รอยเตอร์เปิดโปงเบื้องหลังโปรเจกต์ที่เงียบหายไป — Tether ผู้ออกเหรียญ USDT ทุ่มเงินราว 120 ล้านดอลลาร์สร้างเหมืองขุดบิตคอยน์ 2 แห่งในประเทศอุรุกวัย แต่สุดท้ายต้องถอนตัวทั้งหมด หลังทะเลาะกับการไฟฟ้าของรัฐเรื่องตีความสัญญาไฟฟ้าเพียงข้อเดียว จนถูกตัดไฟกลางเหมือง พนักงาน 30 จาก 38 คนถูกเลิกจ้าง และแผนบุกละตินอเมริกาที่วางไว้ก็พังตามไปด้วย
📑 สารบัญ
เกิดอะไรขึ้น
Tether ประกาศแผนลงทุนเหมืองขุดบิตคอยน์ในอุรุกวัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 โดยตั้งบริษัทลูกในประเทศชื่อ Microfin แล้วสร้างศูนย์ขุด 2 แห่งในจังหวัดฟลอริดา (Florida — เป็นชื่อจังหวัดในอุรุกวัย ไม่ใช่รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ) มูลค่าแห่งละราว 60 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นเงินลงทุนประมาณ 120 ล้านดอลลาร์
จุดขายของอุรุกวัยคือไฟฟ้าพลังงานสะอาด ประเทศนี้ผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำและลมเกือบทั้งหมด ตรงกับภาพลักษณ์ที่ Tether อยากได้ และผู้บริหารมองว่าที่นี่คือ “ก้าวแรก” ก่อนขยายไปบราซิล ปารากวัย และอาร์เจนตินา
แต่รายงานของรอยเตอร์ที่อ้างเอกสารและแหล่งข่าววงในระบุว่า ปฏิบัติการทั้งหมดหยุดเดินไปตั้งแต่ปลายปี 2025 หลังการไฟฟ้าแห่งชาติอุรุกวัย (UTE) ตัดกระแสไฟเข้าเหมืองเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2025
ต้นเหตุ: สัญญาข้อเดียวที่ตีความคนละแบบ
หัวใจของความขัดแย้งอยู่ที่ข้อสัญญาระบุปริมาณไฟฟ้าที่ UTE จะจ่ายให้ ทั้งสองฝ่ายเข้าใจข้อความเดียวกันคนละทาง
🏭 ฝั่ง Tether เข้าใจว่า
ตัวเลขในสัญญาคือ ขั้นต่ำ ที่รับประกันไว้ และสามารถขอเพิ่มกำลังไฟได้ในภายหลังเมื่อขยายเหมือง
⚡ ฝั่ง UTE เข้าใจว่า
ตัวเลขเดียวกันคือ เพดานสูงสุด ที่จัดสรรให้ ห้ามใช้เกินกว่านั้น และไม่มีข้อผูกพันต้องเพิ่มให้
ความเห็นต่างนี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 และยิ่งบานปลายเมื่อรัฐบาลใหม่สายกลาง-ซ้ายเข้ารับตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2025 ทำให้ท่าทีของหน่วยงานรัฐต่อโปรเจกต์เปลี่ยนไป
บอร์ดของ UTE เคยอนุมัติร่างสัญญาฉบับแก้ไขเพื่อหาทางออก แต่ตัวแทนของ Tether ไม่มาปรากฏตัวในวันลงนาม เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่ถูกเซ็น บวกกับค่าไฟค้างจ่ายที่สะสมราว 5 ล้านดอลลาร์ UTE จึงตัดสินใจตัดไฟ
ไทม์ไลน์ความพัง
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ |
|---|---|
| พ.ค. 2023 | Tether ประกาศแผนลงทุนเหมืองขุดในอุรุกวัย ตั้งบริษัทลูก Microfin |
| พ.ย. 2024 | ความเห็นต่างเรื่องเพดานไฟฟ้าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก |
| มี.ค. 2025 | รัฐบาลชุดใหม่ของอุรุกวัยเข้ารับตำแหน่ง ท่าทีต่อโปรเจกต์เปลี่ยน |
| มิ.ย. 2025 | Microfin หยุดจ่ายค่าไฟ และทยอยยกเลิกสัญญากับ UTE |
| 25 ก.ค. 2025 | UTE ตัดกระแสไฟเข้าศูนย์ขุดทั้งสองแห่ง |
| ปลายปี 2025 | ปฏิบัติการขุดหยุดเดินทั้งหมด เลิกจ้างพนักงาน 30 จาก 38 คน |
| ธ.ค. 2025 | หนี้ค่าไฟค้างจ่ายถูกเคลียร์เรียบร้อย ปิดฉากโปรเจกต์ |
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
ตัวเลข 120 ล้านดอลลาร์ฟังดูมหาศาล แต่ต้องมองในบริบทว่า Tether ลงทุนในธุรกิจขุดและพลังงานไปแล้วเกิน 2 พันล้านดอลลาร์ และรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ราว 1.04 พันล้านดอลลาร์ บริษัทดูแลสเตเบิลคอยน์รวมราว 1.83 แสนล้านดอลลาร์ และถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประมาณ 1.41 แสนล้านดอลลาร์
พูดง่าย ๆ คือ Tether ไม่ได้เจ็บหนักถึงขั้นสั่นคลอน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือบทเรียนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมขุด
🚩 1. ไฟฟ้าสะอาดราคาถูก ไม่ได้แปลว่าขุดได้จริง
อุรุกวัยมีไฟสะอาดเกือบ 100% แต่ระบบไฟของประเทศเล็กมีเพดานจำกัด และรัฐมีสิทธิ์จัดสรรให้ภาคส่วนอื่นก่อน เหมืองคริปโตจึงอยู่ท้ายแถวเสมอเมื่อการเมืองเปลี่ยน
🚩 2. ความเสี่ยงการเมือง คือความเสี่ยงจริงของเหมือง
รัฐบาลชุดเดียวที่เปลี่ยน ทำให้ดีลที่เจรจาไว้กับรัฐบาลก่อนหน้ากลายเป็นโมฆะในทางปฏิบัติ เหมือนกรณีรัสเซียสั่งแบนขุดบิตคอยน์ในมอสโกยาว 7 ปี
🚩 3. สัญญาที่ตีความได้ 2 ทาง = ระเบิดเวลา
ข้อความเดียวที่ไม่ระบุชัดว่า “ขั้นต่ำ” หรือ “สูงสุด” ทำให้เงิน 120 ล้านดอลลาร์กลายเป็นเหล็กเย็น ๆ ในโรงเรือน
นักวิเคราะห์ด้านเหมืองในพื้นที่อย่าง Nicolas Ribeiro สรุปสั้น ๆ ว่า “อุรุกวัยไม่เหมาะกับการทำเหมือง — นั่นคือความจริง”
ขณะเดียวกัน Tether ก็ไม่ได้ทิ้งธุรกิจขุด บริษัทหันไปจับมือกับ Adecoagro ในบราซิลที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนกว่า 230 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งขายหุ้น Bitdeer บางส่วนได้เงิน 12.7 ล้านดอลลาร์ แต่ยังถือไว้ราว 19.7% และเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นปล่อยซอฟต์แวร์ให้นักขุดใช้ฟรี ทั้ง MiningOS แบบโอเพนซอร์สเมื่อกุมภาพันธ์ 2026 และ Mining Development Kit เมื่อเมษายน 2026
บทเรียนสำหรับนักลงทุน
- สัญญาไฟ: เป็นสัญญาระยะยาวราคาคงที่ หรือแค่ MOU ที่ยกเลิกได้
- คู่สัญญา: เป็นเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ถ้าเป็นรัฐ ต้องดูเสถียรภาพการเมืองด้วย
- กระจายพื้นที่: เหมืองกระจุกในประเทศเดียวคือความเสี่ยงเดี่ยว
- แผนสำรอง: ถ้าถูกตัดไฟ ย้ายเครื่องไปไซต์อื่นได้เร็วแค่ไหน
- โปรเจกต์นี้ไม่กระทบเงินหนุนหลัง USDT — เป็นคนละส่วนกับทุนสำรอง
- Tether ยังเดินหน้าธุรกิจขุดต่อ แต่เปลี่ยนโมเดลจาก “เป็นเจ้าของเหมือง” ไปเป็น “ขายเครื่องมือให้นักขุด”
- เทรนด์ใหญ่ของอุตสาหกรรมคือย้ายจากขุดล้วนไปหาดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่ให้ผลตอบแทนนิ่งกว่า
เทรนด์ข้อสุดท้ายเห็นชัดจากกรณีRiot ที่เบนเข็มจากเหมืองบิตคอยน์ไปทำดาต้าเซ็นเตอร์ AI ซึ่งสะท้อนว่าการเป็นเจ้าของเหมืองในประเทศที่คุมตัวแปรไฟฟ้าไม่ได้ กำลังกลายเป็นโมเดลที่ยากขึ้นทุกวัน








