Mark Karpelès อดีต CEO ของ Mt. Gox ตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตที่ล้มละลายไปเมื่อปี 2014 สร้างความฮือฮาในวงการ Bitcoin อีกครั้ง โดยเสนอ Pull Request แก้โค้ด Bitcoin Core เพื่อเปลี่ยนเส้นทางของ BTC จำนวน 79,956 BTC (มูลค่าประมาณ $5 พันล้าน) ที่ค้างอยู่มาตั้งแต่ปี 2011 ให้ส่งไปยังกระเป๋าเงินของผู้ดูแลมรดก Mt. Gox
แต่ผลคือ… โดนปัดทิ้งภายใน 17 ชั่วโมง
ข้อเสนอคืออะไร?
Karpelès ใช้ชื่อ GitHub ว่า MagicalTux ส่ง Pull Request ไปยัง Bitcoin Core เพื่อเสนอ Hard Fork โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- โค้ดไม่ถึง 60 บรรทัด — เปลี่ยนกฎ Consensus เพียงจุดเดียว
- แทนที่ Public Key Hash ของกระเป๋าที่ถูกขโมย เป็นกระเป๋าของผู้ดูแลมรดก
- ตั้ง Activation Height เป็น อินฟินิตี้ — หมายความว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกว่าชุมชนจะตกลงเปิดใช้งาน
- BTC จะถูกส่งเข้ากระบวนการฟื้นฟูที่ศาลญี่ปุ่นกำกับดูแลอยู่แล้ว
ทำไมถูกปัดทิ้ง?
ฟอรัมถูกปิดอัตโนมัติก่อนที่จะมีการอภิปรายด้วยซ้ำ โดยนักพัฒนาชี้ว่า:
- Karpelès ควรเสนอเป็น Bitcoin Improvement Proposal (BIP) ก่อน ไม่ใช่ส่ง Pull Request ตรงๆ
- ควรเปิดการอภิปรายใน mailing list, bitcointalk หรือ X ก่อน
และที่สำคัญกว่านั้น… แม้แต่เจ้าหนี้ Mt. Gox เองก็ไม่เอา!
“ผมเป็นเจ้าหนี้ [ของ Mt. Gox] แต่ไม่เอาแน่นอน มันจะทำลายหลักการสำคัญของ Bitcoin”
— @spoonmvn, เจ้าหนี้ Mt. Gox
“Code is Law” — หลักการที่ไม่มีใครท้าทาย
ปัญหาหลักคือ เมื่อ Bitcoin เปลี่ยนเส้นทางเหรียญเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้แล้ว คำถามจะไม่ใช่ “ทำได้หรือไม่” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “จะทำอีกเมื่อไหร่”
- เหยื่อของ Bitfinex ที่ถูกแฮ็กก็อาจขอแบบเดียวกัน
- เหยื่อ DeFi Hack ทุกกรณีก็จะอ้างว่าเป็นกรณีตัวอย่างได้
- เส้นแบ่งระหว่าง “ข้อยกเว้น” กับ “กลไกทั่วไป” จะเลือนหายไป
การแก้โค้ดฉุกเฉินเคยเกิดขึ้นใน Bitcoin เช่น value overflow bug ปี 2010 หรือ chain split ปี 2013 แต่นั่นคือการแก้บักทางเทคนิค ไม่ใช่การเปลี่ยนกฎเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
บทสรุป
Pull Request ถูกปิดแล้ว Bitcoin มูลค่า $5 พันล้านยังคงค้างอยู่ที่เดิมตั้งแต่ปี 2011 และเจ้าหนี้ที่ควรจะได้ประโยชน์ก็เลือกหลักการแทนที่จะได้เงินคืน
นี่คือบทพิสูจน์ว่า “Code is Law” ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ แต่เป็นหัวใจของ Bitcoin จริงๆ
ที่มา: CoinDesk


