Bitcoin ร่วงลงแตะระดับ $63,000 ในวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ทั่วกรุงเตหะราน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง สร้างความปั่นป่วนในตลาดคริปโตทั่วโลก
สหรัฐ-อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน
เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านอย่างประสานงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายคลังขีปนาวุธ กองทัพเรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ในกรุงเตหะรานและหลายเมืองทั่วประเทศ
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ในอิหร่าน” พร้อมเตือนว่า “ชีวิตของวีรบุรุษชาวอเมริกันผู้กล้าหาญอาจต้องสูญเสีย เรื่องเช่นนี้มักเกิดขึ้นในสงคราม” ด้านรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล Israel Katz ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันทีทั่วทุกพื้นที่ของอิสราเอล
อิหร่านตอบโต้ — ฐานทัพสหรัฐถูกถล่ม
อิหร่านตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายระลอก ไม่เพียงแค่พุ่งเป้าไปที่อิสราเอลเท่านั้น แต่ยังโจมตีฐานทัพสหรัฐและผลประโยชน์ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
- บาห์เรน — ยืนยันฐานทัพอเมริกันถูกโจมตี พร้อมปิดน่านฟ้าทั้งประเทศ
- กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ — สกัดขีปนาวุธเหนือน่านฟ้า
- ดูไบ — ได้ยินเสียงระเบิดดังก้อง
- คูเวต — รายงานการโจมตีฐานทัพสหรัฐ
สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่าน ประกาศว่าฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐทั้งหมดในภูมิภาคจะเป็นเป้าหมาย นับเป็นความขัดแย้งทางทหารที่กว้างขวางที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายทศวรรษ
Bitcoin ดิ่งหนัก — ตลาดคริปโตสะเทือน
ราคา Bitcoin ร่วงลงทันทีหลังข่าวการโจมตี โดยดิ่งลงมาแตะระดับ $63,000 ลดลงกว่า 3% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์แครชเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สาเหตุที่ Bitcoin มักเป็นสินทรัพย์แรกที่ถูกเทขายในเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจาก Bitcoin เทรดได้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวที่นักเทรดสามารถเทขายได้ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ตลาดหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการ
อย่างไรก็ตาม BTC พยายามดีดตัวกลับขึ้นไปแตะ $65,000 ก่อนจะถอยกลับมาที่ $64,700 สะท้อนว่าแรงขายยังคงครองตลาด แต่ความเสถียรที่พอมีบ่งชี้ว่าเป็นผลจากสภาพคล่องที่เบาบางในช่วงสุดสัปดาห์ มากกว่าแรงกดดันขายจริง
Futures น้ำมันบน Hyperliquid พุ่ง 5%
ขณะที่ Bitcoin ร่วง สัญญา Futures ที่อ้างอิงราคาน้ำมันบนแพลตฟอร์ม DeFi อย่าง Hyperliquid กลับพุ่งขึ้นกว่า 5% สะท้อนความกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลนจากสงครามในภูมิภาคผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก
- Oil-USDH Perpetuals — พุ่งขึ้นกว่า 5% แตะ $71.26
- USOIL-USDH — ทะลุ $86.00
- ปริมาณซื้อขายรวม — เกือบ $4 ล้าน พร้อม Open Interest กว่า $5 ล้าน
นอกจากนี้ สัญญา Gold และ Silver บน Hyperliquid ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด
ช่องแคบฮอร์มุซ — ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด
หนึ่งในความกังวลที่ใหญ่ที่สุดคือ อิหร่านอาจใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธ ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมูลค่ากว่า $500 พันล้านต่อปี คิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทั่วโลก
หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง $120-150 ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก และทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดรวมถึง Bitcoin
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าการปิดช่องแคบทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือไม่สามารถทำได้จริง และผลกระทบต่อราคาน้ำมันน่าจะเป็นแค่ชั่วคราว
จับตาวันจันทร์ — บททดสอบที่แท้จริง
นักวิเคราะห์เตือนว่าบททดสอบที่แท้จริงของ Bitcoin จะมาถึงเมื่อตลาดหุ้น น้ำมัน และพันธบัตรเปิดมาด้วยช่องว่างราคาที่กว้าง (gap down) อย่างรุนแรง Bitcoin อาจเผชิญกับแรงขายระลอกที่สอง เนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะลดความเสี่ยงในทุกสินทรัพย์พร้อมกัน
แนวรับสำคัญที่ $60,000 ซึ่งเคยรับไว้ได้ในเหตุการณ์แครชเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นด่านป้องกันสุดท้าย แต่ครั้งนี้จะถูกทดสอบภายใต้สภาวะที่รุนแรงกว่ามาก
บทสรุป
สถานการณ์ในตะวันออกกลางลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคที่กว้างขวางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขีปนาวุธตกในดูไบ คูเวต และบาห์เรน ไม่ใช่แค่การปะทะระหว่างสองประเทศอีกต่อไป แต่เป็นสงครามที่กระทบเขตเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลก
สำหรับนักลงทุนคริปโต ควรจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า โดยเฉพาะการเปิดตลาดวันจันทร์ หากความขัดแย้งยังคงขยายตัว Bitcoin อาจทดสอบแนวรับ $60,000 และ Altcoins อย่าง XRP ที่ดิ่งไปแล้ว 9% อาจได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม


