ไม่มีฝ่ายบริการลูกค้าให้ยกเลิกธุรกรรม |
| ข้อมูลที่บันทึกแล้วแก้ย้อนหลังได้ยากมาก | ข้อมูลบนเชนสาธารณะเปิดเผย ใช้นามแฝง (ที่อยู่กระเป๋า) ไม่ได้นิรนามจริง |
| ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ข้ามพรมแดนได้ | ค่าธรรมเนียมผันผวนตามความหนาแน่นของเครือข่าย |
อยากเข้าใจกลไกเบื้องหลังให้ลึกขึ้น อ่านต่อที่ เทคโนโลยีพื้นฐานของ Blockchain หรือดูบทเรียนอื่นใน หมวดห้องเรียน
คำถามที่พบบ่อย
บล็อกเชนกับบิตคอยน์ต่างกันอย่างไร
บล็อกเชนคือเทคโนโลยีบันทึกข้อมูล ส่วนบิตคอยน์คือเงินดิจิทัลที่ใช้บล็อกเชนของตัวเองบันทึกว่าใครถือเหรียญเท่าไหร่ บล็อกเชนมีหลายเครือข่าย เช่น Ethereum หรือ Solana และใช้บันทึกข้อมูลอย่างอื่นได้นอกจากเงิน
บล็อกเชนถูกแฮกได้ไหม
ตัวบล็อกเชนขนาดใหญ่อย่าง Bitcoin แทบแฮกไม่ได้ เพราะต้องคุมพลังของเครือข่ายเกินครึ่ง แต่สิ่งที่ถูกแฮกบ่อยคือส่วนรอบ ๆ เช่น เว็บเทรด กระเป๋าที่กุญแจรั่ว สมาร์ตคอนแทรกต์ที่มีช่องโหว่ และสะพานข้ามเชน
ข้อมูลบนบล็อกเชนลบหรือแก้ได้ไหม
บนบล็อกเชนสาธารณะ ข้อมูลที่ยืนยันแล้วลบหรือแก้ไม่ได้ ถ้าต้องการแก้ไข ทำได้แค่บันทึกธุรกรรมใหม่ทับ เช่น โอนเหรียญกลับ ซึ่งต้องได้ความยินยอมจากเจ้าของกระเป๋าปลายทาง
ธุรกรรมบนบล็อกเชนใช้เวลายืนยันนานแค่ไหน
ขึ้นกับเครือข่าย Bitcoin สร้างบล็อกเฉลี่ยทุกราว 10 นาที และเว็บเทรดมักรอหลายบล็อกก่อนนับว่าเงินเข้า ส่วน Ethereum มีรอบบล็อกทุก 12 วินาที เครือข่ายอื่นอาจเร็วกว่านี้
ที่มา: Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System (Satoshi Nakamoto), ethereum.org — Proof-of-stake, NIST IR 8202 Blockchain Technology Overview · อัปเดตล่าสุด 23 กันยายน 2569 โดยกองบรรณาธิการ SiamBitcoin






