Binance TH — เปิดบัญชีฟรี ลด 20% ค่าธรรมเนียมOKX — เทรดเหรียญใหม่ก่อนใคร
LIVE
SiamBitcoin Cap → ราคา 500 เหรียญ
OKX — เทรดคริปโต + Web3 Wallet
หน้าแรก เทคโนโลยีพื้นฐานของ Blockchain

เทคโนโลยีพื้นฐานของ Blockchain

📌 สรุปสั้น: บล็อกเชนสร้างจากเทคโนโลยี 4 อย่างที่ทำงานร่วมกัน คือ การเข้ารหัสแบบกุญแจคู่ใช้พิสูจน์ความเป็นเจ้าของ ฟังก์ชันแฮชใช้ร้อยบล็อกให้แก้ย้อนหลังไม่ได้ เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer ใช้กระจายสำเนาข้อมูล และกลไกฉันทามติใช้ตกลงว่าข้อมูลไหนถูกต้อง (ข้อมูล ณ 23 ก.ย. 2569)
เทคโนโลยีพื้นฐานของบล็อกเชน: การเข้ารหัส เครือข่ายแบบกระจาย และกลไกฉันทามติ

ภาพรวม: 4 เทคโนโลยีในตารางเดียว

ตำราเก่ามักแบ่งเทคโนโลยีพื้นฐานของบล็อกเชนเป็น 3 อย่าง คือ การเข้ารหัสด้วยกุญแจส่วนตัว เครือข่ายแบบกระจาย และโปรแกรมที่กำหนดกติกา บทความนี้แยก “ฟังก์ชันแฮช” ออกมาเป็นอีกหนึ่งข้อ เพราะเป็นหัวใจที่ทำให้แก้ข้อมูลย้อนหลังไม่ได้

เทคโนโลยี ตอบคำถามว่า ตัวอย่างที่ใช้จริง
การเข้ารหัสแบบกุญแจคู่ ใครเป็นเจ้าของเหรียญนี้ และสั่งโอนได้ ลายเซ็นดิจิทัล ECDSA บนเส้นโค้ง secp256k1 ของ Bitcoin และ Ethereum
ฟังก์ชันแฮช ข้อมูลถูกแก้ไขหรือไม่ SHA-256 ใน Bitcoin, Keccak-256 ใน Ethereum
เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer ใครเก็บข้อมูล และข้อมูลไปถึงทุกคนอย่างไร โหนด Bitcoin และ Ethereum ทั่วโลก
กลไกฉันทามติ ใครมีสิทธิ์เพิ่มบล็อกถัดไป และทุกคนตกลงกันอย่างไร Proof of Work (Bitcoin), Proof of Stake (Ethereum)

1. การเข้ารหัสแบบกุญแจคู่ (Public / Private Key)

ทุกกระเป๋าคริปโตมีกุญแจเป็นคู่ กุญแจส่วนตัว (Private Key) เป็นตัวเลขลับที่ใช้เซ็นสั่งโอน ส่วน กุญแจสาธารณะ (Public Key) คำนวณมาจากกุญแจส่วนตัว และใช้สร้าง ที่อยู่กระเป๋า (Address) ที่เราส่งให้คนอื่นโอนเงินเข้า

  • คำนวณจากกุญแจส่วนตัวไปเป็นกุญแจสาธารณะได้ แต่ย้อนกลับไม่ได้
  • เมื่อเซ็นธุรกรรม ทุกโหนดตรวจลายเซ็นด้วยกุญแจสาธารณะได้ทันที โดยไม่ต้องเห็นกุญแจส่วนตัว
  • Seed Phrase (คำ 12 หรือ 24 คำ ตามมาตรฐาน BIP-39) เป็นตัวตั้งต้นที่กระเป๋าใช้สร้างกุญแจส่วนตัวทั้งหมด ใครได้ Seed Phrase ไป ก็คุมเหรียญทุกเหรียญในกระเป๋านั้นได้

ตัวตนบนบล็อกเชนจึงเป็น นามแฝง คือเห็นที่อยู่กระเป๋าและประวัติธุรกรรมทั้งหมด แต่ไม่เห็นชื่อจริง จนกว่าจะมีข้อมูลเชื่อมโยง เช่น การถอนผ่านเว็บเทรดที่ยืนยันตัวตน (KYC)

2. ฟังก์ชันแฮช (Hash Function)

ฟังก์ชันแฮชแปลงข้อมูลขนาดเท่าไหร่ก็ได้ ให้เป็นรหัสความยาวคงที่ เช่น SHA-256 ให้ผลลัพธ์ 256 บิตเสมอ คุณสมบัติที่บล็อกเชนใช้มี 3 ข้อ

  1. ทางเดียว — จากค่าแฮช ย้อนกลับไปหาข้อมูลต้นฉบับไม่ได้
  2. เปลี่ยนนิดเดียว ผลต่างทั้งหมด — แก้ข้อมูลตัวอักษรเดียว ค่าแฮชออกมาคนละค่าโดยสิ้นเชิง
  3. หาข้อมูลสองชุดที่แฮชตรงกันแทบไม่ได้ — จึงใช้เป็น “ลายนิ้วมือ” ของข้อมูลได้

แต่ละบล็อกเก็บค่าแฮชของบล็อกก่อนหน้า ธุรกรรมในบล็อกถูกสรุปเป็นค่าเดียวด้วยโครงสร้าง Merkle Tree ถ้ามีใครแก้ธุรกรรมเก่า ค่าแฮชทั้งสายจะไม่ตรงกันทันที อ่านกลไกนี้แบบละเอียดได้ที่ Blockchain ทำงานอย่างไร?

3. เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer

บล็อกเชนไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง ทุกโหนดคุยกันตรง ๆ แบบ Peer-to-Peer รับธุรกรรมและบล็อกใหม่แล้วส่งต่อให้เพื่อนบ้าน จนข้อมูลกระจายทั่วเครือข่ายภายในไม่กี่วินาที

  • Full Node เก็บบล็อกเชนทั้งหมดและตรวจทุกกติกาเอง
  • Light Client เช่น กระเป๋าบนมือถือบางแบบ เก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น แล้วถามข้อมูลที่เหลือจากโหนดอื่น

เพราะข้อมูลมีสำเนาอยู่หลายพันเครื่อง ปิดเครื่องใดเครื่องหนึ่ง หรือแม้แต่ปิดทั้งประเทศ เครือข่ายก็ยังทำงานต่อได้

4. กลไกฉันทามติ (Consensus)

เมื่อไม่มีผู้ตัดสินกลาง เครือข่ายต้องมีกติกาว่าใครได้สิทธิ์เพิ่มบล็อกถัดไป

  • Proof of Work — นักขุดแข่งกันหาตัวเลขที่ทำให้แฮชของบล็อกผ่านเกณฑ์ ใครหาได้ก่อนได้สร้างบล็อกและรับรางวัล การโกงต้องใช้พลังขุดเกินครึ่งเครือข่าย ใช้ใน Bitcoin
  • Proof of Stake — ผู้ตรวจสอบ (Validator) วางเหรียญค้ำประกันไว้ แล้วถูกสุ่มเลือกให้เสนอบล็อก ถ้าโกงจะถูกยึดเหรียญบางส่วน Ethereum ใช้ระบบนี้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2022 โดยผู้ตรวจสอบแต่ละรายต้องวางอย่างน้อย 32 ETH

ต่อยอด: สมาร์ตคอนแทรกต์

เมื่อมีสมุดบัญชีที่ทุกคนเชื่อได้แล้ว Ethereum เพิ่มความสามารถให้เก็บ “โปรแกรม” ไว้บนบล็อกเชนด้วย เรียกว่า สมาร์ตคอนแทรกต์ (Smart Contract) โปรแกรมนี้ทำงานตามโค้ดทุกครั้งเหมือนกันบนทุกโหนด จึงเป็นพื้นฐานของ DeFi, NFT และโทเคนต่าง ๆ แต่ถ้าโค้ดมีช่องโหว่ ก็ถูกโจมตีได้ และแก้ย้อนหลังยาก

คำถามที่พบบ่อย

Seed Phrase กับ Private Key ต่างกันอย่างไร

Seed Phrase คือคำ 12 หรือ 24 คำที่กระเป๋าใช้สร้าง Private Key ได้หลายชุด ส่วน Private Key คือกุญแจของที่อยู่หนึ่งที่อยู่ ทั้งสองอย่างต้องเก็บเป็นความลับ ใครได้ไปก็ย้ายเหรียญออกได้ทันที

ถ้าทำ Private Key หรือ Seed Phrase หายจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าเป็นกระเป๋าที่เราคุมกุญแจเอง จะเข้าถึงเหรียญไม่ได้อีกเลย ไม่มีใครกู้คืนให้ได้ เพราะบล็อกเชนไม่มีตัวกลาง ส่วนบัญชีบนเว็บเทรด กุญแจอยู่กับเว็บเทรด จึงกู้บัญชีผ่านขั้นตอนของเว็บเทรดได้

บล็อกเชนเป็นนิรนามจริงไหม

ไม่ใช่ บล็อกเชนสาธารณะเป็นนามแฝง ทุกคนเห็นที่อยู่กระเป๋าและประวัติธุรกรรม ถ้าที่อยู่นั้นเชื่อมโยงกับตัวตนได้ เช่น ผ่านเว็บเทรดที่ยืนยันตัวตน ก็ย้อนดูธุรกรรมทั้งหมดได้

ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะทำลายการเข้ารหัสของบล็อกเชนได้ไหม

ยังไม่ได้ในวันนี้ แต่เป็นความเสี่ยงระยะยาวที่นักพัฒนากำลังศึกษา ลายเซ็นแบบ ECDSA อาจถูกคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่มากถอดได้ในอนาคต จึงมีงานวิจัยลายเซ็นแบบทนควอนตัม (Post-Quantum) เพื่อเปลี่ยนก่อนถึงวันนั้น

ที่มา: Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System (Satoshi Nakamoto), BIP-39 Mnemonic code, ethereum.org — Accounts, NIST IR 8202 Blockchain Technology Overview · อัปเดตล่าสุด 23 กันยายน 2569 โดยกองบรรณาธิการ SiamBitcoin

Binance — Exchange อันดับ 1 ของโลก
×Bitfinex — แพลตฟอร์มเทรดมือโปร