📌 ประเด็นสำคัญ
- ยักษ์บริหารสินทรัพย์อังกฤษ Baillie Gifford (ก่อตั้งปี 1908, AUM ราว 260,000 ล้านดอลลาร์) เปิดกองทุน BAGEY กองทุนโทเคนแบบ native รายแรกที่เปิดให้สาธารณะและกำกับในสหราชอาณาจักร
- ออกโทเคน natively บน Ethereum และ Solana โดยมี BNY เป็นผู้วางโครงสร้าง tokenization และ wallet
- ผลตอบแทนราว 7% อายุเฉลี่ย 2 ปี เครดิตเฉลี่ย BBB ลงทุนขั้นต่ำ 100 ดอลลาร์ ซื้อ-ขายได้รายวัน
- นวัตกรรมสำคัญ: โทเคนคือตัวกองทุนเอง และบล็อกเชนทำหน้าที่เป็น “สมุดทะเบียนหลัก” (register of record)
การทำให้สินทรัพย์โลกจริง (Real-World Assets — RWA) อยู่บนบล็อกเชนก้าวข้ามจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงอีกขั้น เมื่อ Baillie Gifford บริษัทบริหารสินทรัพย์เก่าแก่จากเมืองเอดินบะระ สหราชอาณาจักร เปิดตัวกองทุน Baillie Gifford Enhanced Yield Fund (BAGEY) ซึ่งถูกออกเป็นโทเคนบนบล็อกเชนสาธารณะตั้งแต่ต้น (native) ไม่ใช่การ “ห่อ” (wrap) ตัวแทนของกองทุนแบบเดิม
🏦 BAGEY คือกองทุนแบบไหน
BAGEY เป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ลงทุนในหุ้นกู้บริษัทคุณภาพระดับลงทุน เปิดตัวเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2026 ร่วมกับ BNY ซึ่งทำหน้าที่วางโครงสร้างพื้นฐานด้าน tokenization และ wallet ส่วนผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน (depositary) คือ NatWest Trustee and Depositary Services
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อกองทุน | Baillie Gifford Enhanced Yield Fund (BAGEY) |
| บล็อกเชน | Ethereum และ Solana (native) |
| ผลตอบแทน | ราว 7% ต่อปี |
| อายุเฉลี่ย / เครดิต | 2 ปี / เฉลี่ย BBB |
| ลงทุนขั้นต่ำ | 100 ดอลลาร์ |
| การชำระราคา | USDC หรือเงินสกุลปกติ, ซื้อ-ขายรายวัน |
🔗 นวัตกรรม: โทเคนคือกองทุน บล็อกเชนคือทะเบียนหลัก
สิ่งที่ทำให้ BAGEY แตกต่างคือโครงสร้างเชิงกฎหมาย โดย ตัวโทเคนคือหน่วยลงทุนของกองทุนโดยตรง นักลงทุนถือกองทุนผ่านโทเคนที่ออกบนบล็อกเชนสาธารณะ ซึ่งทำหน้าที่เป็น “บันทึกความเป็นเจ้าของตามกฎหมาย” แทนระบบทะเบียนแบบดั้งเดิม
มันคือกองทุนที่ออกบนเชน โดยมีบล็อกเชนทำหน้าที่เป็นสมุดทะเบียนหลัก
— Theo Golden, Head of Digital Assets, Baillie Gifford
Tokenization ได้ก้าวจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในโลกแล้ว
— Katey Neate, Global Head of Investor Solutions, BNY
กองทุนนี้เปิดให้ผู้ลงทุนสถาบัน/มืออาชีพที่มีคุณสมบัติในสหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และหมู่เกาะเคย์แมน เป็นกลุ่มแรก
เทรนด์ tokenization กำลังเร่งตัวทั่วโลก ต่อเนื่องจากดีลโครงสร้างพื้นฐานก่อนหน้า เช่น DTCC เลือกบล็อกเชนโทเคนไนซ์สินทรัพย์ ขณะที่ฝั่ง Ethereum เองก็มีพัฒนาการต่อเนื่อง เช่น ETH ที่ถูกล็อก Staking เฉียด 40 ล้านเหรียญ
📌 สรุป: จับตาอะไรต่อ
- จะมีสถาบันการเงินรายใหญ่อื่นออกกองทุน native บนเชนตามมาหรือไม่
- การเปิดให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึง (ปัจจุบันจำกัดผู้ลงทุนมืออาชีพ)
- ผลต่อปริมาณธุรกรรม RWA บน Ethereum และ Solana
- บทบาทของ USDC ในฐานะตัวกลางชำระราคาของกองทุนโทเคน


