Liquid Network ไซด์เชนบิตคอยน์ที่พัฒนาโดย Blockstream ยืนยันเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ว่ามีการถอนบิตคอยน์ออกจากกระเป๋าสำรองของสหพันธ์ (federation) เกือบ 4 พันเหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ยอดสำรองที่ค้ำเหรียญ L-BTC เหลือเพียงหลักร้อย เครือข่ายสั่งหยุดสะพานเชื่อมทันทีและแจ้งเว็บเทรดให้ระงับการฝากถอน ขณะที่ผู้ถอนทิ้งข้อความไว้บนบล็อกเชนว่าตัวเองเป็น “whitehats” หรือแฮกเกอร์สายขาว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการคืนเงิน
- บิตคอยน์ราว 4 พันเหรียญ (~320 ล้านดอลลาร์) ออกจากกระเป๋าสำรองของ Liquid Federation เมื่อ 6 ก.ย. 2569 เหลือสำรองราว 207 BTC
- Blockstream ระบุว่าไม่มีกุญแจใดถูกขโมย รายงานหลายสำนักชี้ไปที่ช่องโหว่ระดับ consensus ที่ทำให้ปั๊ม L-BTC เกินจริงได้ แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
- ผู้ถอนฝากข้อความ OP_RETURN ว่า “we are whitehats” แต่ตราบใดที่เงินยังไม่กลับ คำนี้คือคำกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้นกับ Liquid Network
ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ นักติดตามข้อมูลออนเชนสังเกตเห็นธุรกรรม peg-out ขนาดใหญ่ผิดปกติออกจากกระเป๋าสำรองของ Liquid Federation ซึ่งเป็นคลังบิตคอยน์ที่ใช้ค้ำเหรียญ L-BTC บนไซด์เชนแบบ 1 ต่อ 1
รายงานจาก CryptoBriefing, Bitcoin Magazine และ TFTC ตรงกันว่ามูลค่าที่ออกไปอยู่ที่ราว 319–320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตัวเลขจำนวนเหรียญที่แต่ละสำนักรายงานต่างกันเล็กน้อยตามวิธีนับ
| ตัวเลข | ค่า | ที่มา / วิธีนับ |
|---|---|---|
| ยอดในธุรกรรม peg-out | 4019.4 BTC | อ่านจากธุรกรรมถอนโดยตรง |
| ยอดที่หายจากกระเป๋าสุทธิ | ราว 3998 BTC | เทียบยอดคงเหลือก่อน–หลัง |
| สำรองก่อนเหตุ | ราว 4200 BTC | ยอดคลังสหพันธ์ |
| สำรองหลังเหตุ | 207.275 BTC | ยอดคลังสหพันธ์ |
หลังตรวจพบ ทีมงานสั่งปิดโหนดสะพานเชื่อม (bridge nodes) เพื่อไม่ให้ส่งธุรกรรมใหม่เข้าระบบได้ พร้อมแจ้งเว็บเทรดที่รองรับ L-BTC ให้ระงับการฝากและถอนเหรียญนี้ทันที เท่ากับว่าไซด์เชนถูกแช่แข็งไว้ระหว่างการสอบสวน
Liquid ทำงานยังไง และทำไมเรื่องนี้ไม่ควรเกิด
Liquid คือไซด์เชนที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2561 ออกแบบมาให้โอนบิตคอยน์เร็วขึ้นและมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าเชนหลัก โดยผู้ใช้ฝาก BTC เข้าคลังกลางแล้วได้ L-BTC ออกมาใช้บนไซด์เชนแทน เมื่ออยากถอนก็เผา L-BTC ทิ้งเพื่อรับ BTC จริงคืน กลไกนี้เรียกว่า peg-in และ peg-out
สิ่งที่ค้ำความน่าเชื่อถือทั้งหมดคือคลังบิตคอยน์ที่เก็บในกระเป๋า multisig 11 จาก 15 ซึ่งกุญแจกระจายอยู่กับสมาชิกสหพันธ์ที่เป็นบริษัทจริงมีตัวตน เช่น Bitfinex, OKCoin, BitMEX และ SIX Digital Exchange ทุกครั้งที่จะย้ายเงินออก ต้องมีเงื่อนไขครบทั้งสามชั้น
เผา L-BTC ก่อน
ต้องมีการทำลายเหรียญ L-BTC บนไซด์เชนในจำนวนที่ตรงกัน ถึงจะปล่อย BTC ออกจากคลังได้
ลายเซ็น 11 จาก 15
สมาชิกสหพันธ์ต้องเซ็นครบตามเกณฑ์ ผ่านเครื่อง HSM ที่เก็บกุญแจแบบแยกจากอินเทอร์เน็ต
ผ่าน PAK whitelist
ที่อยู่ปลายทางต้องอยู่ในรายการที่อนุญาตไว้ล่วงหน้าด้วยกุญแจ Peg-out Authorization Key
ธุรกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ผ่านด่านทั้งสามได้ ทั้งที่ไม่ควรผ่าน จึงเป็นเหตุผลที่นักพัฒนาหลายคนมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องกุญแจหลุดธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่ลึกกว่านั้น
ช่องโหว่มาจากไหน — สิ่งที่ยืนยันแล้วกับที่ยังเป็นสมมติฐาน
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะข้อมูลที่หมุนอยู่ในโซเชียลปนกันระหว่างข้อเท็จจริงกับการคาดเดา
| ประเด็น | สถานะ |
|---|---|
| เงินออกจากคลังจริง | ยืนยันแล้ว ตรวจสอบได้บนบล็อกเชนบิตคอยน์ |
| ธุรกรรมใช้ PAK ของ SideSwap | ยืนยันแล้ว SideSwap เป็นสมาชิกสหพันธ์ |
| กุญแจถูกขโมย | Blockstream ปฏิเสธ ระบุว่าไม่มีกุญแจใดถูกเจาะ |
| ช่องโหว่ปั๊มเหรียญเกินจริง | ยังเป็นสมมติฐาน สื่อหลายสำนักรายงานตรงกัน แต่ยังไม่มีรายงานทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ |
| เงินจะถูกคืน | ยังไม่มีกำหนด ไม่มีการคืนใด ๆ จนถึงเช้า 7 ก.ย. 2569 |
สมมติฐานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือช่องโหว่ประเภท inflation bug คือบั๊กที่เปิดให้สร้าง L-BTC ขึ้นมาจากอากาศได้เกินกว่าบิตคอยน์ที่ฝากไว้จริง เมื่อไซด์เชนมองว่าเหรียญปลอมเหล่านั้น “ถูกต้อง” ระบบก็จะเห็นการถอนเป็นธุรกรรมปกติ และเครื่องเซ็นของสมาชิกสหพันธ์ก็เซ็นให้ตามหน้าที่ โดยที่ไม่มีใครทำผิดพลาดหรือถูกแฮ็กกุญแจเลยแม้แต่คนเดียว
ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง แปลว่าปัญหาอยู่ที่ตัวกฎของเชนเอง ไม่ใช่ที่ระบบเก็บกุญแจ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงในแง่การแก้ไข
“สายขาว” จริงหรือแค่คำอ้าง
หลังย้ายเงินออกไม่นาน ผู้ถอนได้ส่งธุรกรรมอีกรายการพร้อมฝากข้อความไว้ในช่องข้อมูล OP_RETURN ของบิตคอยน์ ใจความว่า “we are whitehats. contact us on chain.” หรือ “เราเป็นสายขาว ติดต่อเราบนเชน”
ฝั่ง Blockstream ตอบกลับด้วยวิธีเดียวกัน คือส่งข้อความที่เซ็นแล้วบนเชนเพื่อขอช่องทางติดต่อ ต่อมามีข้อความอีกรายการอ้างว่าให้ติดต่อผ่านแอปหนึ่ง ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเป็นคนอื่นที่แอบอ้างเข้ามาหาประโยชน์ เพราะใครก็ตามที่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมก็ฝากข้อความบนบล็อกเชนได้
ที่ผ่านมามีทั้งเคสที่คืนเงินจริงหลังต่อรองค่าตอบแทน และเคสที่ใช้คำนี้ซื้อเวลาเพื่อฟอกเงินออกไป จึงยังสรุปไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้จะจบแบบไหน
ใครกระทบบ้าง
ผลกระทบตรงที่สุดตกอยู่กับคนที่ถือ L-BTC เพราะมูลค่าของเหรียญนี้มาจากบิตคอยน์ในคลังล้วน ๆ ถ้าเงินไม่กลับมา เหรียญที่ถืออยู่ก็ขาดของค้ำ และสำคัญคือไม่มีกลไกใดบนบล็อกเชนบิตคอยน์ที่จะย้อนธุรกรรมคืนให้ได้ ต่างจากเว็บเทรดที่ยังมีบริษัทและกฎหมายให้ไล่เบี้ย
นอกจาก L-BTC บนไซด์เชนนี้ยังมีสินทรัพย์อื่นออกอยู่ด้วย ทั้ง USDT เวอร์ชัน Liquid, เหรียญ DePix ที่ใช้ในบราซิล และโทเคนสินทรัพย์จริงบางส่วน ซึ่งไม่ได้ถูกดูดเงินโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบจากการที่เครือข่ายถูกหยุดชั่วคราว
ด้านกระเป๋า Aqua ของบริษัท JAN3 ที่มี แซมสัน โมว์ เป็นซีอีโอ และรองรับ Liquid อยู่ ระบุว่าฟังก์ชันฝั่งบิตคอยน์ปกติยังใช้งานได้ตามเดิม ส่วนฟีเจอร์ที่พึ่งไซด์เชนได้รับผลกระทบ
มุมมองสำหรับนักลงทุนไทย
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถือ L-BTC โดยตรง เพราะเว็บเทรดที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทยไม่ได้ลิสต์เหรียญนี้ ความเสี่ยงจึงกระจุกอยู่กับกลุ่มที่ใช้กระเป๋าต่างประเทศหรือเล่นบนไซด์เชนเอง แต่บทเรียนที่ใช้ได้กับทุกคนคือเรื่องบิตคอยน์ห่อ (wrapped BTC) ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญบนไซด์เชน บนเชนอื่น หรือในบริการ DeFi ล้วนมีหลักการเดียวกันคือคุณไม่ได้ถือบิตคอยน์ แต่ถือสัญญาว่าจะได้บิตคอยน์คืน ซึ่งมีค่าเท่ากับความแข็งแรงของคลังที่ค้ำอยู่
อีกจุดที่สะกิดใจคือระบบนี้ใช้ multisig 11 จาก 15 ที่กระจายกุญแจไปยังบริษัทระดับโลก ซึ่งบนกระดาษถือว่าแข็งแรงมาก แต่ก็ยังไม่พอ เพราะจุดที่พังไม่ใช่ชั้นกุญแจ การกระจายกุญแจช่วยกันคนโกงกันเองได้ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยถ้ากฎของระบบยอมรับธุรกรรมที่ไม่ควรผ่านตั้งแต่แรก
- ถือ L-BTC หรือสินทรัพย์บน Liquid อยู่ ให้ติดตามประกาศทางการจาก Blockstream และอย่าเพิ่งรีบเทขายตามข่าวลือในโซเชียล
- ระวังมิจฉาชีพที่จะแอบอ้างเป็น “ทีมกู้เงินคืน” หรือส่งลิงก์ให้เชื่อมกระเป๋า ช่วงข่าวแบบนี้คือช่วงที่ฟิชชิ่งชุกที่สุด
- ถ้าถือบิตคอยน์เพื่อลงทุนระยะยาว ให้ถอนเป็น BTC บนเชนหลักเก็บในกระเป๋าตัวเอง แทนการพักไว้ในรูปเหรียญห่อ
- ก่อนใช้บริการที่แปลง BTC เป็นเหรียญตัวแทน ให้ดูก่อนว่าใครถือกุญแจคลัง มีการเปิดเผยยอดสำรองให้ตรวจสอบไหม และถอนกลับได้เร็วแค่ไหน
สรุป
คลังเกือบหมดกระเป๋า
บิตคอยน์ราว 4 พันเหรียญออกจากคลัง Liquid Federation เมื่อ 6 ก.ย. 2569 เหลือราว 207 BTC เครือข่ายหยุดสะพานเชื่อมและระงับฝากถอน L-BTC
ไม่ใช่กุญแจหลุด
Blockstream ยืนยันว่าไม่มีกุญแจใดถูกเจาะ ทิศทางการสอบสวนชี้ไปที่ช่องโหว่ระดับกฎของไซด์เชน ซึ่งยังรอรายงานทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ
สายขาวยังไม่ใช่ข้อสรุป
ข้อความ OP_RETURN อ้างว่าเป็นแฮกเกอร์สายขาว แต่ยังไม่มีการคืนเงิน จนกว่าเงินจะกลับ นี่คือทรัพย์สินที่หายไป ไม่ใช่การทดสอบระบบ
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: บิตคอยน์ที่ผมเก็บในกระเป๋าตัวเองเสี่ยงไหม
ตอบ: ไม่เกี่ยวข้องกัน เหตุการณ์นี้เกิดบนไซด์เชน Liquid ซึ่งเป็นระบบแยกที่มีคลังกลางของตัวเอง บล็อกเชนบิตคอยน์หลักไม่ได้ถูกเจาะ และไม่มีผลกับเหรียญที่คุณถือกุญแจเอง
ถาม: L-BTC กับบิตคอยน์ต่างกันยังไง
ตอบ: L-BTC คือเหรียญตัวแทนบนไซด์เชนที่ออกมาเมื่อมีคนฝาก BTC จริงเข้าคลังของสหพันธ์ มูลค่าของมันขึ้นกับว่าคลังนั้นมีบิตคอยน์ค้ำครบหรือไม่ ต่างจากบิตคอยน์บนเชนหลักที่คุณควบคุมด้วยกุญแจของตัวเองโดยตรง
ถาม: multisig 11 จาก 15 แข็งแรงขนาดนั้นแล้วพังได้ยังไง
ตอบ: multisig ป้องกันการที่คนเพียงไม่กี่คนจะย้ายเงินออกได้ตามใจ แต่ถ้าธุรกรรมดูถูกต้องตามกฎของระบบ เครื่องเซ็นของสมาชิกก็จะเซ็นให้ตามปกติ ปัญหาจึงอยู่ที่ชั้นตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ใช่ชั้นเก็บกุญแจ
ถาม: ผู้ถือ L-BTC จะได้เงินคืนไหม
ตอบ: ยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ถอนจะคืนเงินตามที่อ้างหรือไม่ และ Blockstream กับสมาชิกสหพันธ์จะรับผิดชอบส่วนต่างอย่างไร ซึ่งยังไม่มีประกาศในเรื่องนี้จนถึงเช้าวันที่ 7 กันยายน 2569










![[Part 1/2] พ่อใหญ่ Saylor ขาย 1,638 BTC แต่บิตคอยน์กลับพุ่งแรงไป $64,000 เกิดอะไรขึ้น ? (3/08/2026)](https://i.ytimg.com/vi/h-r5d3twH1g/hqdefault.jpg)










